การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2567–2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 42 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ขณะที่เฉพาะปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมอีก 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท
เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลสะท้อนความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ยังมีอีกด้านที่ต้องพิจารณา เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรจำนวนมาก คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะดึงดูดการลงทุนได้มากแค่ไหน แต่ต้องถามต่อว่า ประเทศจะได้รับประโยชน์อะไรกลับมา และคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ต้องใช้หรือไม่
ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเพื่อรองรับความต้องการใช้งานภายในประเทศ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบคือ ไทยควรเปิดรับการลงทุนมากเพียงใด และควรกำหนดเงื่อนไขอย่างไร เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่รองรับการประมวลผลข้อมูลจากต่างประเทศ
ดาต้าเซ็นเตอร์คือ “สนามบินข้อมูล” ที่ไทยจำเป็นต้องมี
ดร.ธนชาติ เปรียบดาต้าเซ็นเตอร์กับ “สนามบิน” ของข้อมูล เมื่อประชาชนและภาคธุรกิจมีการรับส่งข้อมูลมากขึ้น ประเทศก็จำเป็นต้องมีสถานีรับส่งและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศอย่างเพียงพอ เพื่อให้ข้อมูลสามารถประมวลผลได้รวดเร็ว และช่วยรักษาอธิปไตยทางข้อมูล (Sovereignty)
ดังนั้น การมีดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับความต้องการใช้งานภายในประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่คำถามอีกด้านคือ ไทยจำเป็นต้องเปิดรับโครงการอย่างไม่จำกัดเพื่อก้าวไปเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค หรือรองรับการประมวลผลข้อมูลจากต่างประเทศจำนวนมากหรือไม่
กระแสการลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่ไทยส่วนหนึ่งเกิดขึ้นหลังจากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแหล่งดาต้าเซ็นเตอร์สำคัญของภูมิภาค เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและปัญหาสิ่งแวดล้อม จนไม่ต้องการเปิดรับโครงการใหม่เพิ่ม การลงทุนจึงกระจายไปยังพื้นที่อื่น ทั้งยะโฮร์ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย
ดร.ธนชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า หากไทยเปิดรับการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรสูงเพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลของต่างประเทศ แต่ประเทศได้รับประโยชน์กลับมาเพียงค่าไฟฟ้า ก็ต้องพิจารณาว่าผลตอบแทนดังกล่าวคุ้มค่ากับทรัพยากรและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่
AI Data Center ใช้ไฟมากกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป 5–10 เท่า
อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปกับเอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ (AI Data Center หรือ AI Factory) มีความต้องการด้านทรัพยากรแตกต่างกันอย่างมาก
ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยปัจจุบันยังเป็นคลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Cloud Data Center) หรือศูนย์รับฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Colocation) ซึ่งใช้หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) เป็นหลัก
แต่การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์กำลังเพิ่มความต้องการ AI Data Center ที่ใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) สำหรับการเทรนและประมวลผล AI ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปประมาณ 5–10 เท่า ความต้องการใช้ไฟต่อตู้จัดเก็บอุปกรณ์เพิ่มจากระดับสิบกิโลวัตต์ในตู้ทั่วไป เป็นประมาณ 100 กิโลวัตต์ต่อตู้
ชิปประมวลผล AI ยังสร้างความร้อนสูง ทำให้ต้องใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีชิปและ GPU เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์ล้าสมัยเร็ว ผู้ลงทุนจึงต้องวางเป้าหมายคืนทุนในระยะสั้น เช่น ภายในประมาณ 3 ปี เพื่อรองรับการเปลี่ยนอุปกรณ์ประมวลผลรุ่นใหม่
จาก 300 เมกะวัตต์สู่ 3 กิกะวัตต์โจทย์ใหญ่ของระบบไฟฟ้าไทย
เมื่อ AI Data Center ต้องใช้พลังงานสูงขึ้น ปัญหาเรื่องไฟฟ้าและน้ำจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ใช้งานจริงประมาณ 300 เมกะวัตต์ แต่หากโครงการทั้งหมดที่อยู่ในแผนเดินเครื่อง ความต้องการอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3 กิกะวัตต์
ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเกือบ 10% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ประเทศไทยผลิตได้ ขณะที่ค่าไฟฟ้าคิดเป็นต้นทุนดำเนินงานประมาณ 50–60% ของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
หากประเทศไทยไม่มีการวางแผนกำลังผลิตล่วงหน้า หรือไม่ได้กำหนดให้ผู้ลงทุนร่วมรับผิดชอบด้านการผลิตพลังงานสีเขียว ความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้
ประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณา ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE (Power Usage Effectiveness) เฉลี่ยประมาณ 1.6 ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงมีค่า PUE ประมาณ 1.2 โดยค่า PUE ที่ยิ่งต่ำและเข้าใกล้ 1 ยิ่งสะท้อนถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากไฟฟ้าแล้ว การขยายตัวของ AI Data Center ยังเพิ่มความต้องการใช้น้ำสำหรับระบบระบายความร้อน จึงต้องพิจารณาควบคู่กันว่าการจัดสรรน้ำให้โครงการเหล่านี้จะกระทบต่อชุมชนและผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่นหรือไม่
เม็ดเงินลงทุนมหาศาลแต่ไทยได้อะไรกลับมา
เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก คำถามต่อมาคือ การลงทุนที่เกิดขึ้นจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยมากเพียงใด
ดร.ธนชาติ มองว่า การมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI Hub) หรือดิจิทัลฮับของภูมิภาคโดยอัตโนมัติ หากพิจารณาตามทฤษฎีขนมเค้ก 5 ชั้นของ Jason Huang ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น
การก้าวไปสู่ AI Hub ยังต้องอาศัยการพัฒนาคน ทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้พัฒนาโมเดล AI ตลอดจนการดึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เข้ามาตั้งทีมวิจัยและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้สร้างการจ้างงานจำนวนมาก เนื่องจากการดำเนินงานส่วนใหญ่สามารถควบคุมจากระยะไกลได้ บริษัทต่างชาติบางแห่งยังนำเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ และแรงงานจากประเทศของตนเอง ทำให้คนไทยอาจไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือพัฒนาทักษะจากการลงทุนมากเท่าที่ควร
รายได้จากการขายบริการคลาวด์ส่วนใหญ่ยังกลับไปยังบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติที่เป็นเจ้าของระบบในต่างประเทศ หากประเทศไทยได้รับประโยชน์เพียงค่าไฟฟ้า แต่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อรองรับธุรกิจ จึงต้องพิจารณาว่าผลตอบแทนที่ได้รับมีความเหมาะสมหรือไม่
อีกประเด็นคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากไทยเปิดให้บริษัทจากประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อเทรนโมเดล AI ของตนเอง โดยไทยไม่ได้รับประโยชน์หรือรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าไฟฟ้า อาจนำไปสู่ประเด็นด้านนโยบายต่างประเทศและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศตามมา
นโยบายไทยเปลี่ยนจาก “ดึงการลงทุน” สู่“คัดคุณภาพ”
ข้อจำกัดด้านพลังงาน น้ำ และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ทำให้ทิศทางนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มเปลี่ยนจากช่วงแรกที่มุ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุน มาสู่การกำกับและคัดเลือกโครงการโดยพิจารณาคุณภาพมากขึ้น
ในเดือนมิถุนายน 2569 มีการวางกรอบดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน เช่น การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ สัดส่วนพลังงานสะอาด สัญญา Direct PPA หลักประกันการใช้ไฟฟ้า และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อกำหนดพื้นที่ตั้งที่เหมาะสมและลดผลกระทบต่อประชาชน
กรกฎาคม 2569 บอร์ดบีโอไอตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อพิจารณาความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ
กพช. มีมติเห็นชอบแนวทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมหนักรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าของตนเอง ไม่ผลักภาระไปยังประชาชนทั่วไป
ต่อมาสิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อกำกับดูแลตั้งแต่พลังงานสะอาด ความมั่นคงข้อมูล ผังเมือง ไปจนถึงความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยระเบียบมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569
ขณะที่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 บีโอไอประกาศเตรียมปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน โดยเพิ่มน้ำหนักด้านคุณภาพ ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับ SME ไทย และการสร้างระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ
ไทยต้องกำหนดให้ชัดว่าให้อะไรและต้องได้อะไรกลับมา
ดร.ธนชาติ ย้ำว่า จุดยืนของเขาไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านหรือสนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างสุดทาง เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือการเปิดให้ตั้งโดยไม่มีเงื่อนไข จนผลกระทบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับประชาชน
ข้อเสนอคือการปรับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขของบีโอไอให้เข้มข้นขึ้น ภายใต้หลัก “ยื่นหมูยื่นแมว” (Trade-off) เพื่อให้สิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบแก่ผู้ลงทุนมีสิ่งที่ประเทศไทยได้รับกลับคืนอย่างชัดเจน
ด้านพลังงาน ผู้ลงทุนต้องมีแผนร่วมผลิตพลังงานสะอาด มีหลักประกันกำลังไฟสำรอง และมีแผนป้องกันไม่ให้การใช้ไฟฟ้าของโครงการกระทบผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
ด้านสิ่งแวดล้อมและน้ำ ต้องระบุแหล่งน้ำและแนวทางบริหารจัดการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการแย่งชิงน้ำกับภาคเกษตรกรรมและชุมชนโดยรอบ
ด้านประสิทธิภาพ ควรกำหนดให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมเป็น Green Data Center และมีค่า PUE ใกล้ระดับ 1.2 เพื่อลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น
ด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาคน สิทธิประโยชน์ทางภาษีควรแลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การตั้งศูนย์วิจัยร่วมกับคนไทย การจ้างบุคลากรไทยในตำแหน่งวิศวกรรมทักษะเฉพาะ รวมถึงการสนับสนุนบริษัท AI และระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ
ทำเลที่ตั้งก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา โดยไม่ควรอนุญาตให้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ใจกลางเมืองหลวง เพื่อป้องกันปัญหาการแย่งใช้ไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟในเมือง และควรกระจายโครงการไปยังพื้นที่นอกเมือง ซึ่งจะช่วยกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่พื้นที่อื่นด้วย
ท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง **“เอา” หรือ “ไม่เอา” ดาต้าเซ็นเตอร์** เพราะโครงสร้างพื้นฐานนี้จำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและอธิปไตยทางข้อมูล แต่โจทย์สำคัญกว่าคือ **ไทยจะเลือกดาต้าเซ็นเตอร์แบบใด จะเปิดรับมากเพียงใด และจะกำหนดเงื่อนไขอย่างไรให้ประเทศได้รับประโยชน์คุ้มค่ากับไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรที่ต้องใช้**
เพราะตัวเลขการลงทุนหลายแสนล้านบาทเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ หากการลงทุนเหล่านั้นไม่ได้ตามมาด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงานทักษะสูง และการพัฒนาระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
บีโอไอรับระเบียบใหม่ Data Center ตั้งเกณฑ์คัดกรองเข้ม ย้ำต้องคุ้มค่า-ไม่กระทบประเทศ
ยุทธศาสตร์ Shopee AI: พลิกโฉมอีคอมเมิร์ซด้วยระบบอัจฉริยะ เคียงข้างผู้ซื้อดันศักยภาพผู้ขาย



