ในโลกที่เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ไม่ได้หมายถึงคนคุ้นเคยกำลังโทรมา และข้อความ SMS ไม่ได้หมายถึงสิทธิพิเศษอีกต่อไป ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในรายงานประจำปี 2568 ของ Whoscall ที่จัดทำขึ้นโดยบริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่นชั้นนำ (TrustTech) และผู้ให้บริการ Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนผู้โทรและบล็อกสแปมชั้นนำ เผยข้อมูลว่า ในขณะที่ภาพรวมของอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับโลกเริ่มส่งสัญญาณลดลงเล็กน้อยจาก 540 ล้านครั้งในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 480 ล้านครั้ง แต่ประเทศไทยกลับเดินสวนทางกับแนวโน้มการฟื้นตัวในระดับภูมิภาค

สถิติในปี 2568 ชี้ชัดว่าประเทศไทยยังคงครองตำแหน่งศูนย์กลางของอาชญากรรมทางโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชีย ด้วยปริมาณสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงพุ่งสูงถึง 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.16 จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพุ่งเป้าขององค์กรมิจฉาชีพที่เลือกคนไทยเป็นแหล่งรายได้หลักของการปฏิบัติการ ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าคนไทยตกเป็นเป้าหมายของสายโทรศัพท์มิจฉาชีพสูงถึง 39 ล้านครั้ง และถูกกระหน่ำด้วยข้อความ SMS อีกกว่า 134 ล้านข้อความ โดยในช่วงเดือนธันวาคมถือเป็นช่วงวิกฤตที่มีการก่อกวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โรงงานลวงโลก: เมื่อมิจฉาชีพปรับโครงสร้างทำงานแบบมืออาชีพ
รายงานดังกล่าวเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวิธีดำเนินงานของเครือข่ายมิจฉาชีพเหล่านี้ จากที่เคยเป็นเพียงกลุ่มแฮกเกอร์ไร้ระบบ ตอนนี้ปฏิบัติการเหล่านี้ได้เลียนแบบโครงสร้างองค์กรธุรกิจอย่างชัดเจน มีการกำหนดเวลาเข้า-ออกงาน และออกกลยุทธ์แคมเปญ มีตารางการทำงานแบบมืออาชีพ โดยมีปริมาณสูงสุดในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดพักผ่อนของเหล่าพนักงานในเครือข่ายมิจฉาชีพ โดยปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับตารางสัปดาห์การทำงานของเหยื่อ แก๊งเหล่านี้ดำเนินงานด้วยวินัยไม่ต่างจากองค์กรถูกกฎหมาย มีทั้งคู่มือสคริปต์การโทร ชั้นปฏิบัติการโทร แผนกทรัพยากรบุคคลเพื่อการสรรหาบุคลากร และเวลาทำการที่เป็นระบบ
“มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่มีโทรศัพท์ แต่คือ ‘โรงงาน’ ระดับอุตสาหกรรมที่มีทั้งชั้นปฏิบัติการโทร คู่มือสคริปต์ และระบบฝึกอบรม” แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบอาชญากรรมให้ฟัง
ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่มิจฉาชีพเลือกใช้ในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ข้อมูลจากรายงานระบุว่าหมายเลขโทรศัพท์มิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถใช้โทรออกหาเหยื่อได้มากกว่า 800,000 ครั้งต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่มนุษย์ปกติไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองหากปราศจากระบบโทรอัตโนมัติหรือ Voice over IP (VoIP) และอุปกรณ์ที่เรียกว่า Sim Box ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพ
เจาะฐานปฏิบัติการชายแดนและ ‘ปฏิทินโจร’ 12 เดือน

ทางด้าน พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังกำแพงลวดหนามของฐานปฏิบัติการมิจฉาชีพในพื้นที่ชายแดน เช่น ปอยเปต และโอเสม็ด ประเทศกัมพูชา โดยสิ่งที่พบคืออาคารที่ถูกสร้างปิดตาย มีรั้วลวดหนามและสายไฟฟ้าล้อมรอบเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานหลบหนี ภายในมีการจัดตั้งห้องจำลองหรือสตูดิโอที่ตกแต่งอย่างแนบเนียนให้เหมือนสถานีตำรวจหรือเคาน์เตอร์ธนาคาร เพื่อใช้ในการวิดีโอคอลหลอกเหยื่อว่ากำลังสนทนากับเจ้าหน้าที่รัฐจริง ๆ
มิจฉาชีพยังใช้สิ่งที่เรียกว่า “ปฏิทินโจร” เป็นตารางงานในการปฏิบัติการ โดยมกราคมจะเน้นเรื่องการอวยพรปีใหม่หลอกส่งลิงก์มัลแวร์ กุมภาพันธ์เน้นเรื่องความรักและอั่งเปาทิพย์ มีนาคมสวมรอยเป็นกรมสรรพากรเรื่องการคืนภาษี เมษายนแอบอ้างสิทธิพิเศษช่วงสงกรานต์ และตุลาคมพุ่งเป้าไปที่ข้าราชการเกษียณอายุและสวัสดิการผู้สูงอายุ
วิถี ‘เชือดหมู’ 3.3 หมื่นล้าน: เมื่อ AI และข้อมูลรั่วไหลกลายเป็นอาวุธร้าย
วิวัฒนาการที่น่ากลัวที่สุด คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาใช้ร่วมกับข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยที่รั่วไหลไปกว่าร้อยละ 94 ข้อมูลที่หลุดออกไปนั้นมีทั้งชื่อ นามสกุล อีเมล และที่อยู่จริง ทำให้มิจฉาชีพสามารถทำวิศวกรรมทางสังคมหรือ Social Engineering ได้อย่างแม่นยำ พวกเขาจะวิเคราะห์จุดอ่อนจากโพสต์บนโซเชียลมีเดียของเหยื่อ เช่น หากเหยื่อโพสต์ว่ากำลังเหงา มิจฉาชีพจะส่ง Romance Scam เข้าหาทันที หากบ่นเรื่องหนี้สินหรือราคาน้ำมันแพง ลิงก์แจกคูปองฟรีหรือแอปเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจะถูกส่งมาทันที
สถานการณ์ที่สร้างความเสียหายสูงสุดคือขบวนการหลอกให้รักและชวนลงทุน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การเชือดหมู” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างจิตวิทยาความเชื่อใจและนวัตกรรมการเงินปลอม มิจฉาชีพจะสร้างอนาคตร่วมกับเหยื่อก่อนจะชวนให้ลงเงินในแอปพลิเคชันที่มีกราฟแสดงผลกำไรลวงตา จนเหยื่อทุ่มเงินหมดเนื้อหมดตัว สร้างความเสียหายรวมในประเทศไทยไปแล้วกว่า 33,000 ล้านบาท
“ตำรวจไม่สามารถอยู่กับประชาชนได้ 24 ชั่วโมง แต่โทรศัพท์อยู่กับคุณตลอดเวลา การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ‘ความเอ๊ะ’ หากถูกชวนลงทุนหรือขอเงินผ่านออนไลน์โดยที่ยังไม่เคยเจอตัวจริง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ” พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ กล่าวเตือน
แม้วันนี้ต้นตอของปัญหาจะอยู่ที่หัวหน้าแก๊งในต่างประเทศ และการจับกุมในไทยส่วนใหญ่จะได้เพียงปลายเหตุอย่างบัญชีม้าที่ยอมแลกอิสรภาพกับเงินไม่กี่พันบาท แต่ความหวังในการต่อสู้ครั้งนี้ยังคงอยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีป้องกัน เช่น ฟีเจอร์ Check ที่สามารถตรวจสอบลิงก์และรูปภาพได้ทันที รวมถึงมาตรการเร่งด่วนในการติดตามเงินคืนที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น กรณีที่สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นได้กว่า 215 ล้านบาทภายในเวลาอันสั้น
ถอดบทเรียนฮ่องกง-ไต้หวัน: แผนรุกสร้าง Trust Community และวัคซีนไซเบอร์สู่ต่างจังหวัด
เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดสถิติการหลอกลวงทางออนไลน์อย่างไต้หวันและฮ่องกง พบว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสารที่ย้ายจากการโทรและ SMS ไปสู่แอปพลิเคชันส่งข้อความที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น ประกอบกับการที่ Whoscall มีส่วนแบ่งการตลาดใน 2 พื้นที่ดังกล่าวสูงมากจนเกิดเป็นเครือข่ายป้องกันที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นยังประสานงานกับเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับความตระหนักรู้ของประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลที่ได้ผลจริง
สำหรับประเทศไทย คุณแมนวู บอกว่า จะเน้นการสร้างสังคมแห่งความไว้วางใจ (Trust Community) ตามรอยความสำเร็จในต่างประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันระบบบัญชีสีขาว หรือ White List เพื่อให้บริษัทและองค์กรที่น่าเชื่อถือลงทะเบียนในฐานข้อมูลความปลอดภัยส่วนกลาง ทำให้ประชาชนสามารถแยกแยะได้ทันทีเมื่อมีสายโทรเข้าที่ผิดปกติ รวมถึงการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Watchman เข้ามาตรวจสอบการปลอมแปลงเพจและตัวตนออนไลน์สำหรับการบริการแบบ B2B เพื่อสกัดกั้นการแอบอ้างเป็นองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ใช้ชาวไทยในปัจจุบัน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลและความรู้ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังขาดความเข้าใจเท่าทันมิจฉาชีพ Whoscall จึงมีแผนเชิงรุกในปีนี้ที่จะเดินสายให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อกระจาย “วัคซีนไซเบอร์” ให้ครอบคลุมมากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ เนื่องจากสถิติพบว่าผู้เสียหายในชนบทแม้จะถูกหลอกด้วยจำนวนเงินต่อรายไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับมีปริมาณมหาศาล
ณ ปี 2568 มีผู้ใช้งาน Whoscall ในประเทศไทยมากกว่า 35 ล้านคน โดยมีการเติบโตร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พลิกโฉมธุรกิจโรงแรมด้วย AI: ก้าวสู่ยุค Smart Operations
AIS ทุ่ม 3.5 หมื่นล้านสร้าง Intelligent Infrastructure ดันไทยฮับดิจิทัล



