Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Uppercase M ชู Agentic AI สร้างระบบเอง นำร่องแสนสิริ

Upper Case M ชู Agentic AI สร้างระบบเอง นำร่องแสนสิริ

องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อโมเดลซอฟต์แวร์เช่าใช้ หรือ SaaS เริ่มสร้างภาระต้นทุนและความซับซ้อนมหาศาล ล่าสุด Uppercase M ได้นำเทคโนโลยี Agentic AI ภายใต้ชื่อ Cerebral X เข้ามาปฏิวัติวงการไอทีองค์กร ด้วยการให้ AI ทำหน้าที่เขียนโค้ดและพัฒนาระบบแทนมนุษย์แบบครบวงจร หวังพลิกโฉมธุรกิจไทยจากการเป็นเพียงผู้เช่าใช้ สู่การเป็นผู้สร้างซอฟต์แวร์ที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง

ประเดิมนำร่องใช้งานจริงแล้วกับแสนสิริเป็นแห่งแรก เพื่อมุ่งลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบลงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบ On-premise AI เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านอินเทอร์เน็ตระดับโลกในอนาคต

วิกฤติซอฟต์แวร์เช่าใช้ และจุดกำเนิดสถาปนิกสมองกล

มาร์ก แอนดรีสเซน อดีตผู้สร้างเว็บเบราว์เซอร์ยุคบุกเบิกเคยกล่าวประโยคคลาสสิกไว้ว่า ซอฟต์แวร์กำลังกลืนกินโลกใบนี้ แต่ปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่กลับกำลังเผชิญวิกฤติความซับซ้อนจากการใช้ซอฟต์แวร์แบบเช่าใช้มากกว่า 100 ตัวในระบบ ส่งผลให้เกิดความท้าทายทั้งในแง่ต้นทุนและการเชื่อมต่อระบบ

รายงานของ BCG เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ชี้ชัดว่าค่าซอฟต์แวร์ขององค์กรเพิ่มขึ้น 50% ในช่วง 5 ปี และกินสัดส่วนถึง 21% ของงบไอทีทั้งหมด ในขณะที่ Gartner ยืนยันว่า 60% ของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาจากการขึ้นราคาของผู้ให้บริการเดิม ไม่ใช่นวัตกรรม

สถาบัน MIT คาดการณ์ว่าว่าโลกจะขาดแคลนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ถึง 85 ล้านคนภายในปี 2030 รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบ หรือ MA ที่สูงถึง 20% ของมูลค่าโครงการในทุกปี

ท่ามกลางวิกฤตินี้ ณัฐเชษฐ์ เทพูปถัมภ์ CEO ของ Uppercase M และ สุปรีย์ ทองเพชร Co-Founder ของ Uppercase M ได้จับมือกันก่อตั้งบริษัท Upper Case M ขึ้นมา โดยมุ่งเน้นแนวคิด AI Native Tech Company ที่จะไม่จ้างคนมาทำงาน แต่จะสร้าง AI มาทำงาน แล้วจ้างพนักงานมาเพื่อควบคุม AI

คุณสุปรีย์ กล่าวว่า ทำไมต้องจ่ายเงินเป็นล้านเพื่อใช้งานระบบได้แค่ 70% แม้หลายองค์กรจะพยายามใช้ AI ทั่วไปมาช่วยเขียนโปรแกรม แต่ข้อมูลระบุชัดเจนว่าโครงการนำร่องเหล่านั้นล้มเหลวถึง 95% เพราะเป็นการสั่งงานเพียงคำสั่งเดียวซึ่งไม่ครอบคลุมความซับซ้อนของระบบ

“เราไม่ได้ซื้อซอฟต์แวร์อีกต่อไป สิ่งที่เราทำคือเมื่อเขียนง่ายขึ้น เราควรสามารถสร้างระบบตามแนวความคิดของเราได้เลย”

Cerebral X พลิกโฉมการพัฒนาแพลตฟอร์มองค์กร

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการสร้าง Agentic AI ที่ชื่อว่า Cerebral X ซึ่งเปรียบเสมือนมันสมองขององค์กร เทคโนโลยีนี้ทำงานเสมือนทีมดิจิทัลอัตโนมัติ ทั้ง AI Programmer, AI Analyst และ AI Architect ที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา ไปจนถึงทดสอบ ตลาด Agentic AI นี้กำลังเติบโตสู่ 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ตามการคาดการณ์ของ MarketsandMarkets ด้วยพลังนี้ พนักงานเพียง 15 คนของ Uppercase M สามารถสร้างแพลตฟอร์มระดับ Enterprise Grade ได้ถึง 8 แพลตฟอร์มภายในเวลาเพียง 6 เดือน

นวัตกรรมเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาระบบไอทีอย่างตรงจุด อาทิ ระบบ BackQ.io ซึ่งเป็น AI-Powered Maintenance Service ที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย MA จากมาตรฐาน 20% ลงเหลือเพียง 10% ระบบโทรศัพท์ Edison ที่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เพียงเครื่องเดียวให้เป็นตู้สาขาโทรศัพท์เสมือนได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิก

แพลตฟอร์ม Colony One ซึ่งเป็น Headless Commerce Platform ที่รองรับการจัดการคอนเทนต์ จัดการคำสั่งซื้อ และระบบความภักดีของลูกค้า รวมถึงระบบค้นหารูปภาพและสินทรัพย์ดิจิทัลที่รองรับการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติและระบบจดจำใบหน้า และระบบวิเคราะห์แบ่งกลุ่มลูกค้าด้วยภาษาธรรมชาติ เพื่อให้ฝ่ายการตลาดทำงานได้คล่องตัวโดยไม่ต้องพึ่งพาทีมไอที

แสนสิริ นำร่องปลดแอกไอที สู่ AI-Native Division

วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงผ่านความร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีรายได้กว่า 34,000 ล้านบาทต่อปี และมีแผนเปิดโครงการใหม่มูลค่ากว่า 51,000 ล้านบาทในปี 2569

กวิน มโนมัยอุดม Chief Technology Officer ของแสนสิริ เปิดเผยว่าแสนสิริเป็นผู้นำด้าน Digital Transformation ที่นำ Generative AI มาใช้ในระดับ Large-Scale แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ChatX Assistant ที่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจลูกค้า 25% หรือระบบประมวลผลใบแจ้งหนี้ด้วยเทคโนโลยีอ่านอักขระแม่นยำกว่า 90% รวมถึงการใช้ Amazon Q Developer ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านประมวลผลลง 20%

อย่างไรก็ตาม แสนสิริต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดของการพึ่งพาระบบ SaaS ต่างประเทศที่ปรับแต่งได้จำกัดและมีราคาแพงขึ้นทุกปี จึงตัดสินใจเดินหน้าเปลี่ยนโครงสร้างฝ่ายไอทีให้เป็น AI-Native Division อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน จันทนี แซ่ตั้ง Managing Director ของ Uppercase M ให้รายละเอียดว่าความร่วมมือนี้เริ่มต้นที่โครงการนำร่องอีคอมเมิร์ซโดยใช้ Cerebral X และ Colony One เข้ามาจัดการ พร้อมกับการใช้ BackQ.io เพื่อดูแลรักษาระบบ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล นอกจากนี้ แสนสิริยังให้การสนับสนุนงานแฮกกาธอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่สายพานการทำงานด้วย AI

“ความร่วมมือนี้ว่าเมื่อก่อนเราต้องใช้เสื้อโหลตัดสูทอยู่ตอนนี้เรากำลังบอกว่าเราต้องการตัดสูทเฉพาะคนเพื่อให้ฟิตอยู่กับร่างกายจริง ๆ ฟิตอยู่กับ Business Model จริง ๆ”

รุกโซเชียลคอมเมิร์ซ พร้อมรับมือภัยคุกคามโลก

การประยุกต์ใช้ Agentic AI ยังขยายขอบเขตไปสู่อุตสาหกรรมโซเชียลคอมเมิร์ซ โดย Uppercase M ได้พัฒนา AI ชื่อ Galactic Empire ให้กับบริษัท MoveFast ที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาด LifeX ระบบอัจฉริยะนี้สามารถควบคุมโทรศัพท์มือถือของนักการตลาดแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อจัดการงานตัดต่อคลิป โพสต์เนื้อหา และปักตะกร้าสินค้า

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างวิกฤติในตะวันออกกลางที่อาจลุกลามสู่การโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตโลกลดลงอย่างน้อย 1 ใน 3 เพื่อรับมือกับความเสี่ยงนี้ สุปรีย์  กล่าวว่า บริษัทกำลังเร่งพัฒนาระบบ On-premise AI สำหรับใช้งานภายในองค์กรโดยเฉพาะ ผ่านฮาร์ดแวร์อย่าง NVIDIA H100 หรือ Apple Mac Studio เพื่อให้ AI ทำงานและเก็บรักษาความลับของข้อมูลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาเพียง 2 ถึง 6 เดือน

ตลาด AI ทั่วโลกกำลังเติบโตจาก 1.89 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2023 ไปสู่ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าองค์กรในไทยมีศักยภาพในการก้าวข้ามจากการเป็นผู้เช่าใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของตนเอง

คุณสุปรีย์กล่าวมิ้งม้ายว่า “เทคโนโลยีที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีที่คุณเป็นเจ้าของ ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดที่เราซื้อมาไม่มีอยู่จริง ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดสำหรับเราคือซอฟต์แวร์ที่เราได้สร้างขึ้นมา และเติบโตหรือปรับปรุงเวอร์ชันไปพร้อมๆ กับกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร”​

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Whoscall ชี้ไทยเบอร์ 1 อาชญากรรมไซเบอร์เอเชีย ยอดมิจฉาชีพพุ่งสวนทางโลก

ทรู ผนึก สธ. นำ 5G-AI พลิกโฉม ‘หมอพร้อม Super App’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar