เป็นข้อมูลที่น่าตกใจสำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสัดส่วนประชากรวัยทำงานใช้ AI สูงถึง 64% และสิงคโปร์ 61% แต่ประเทศไทยกลับมีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 10.7% เท่านั้น นั่นหมายความว่า จากประชากรวัยทำงานในระบบประมาณ 40 ล้านคน มีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้นที่นำ AI มาใช้เป็นผู้ช่วยในการทำงาน
โอม ศิวะดิตถ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานนโยบายเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่กำลังถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่โครงสร้างประชากรไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มตัว ซึ่งส่งผลให้กำลังคนในประเทศเริ่มหดตัวลงทุกปี
คำถามสำคัญต่อไปคือ อะไรจะมาเติมเต็มช่องว่างนี้ เพื่อขับเคลื่อน GDP ของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ หากไม่ใช่การเร่งนำ AI เข้ามาเป็นกำลังสำคัญและ “ตัวคูณกำลังคน” ในการทำงาน
วิวัฒนาการ 4 ระยะ สู่ยุคที่ AI ลงมือทำ
การที่ AI จะก้าวมาเป็นคำตอบของโจทย์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน คุณโอมอธิบายถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีนี้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างเป็นระบบ
- ระยะที่ 1 ปี 2565 เป็นยุคที่ AI เริ่มต้นด้วยความสามารถในการสนทนา (Conversational) สามารถตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล และเขียนเอกสารเบื้องต้นได้
- ระยะที่ 2 ปี 2566 ขยายสู่ความสามารถหลากหลายรูปแบบ (Multimodal) ทั้งการเข้าใจภาพและเสียง รวมถึงการสร้างภาพและวิดีโอความละเอียดสูง
- ระยะที่ 3 ปี 2567 AI ก้าวสู่การให้เหตุผลเชิงตรรกะ (Reasoning) สามารถวางแผน แก้โจทย์ปัญหาซับซ้อนทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการเขียนโค้ด
- ระยะที่ 4 ในปี 2568-2569 (ปัจจุบัน) AI อยู่ในระยะของการลงมือทำ (Action and Agency) ซึ่งสามารถวางแผน ปฏิบัติงานหลายขั้นตอน และสั่งการซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ AI กลายเป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่คือ “ผู้ร่วมงาน” คนใหม่ขององค์กร
1.3 พันล้านตัว: คลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงาน
ข้อมูลจาก IDC ประเมินว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า จำนวนองค์กรที่นำ AI Agent (Agentic AI) เข้ามาใช้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า และภายในปี 2571 จะมี AI Agent มากถึง 1,300 ล้านตัวที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานอัตโนมัติ
คุณโอมกล่าวว่า AI Agent เหล่านี้เปรียบเสมือนโคลน (Clone) ของผู้ปฏิบัติงาน ที่สามารถทำงานได้สารพัดรูปแบบ ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยโปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงนักเขียน การที่องค์กรมีทีมงานดิจิทัล (Digital Workforce) คอยสนับสนุนการทำงานเบื้องหลัง จะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับบุคลากรที่มีอยู่ ให้มีเวลาไปทำสิ่งที่ซับซ้อน ใช้ความคิดวิเคราะห์ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
3 เดือน ภารกิจ 10 ปี: บทพิสูจน์จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของภาครัฐไทยที่ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลแนวหน้า (Frontier Government) คือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้รับโจทย์ท้าทายสำคัญในการเปรียบเทียบข้อกำหนดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จำนวน 276 ฉบับ เข้ากับกฎหมายไทย 71 มาตรา เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD
หากใช้วิธีการทำงานแบบเดิมด้วยบุคลากรนิติกรที่มีอยู่เพียง 5 คนภารกิจนี้อาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 7-10 ปี แต่เมื่อนำ AI เข้ามาช่วย ระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้ลดลงเหลือ 6 เดือน ขณะที่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับรวดเร็วกว่าที่คาด โดยสามารถจัดทำร่างแรกแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนเท่านั้น
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงพิสูจน์ศักยภาพของ AI ในการทำงานที่ซับซ้อน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐไทยสามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนภารกิจหลักได้จริง
จากความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว สู่ความเชี่ยวชาญที่ทุกคนเข้าถึงได้
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะธรรมชาติของ AI ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าความรู้และการทำงาน คุณโอมอธิบายว่า ในอดีตยุคอินเทอร์เน็ตคือยุคที่ข้อมูลอยู่แค่ปลายนิ้ว (Information at Fingertip) แต่ความสำเร็จยังถูกกำหนดโดยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว (Technical Expertise) ของแต่ละบุคคล ทำให้ไม่สามารถขยายสเกลความเก่งของคนจำนวนน้อยให้กลายเป็นองค์กรที่เก่งทั้งองค์กรได้
แต่ปัจจุบันคือยุคที่ความเชี่ยวชาญอยู่แค่ปลายนิ้ว (Expertise at Fingertip) การถ่ายทอดความเก่งไปไว้ที่ AI ทำให้พนักงานทุกคน แม้จะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มาก่อน ก็สามารถเข้าถึงความรู้และความสามารถระดับสูงผ่าน AI ได้ตลอดเวลา
นี่คือการ “เบนด์” เส้นโค้งของความสามารถ ที่ทำให้องค์กรก้าวกระโดดข้ามข้อจำกัดด้านทักษะและประสบการณ์ของบุคลากร
3 รูปแบบการทำงานร่วมกับ AI สู่การเป็นองค์กรแนวหน้า
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดองค์กรแนวหน้าด้าน AI (Frontier Firm) ที่มีรูปแบบการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีแตกต่างกัน 3 ระดับ
- ระดับแรก คือ การใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว (Human with assistant) ช่วยหาข้อมูล สรุปเอกสาร เพื่อให้มนุษย์นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำงานต่อ เป็นการเพิ่มผลิตภาพในระดับบุคคล
- ระดับที่สอง คือ การทำงานร่วมกับทีม AI (Human-agent teams) มนุษย์ให้โจทย์และเป้าหมายแก่ AI จากนั้น AI ทำหน้าที่ค้นคว้า วิเคราะห์ ประมวลผล และส่งร่างงานแรก (First Draft) กลับมาให้มนุษย์ตรวจสอบและตัดสินใจอีกครั้ง
- ระดับที่สาม คือ การให้ AI ทำงานอัตโนมัติ (Human-led, agent operated) โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนดกรอบการทำงาน จากนั้น AI จะปฏิบัติงานและประสานงานกับ AI ตัวอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ และจะกลับมาสอบถามมนุษย์เฉพาะจุดที่ต้องการการตัดสินใจสำคัญเท่านั้น
คุณโอมกล่าวว่า องค์กรที่สามารถนำ AI มาใช้อย่างเต็มศักยภาพและเหมาะสม จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) หรือผลิตภาพ (Productivity) เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า กล่าวคือลงทุน 1 ล้านบาท จะได้กลับมา 4 ล้านบาท
5 คุณสมบัติที่ทำให้ภาครัฐกลายเป็นรัฐบาลแนวหน้า
สำหรับภาครัฐ การก้าวสู่การเป็นรัฐบาลแนวหน้า (Frontier Government) ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการ
- ประการแรก คือ Intelligence on Tap หมายถึงข้าราชการทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้ง่ายเหมือนการกดน้ำจากตู้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- ประการที่สอง คือ Human-Led, AI-Operated หมายถึงการนำ AI มาอยู่ในกระบวนการทำงานเบื้องหลังให้ทำงานโดยอัตโนมัติ ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์
- ประการที่สาม คือ Agent Orchestrators ซึ่งเป็นทักษะใหม่ของข้าราชการในการบริหารจัดการทีมงานที่เป็น AI Agent ให้ทำงานแทนตนเองได้
- ประการที่สี่ คือ Adaptive by Design หมายถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและการให้บริการตามข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่างรวดเร็ว
- ประการสุดท้าย คือ Trust by Design ซึ่งเน้นความแม่นยำ น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
5 เสาหลักสู่ความสำเร็จ เริ่มที่ข้อมูลต้องเป็นดิจิทัลก่อน
นอกเหนือจากคุณสมบัติขององค์กรแล้ว คุณโอมยังกล่าวถึงปัจจัยสำคัญอีก 5 ประการ ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลประสบความสำเร็จ
- ประการแรก คือ วัฒนธรรมองค์กร (Organization & Culture) ที่ผู้บริหารระดับสูงต้องลงมือผลักดันและเป็นเจ้าภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพราะนี่คือการเปลี่ยนองค์กร ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายเทคโนโลยี
- ประการที่สอง คือ กลยุทธ์ทางภารกิจ (Mission Strategy) ที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าโจทย์ทางธุรกิจหรือภารกิจขององค์กรคืออะไร และ AI จะนำมาใช้แก้ปัญหาใดได้บ้าง
- ประการที่สาม คือ ความพร้อมของบุคลากร (Applied AI Experience) คนในองค์กรต้องเข้าใจและพร้อมปรับตัวรับ AI เข้ามาใช้ในงานประจำวัน
- ประการที่สี่ คือ ธรรมาภิบาลข้อมูล (AI Governance) ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและไซเบอร์ รวมถึงป้องกันไม่ให้ AI ให้ข้อมูลที่ผิดพลาด
- ประการสุดท้าย คือ ความพร้อมทางเทคโนโลยีและข้อมูล (Technology Strategy) ซึ่งหัวใจสำคัญที่สุดคือ “ข้อมูลต้องเป็นดิจิทัล” (Digitized Data) เพราะหากข้อมูลยังอยู่ในรูปแบบกระดาษ AI จะไม่สามารถนำไปประมวลผลหรือทำงานใดๆ ได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ขององค์กรไทยที่ต้องเร่งแก้ไข
AI ไม่ใช่แค่อนาคต แต่คือความได้เปรียบที่ต้องสร้างวันนี้
คุณโอมกล่าวว่าในปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ ก้าวพ้นจุดที่ต้องสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) เกี่ยวกับ AI ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการสร้างความได้เปรียบ (AI Advantage)
“AI ไม่ใช่แค่เรื่องของอนาคต แต่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสร้างอนาคตให้องค์กรและประเทศไทย” คุณโอม กล่าว
ตัวเลข 10.7% ที่บอกว่าไทยกำลังตามหลัง อาจเป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสในเวลาเดียวกัน หากหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจไทยเร่งปรับตัว นำ AI มาขับเคลื่อนภารกิจหลักอย่างจริงจัง โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนหรือผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ในวันที่ความเชี่ยวชาญไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวบุคคลอีกต่อไป แต่กระจายสู่ทุกคนได้ผ่านปลายนิ้วสัมผัส คำถามสำหรับองค์กรไทยจึงไม่ใช่ว่าจะนำ AI มาใช้หรือไม่ แต่คือจะเริ่มต้นอย่างไร และจะก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไปได้เร็วแค่ไหน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
BDE เปิดตัวกรอบ AITIF หนุนองค์กรไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
CCIB ผนึก KBTG-Samsung ตีแผ่กลโกง ‘บัญชีม้านิติบุคคล’ ชู Security by Default รับมือภัย AI-Quantum



