Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Power and Progress – อำนาจของเทคโนโลยีต่อมนุษยชาติ [Book Review]

Power and Progress - อำนาจของ เทคโนโลยีต่อมนุษยชาติ [Book Review]

Power and Progress ชนะรางวัลวรรณกรรมโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2024

สมกับที่ Observer ชมว่าเป็นหนังสือที่สำคัญมากที่สุดเล่มหนึ่งของปี และคำชมมากมายจากบรรดานักรีวิว หนังสือเล่มนี้มีความยาว 422 หน้า รวบรวมการก่อกำเนิดเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่มีผลต่อวิถีชีวิตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของมนุษยชาติในรอบหนึ่งพันปีที่ผ่านมา

Daron Acemoglu เป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ MIT ในขณะที่ Simon Johnson เคยเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และตอนนี้เป็นศาสตราจารย์ที่ MIT พวกเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ร่วมกัน และตีพิมพ์ช่วงปลายปี 2023 บรรณานุกรม 124 หน้าบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าผู้เขียนต้องใช้เวลามากแค่ไหนในการรวบรวมข้อมูล

เรื่องราวเริ่มจากจุดกำเนิดของเทคโนโลยีจากการเริ่มใช้เครื่องมือการเกษตรใหม่ๆ ในยุคนีโอลิธิค (Neolithic Age) หรือยุคหินใหม่ ที่มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐาน เริ่มเลี้ยงสัตว์ แต่มาบูมมากๆคือช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีการค้นพบการให้กำเนิดไฟฟ้า ที่ทำให้ผลิตสิ่งของได้ในจำนวนมากๆ เทคโนโลยีที่ช่วยในการสื่อสาร และเทคโนโลยีด้านการขนส่ง

ผู้เขียนไล่เลียงวิวัฒนาการได้อย่างเห็นภาพมาก โดยเฉพาะช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่จุดศูนย์กลางของการกำเนิดเทคโนโลยีย้ายจากยุโรปไปสหรัฐอเมริกา หลังจากยุโรปเจอผลพวงของสงครามสองครั้ง และมาถึงยุคปัจจุบันที่ประเทศจีนกลายมาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองโดยเฉพาะในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล

สองในสามส่วนของหนังสือทำให้เห็นภาพว่าไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ดีที่ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น แต่มูลค่าจริงๆ ของมันกลับกระจุกตัวที่คนกลุ่มเล็กๆ โดยที่คนข้างล่างของฐานปิระมิดได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากการที่มีผู้มีอำนาจไม่กี่คนร่วมกำหนดทิศทางของมัน

ข้อสรุปนี้ชัดมากขึ้นเมื่อมันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีแค่บริษัทเทคโนโลยีและรัฐบาลกำหนดทิศทางแบบที่ภาคสังคมและประชาชนไม่มีส่วนร่วมแม้ว่าพวกเขาจะได้รับผลของมันแบบเต็มๆ

ไฮไลต์ส่วนท้ายอยู่ที่บทที่ 9 และ 10 ที่ว่าด้วยเรื่องอนาคตของ AI และประชาธิปไตย

บทสรุปคือในปัจจุบันบริษัทเทค ที่ทำ AI กำลังเก็บเกี่ยวดาต้าอย่างเข้มข้น บางที่ทำให้รัฐบาล (เช่นจีน) เอาไปควบคุมประชาชน  บางที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าในการ tailor สินค้าให้ตรงความต้องการของผู้บริโภค คนใช้ใช้ AI ไปแบบสนุกกับ feature ใหม่โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแค่ดาต้าโดยเชื่อในคำโฆษณาว่า AI จะเปลี่ยนโลก หารู้ไม่ว่าโลกที่เปลี่ยนคือโลกที่จะแปลกแยกมากขึ้น

ผู้เขียนแสดงความห่วงใยต่อการทุ่มทรัพยากรไปกับการพัฒนา AI จนละเลยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอื่นที่น่าจะทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติมากกว่า ในภาวะที่คนจำนวนมากต้องการทักษะและงานที่สร้างรายได้ได้มากขึ้น

ในภาวะที่การลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในระดับการเก็บข้อมูล พวกเขาไม่เชื่อว่า AI จะสามารถฉลาดกว่ามนุษย์ไปได้ ไม่อย่างนั้นรถไร้คนขับ หรือภาพวาดของเหล่าบริษัทเทคโนโลยีก็คงเป็นจริงไปนานแล้ว

พวกเขาเสนอว่าแทนที่จะสนใจ AI ที่ตอนนี้ทำให้ใครๆ ประหลาดใจในความสามารถในการแปลภาษา การหาข้อมูล และอื่นๆ เราควรพุ่งเป้าไปที่ machine usefulness นั่นคือประโยชน์ของเทคโนโลยีในด้านต่างๆ

พวกเขายังชี้ข้อกังวลว่าผู้มีอำนาจกำลังใช้ AI ในการสร้างโลกที่ประชาชนจะถูกควบคุมมากขึ้น (ตัวอย่างในประเทศจีน) และโลกที่มีแต่ข่าวลวงที่ยังแต่จะทำให้คนแตกแยกกันมากยิ่งขึ้น (อัลกอริธึมของหลายๆ แพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย)

สิ่งนี้ทำให้น่ากังวลว่าระบบประชาธิปไตยจะแตกสลายเพราะเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ภาคสังคมและประชาชนต้องแสดงพลังในการเข้าร่วมกำหนดทิศทางของมัน ไม่ใช่ให้ผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางตามอำเภอใจ

สำหรับผู้เขียน ด้วยตัวของมันเอง เทคโนโลยีไม่สามารถสนับสนุนหรือต่อต้านประชาธิปไตย หรือความเชื่อฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย ทั้งมวลเป็นสิ่งที่เลือกได้ ซึ่งคนที่จะเลือกคือบริษัทเทค นักวิจัยด้าน AI และรัฐบาล ว่าจะใช้เทคโนโลยียังไง (แย่ที่ประชาชนทั่วไปไม่ใช่คนที่จะเลือกได้โดยตรง)

พวกเขายกตัวอย่างการนำสังคมโดยพวกหัวก้าวหน้าในสหรัฐที่ทำให้เกิดองค์กรและกฎหมายทางสังคมมากมายมาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

The Group – เพื่อนมหา’ลัย [Book Review]

วัยรุ่นกับความตาย: บทเรียนการปล่อยวางในวันที่เวลาหยุดหมุน [Book Review]

52 เฮิรตซ์…คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน [Book Review]

×

Share

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน

Achara Deboonme Avatar