สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เปิดตัวกรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน (ASEAN AI Transition Innovation Framework: AITIF) เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรและองค์กรไทยรับมือความท้าทายด้านดิจิทัลและจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์
ตัวเลขการใช้งานที่สูงท่ามกลางความท้าทายด้านจริยธรรม
เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการผลักดันกรอบทักษะดิจิทัลและการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ข้อมูลจากรายงาน AI Ready ASEAN Research ประจำปี 2569 ระบุตัวเลขที่น่าสนใจ เยาวชนไทยกว่าร้อยละ 90 และบุคลากรทางการศึกษากว่าร้อยละ 80 นำ AI มาใช้ในการเรียนการสอนและการทำงานอย่างกว้างขวาง แต่ตัวเลขที่สูงกลับชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญด้านความพร้อมและจริยธรรมในการใช้งาน
ความเสี่ยงสำคัญ คือการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป จนอาจกระทบต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของคนไทย รวมถึงปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของการใช้งาน AI

คุณเวทางค์ยังเน้นย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “AI ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นบริการธนาคารบนมือถือ หรือเครื่องมือแพทย์ หากประชาชนทั่วไปหรือบุคลากรในองค์กรขาดความรู้ความเข้าใจด้าน AI จะทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และส่งผลให้องค์กรไม่สามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้”
กรอบ AITIF หัวใจสำคัญ 3 ประการสู่การเปลี่ยนผ่าน
ดร.พรพรรณ ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ BDE กล่าวว่า “โครงการ AITIF เกิดขึ้นจากการที่ BDE ตระหนักถึงความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยได้เสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ADGMIN) ระหว่างวันที่ 13-17 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ”
โครงการนี้ผ่านกระบวนการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก และการประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จนนำมาสู่การพัฒนากรอบแนวทาง AITIF ประกอบด้วยเครื่องมือสำคัญ 3 ประการ
เครื่องมือแรก คือ กรอบทักษะความเข้าใจและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy Framework) ซึ่งเป็นเข็มทิศสำหรับประชาชนและบุคลากรในการทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรอบนี้ยังรวมถึงการพัฒนารายวิชาการเรียนรู้ภายใต้กรอบทักษะความเข้าใจและการใช้ AI ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนให้ความเห็นชอบร่วมกัน เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางในการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค
เครื่องมือที่สอง คือ รายการทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์และอนุกรมวิธานทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ (AI Skill Checklist and AI Skill Taxonomies) ซึ่งเป็นมาตรฐานวิชาชีพล่าสุดที่อาเซียนให้การรับรอง ครอบคลุม 9 ทักษะย่อย ประกอบด้วย คณิตศาสตร์และสถิติ ความฉลาดทางธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล วิศวกรรมข้อมูล การเรียนรู้ของเครื่องจักร ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค การวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ การกำกับดูแล AI และวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ AI
เครื่องมือที่สาม คือ เครื่องมือประเมินความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Readiness Assessment Tool) ซึ่งองค์กรต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประเมินความพร้อมของตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
คุณเวทางค์กล่าวเสริมว่า ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน โดยจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการนำกรอบแนวทางไปใช้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร
“หลักการสำคัญของกรอบ AITIF คือการส่งเสริมแนวคิด Hybrid AI ที่ผสมผสานทั้งแนวทางขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) และองค์ความรู้ (Knowledge-Driven) เข้าด้วยกัน บนหลักการ ‘เป็นธรรม ครอบคลุม และทั่วถึง’ เพื่อให้มั่นใจว่าพลเมืองอาเซียนจะใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล” คุณเวทางค์กล่าว
9 หน่วยงานร่วมลงนาม MOU ขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่ยุค AI
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ไปสู่องค์กร ภายใต้กรอบแนวทาง AITIF จำนวน 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย,สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล, บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG)
ดร.พรพรรณ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นำกรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียนมาใช้ในการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีความพร้อมในการใช้งานและพัฒนา AI รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้รองรับการปรับเปลี่ยนทางด้าน AI และกรอบความตกลงที่เกี่ยวข้องภายใต้ประชาคมอาเซียน
“การลงนาม MOU ในวันนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่นวัตกรรม AI ได้อย่างยั่งยืน และเป็นการร่วมกันแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์การนำ AI มาใช้ในองค์กรอย่างเหมาะสมและปลอดภัย”ดร.พรพรรณกล่าว
AI Passport 5 ล้านบัญชี กับโจทย์ลดต้นทุนและอธิปไตยข้อมูล
นอกเหนือจากการเปิดตัวกรอบ AITIF แล้ว คุณเวทางค์ยังเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการ AI Passport ซึ่งเป็นโครงการจัดหาบัญชีใช้งาน AI ระดับมืออาชีพจำนวน 5 ล้านบัญชี ให้แก่คนไทยและหน่วยงานต่าง ๆ
“ปกติค่าใช้งานบัญชี AI ระดับมืออาชีพจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อปี แต่ทางกระทรวงได้เจรจาต่อรองจนเหลือเพียงประมาณ 300 บาทต่อบัญชี”
คุณเวทางค์กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญนอกเหนือจากการลดต้นทุน คือ การเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน AI ของคนไทยไว้ในประเทศ เพื่อให้นักวิจัยไทยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา AI ต่อในอนาคต โดยไม่ต้องร้องขอข้อมูลจากบริษัทต่างชาติ
ขณะที่ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ คุณเวทางค์กล่าวว่า ระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่ให้บริการกว่า 1,200 หน่วยงานไม่เคยมีข้อมูลรั่วไหล สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวสูงสุด โดยแพลตฟอร์ม AI Passport คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายใน 2 เดือน
ชวนทดสอบความพร้อมองค์กรผ่านเครื่องมือ 20 คำถาม
คุณเวทางค์กล่าวเชิญชวนให้องค์กรต่าง ๆ นำเครื่องมือประเมินความพร้อมด้าน AI (AI Readiness Assessment Tool) ซึ่งมีจำนวนคำถามไม่ถึง 20 ข้อไปใช้ประเมินองค์กรของตนเอง พร้อมคาดหวังให้ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ นำเครื่องมือชุดนี้ไปขยายผลต่อในอนาคต
“การทำงานของภาครัฐอาจมีความล่าช้าและไม่ทันใจบ้าง แต่ทางหน่วยงานพร้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์หรือคำแนะนำเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข”
“หวังว่าเครื่องมือต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้องค์กรไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่นวัตกรรม AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” คุณเวทางค์กล่าว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ภูมิทัศน์สื่อไทย 2569: AI ครองห้องข่าว – ผู้บริโภคเน้น ‘ดู’ มากกว่า ‘อ่าน’
Sukishi เปิดยุทธศาสตร์ 2569 รุก Retail ดันสัดส่วนยอดขายเป็น 20% รับสงครามราคาสุกี้



