สหรัฐอเมริกาจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพอย่างยิ่งใหญ่ตลอดปีนี้ มีกิจกรรมมากมายที่บอกเล่าถึงการเดินทางจากประเทศอาณานิคมสู่มหาอำนาจที่แทบจะเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ระยะเวลา 250 ปี ถือว่าไม่นานเมื่อเทียบกับระดับพันปีของชาติในยุโรป หรือกว่าสี่พันปีของอารยธรรมมนุษยชาติยุคโบราณ
แต่ก็นานมากพอที่คนหลายเจนต้องพบเจอกับประสบการณ์ที่มีทั้งสุขทั้งเศร้าเมื่อคนจากหลายความเชื่อมาพบเจอกัน
สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9.83 ล้านตารางกิโลเมตร (3.7 ล้านตารางไมล์) ซึ่งจัดเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าประเทศไทยถึงประมาณ 18-19 เท่า ในยุคเริ่มต้นการตั้งรกรากจะอยู่แถวชายฝั่ง และเริ่มเข้าไปด้านในของประเทศหลังจากรัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนการขยายการตั้งรกราก
ซึ่งนั่นรวมถึงหลายครอบครัวจากรัฐอาร์คันซอจำนวนร้อยกว่าคนที่เดินทางไปรัฐคาลิฟอร์เนียด้วยขบวนเกวียนผ่านรัฐยูท่าห์เมื่อปี ค.ศ. 1857 ในสมัยที่ยังมีชาวอินเดียนจำนวนมากอาศัยอยู่ในรัฐยูท่าห์ รวมถึงเผ่าไพยูท (Paiute)
พวกเขาขนข้าวของขึ้นเกวียนและเดินเท้าผ่านดินแดนที่เป็นทะเลทรายแห้งแล้ง ด้วยความหวังที่จะได้สร้างฝันบนที่ดินผืนใหม่
แต่เมื่อมาถึง Mountain Meadows (หุบเขาทุ่งหญ้า) พวกเขากลับถูกโจมตีจากทุกทางจากกลุ่มคนที่ขี่ม้าและทาหน้าทาตัวเหมือนชาวอินเดียน จนต้องเอาเกวียนล้อมพื้นที่และขุดที่กำบัง พวกเขาตกอยู่ในวงล้อม 3 วันโดยไม่มีน้ำหรืออาหาร จนต้องยกธงขาวและยอมมอบของทุกอย่างที่นำติดตัวมา ให้กับทหารรัฐยูทาห์ที่เข้ามาช่วยเหลือ แต่เมื่อมอบอาวุธทั้งหมดให้ กลับโดนสังหารทั้งหมดยกเว้นเด็ก 17 คนที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบซึ่งเด็กเกินกว่าที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง พวกเด็กๆ กระจายไปอยู่กับครอบครัวชาวมอร์มอนในเมืองใกล้ๆ
การสังหารหมู่ครั้งนี้ทำให้หุบเขานี้เป็นที่รู้จัก และร้อยกว่าปีที่ผ่านมา มีข้อมูลที่ขัดแย้งกันมากมายเรื่องสาเหตุและผู้ก่อความรุนแรง มีคนเพียงคนเดียวที่รับโทษประหารชีวิต และเพิ่งจะมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงการสังหารหมู่ในปี 1999
ข้อมูลบางอย่างหาอ่านได้ในเวบไซต์ mormonr.org ที่อยากแนะนำคือนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี 2024 ชื่อ None Left To Tell ของ Noelle W. Ihli ซึ่งเป็นชาวมอร์มอนแต่กำเนิด
ผู้เขียนสร้างตัวละครหลักบางตัว และร้อยเรียงเหตุการณ์ออกมาได้อย่างลื่นไหล น่าติดตาม ให้ผู้อ่านได้ร่วมเป็นพยานของเหตุการณ์ที่น่าเศร้าครั้งนี้
เริ่มจาก Katrina Huff ที่เดินทางมากับ Peter สามีและลูกอีก 4 คนรวมถึง Nancy ลูกสาวคนสุดท้องวัย 6 ขวบที่เป็นหนึ่งในเด็ก 17 คน
Nancy ที่ต้องฝังเหตุการณ์นั้นในใจมานานกว่า 3 ปี เธอฝันร้ายทุกคืน และไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงใจร้ายกับเธอ
Sally อินเดียนที่ถูกลักพาตัวมาขาย และถูกส่งตัวมาเป็นเจ้าสาวของหัวหน้าเผ่าไพยูท ที่เข้าร่วมในการสังหารหมู่ในวันแรก
Lucy หญิงชาวมอร์มอนที่หนีการสังหารหมู่จากรัฐอื่นมาอยู่ที่ยูท่าห์ ผู้รับเด็กทารกมาเลี้ยง และเป็นผู้แจ้งเบาะแสเด็กให้กับกองทัพจากส่วนกลางที่ได้รับการร้องขอจากญาติคนตายให้ตามหาร่องรอยของคนที่ร่วมเดินทางมากับขบวนเกวียน จนเด็กเหล่านี้ได้กลับสู่อ้อมแขนปู่ย่าตายาย สามีของ Lucy คือหนึ่งในผู้ก่อการที่เป็นคนยิง Katrina ตาย
เวบไซต์ mormonr.org สรุปว่าการสังหารหมู่เกิดจากเหตุหลายอย่างผสมกัน ตั้งแต่เหตุผลทางการเมือง ทางทหาร และความเชื่อทางศาสนา โดยมีตัวกระพือคือความกลัวการแทรกแซงจากกองกำลังรัฐบาลกลาง การสังหารหมู่ชาวมอร์มอนในรัฐมิสซูรีและรัฐอิลลินอยส์ และผู้นำศาสนาท้องถิ่นที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อผู้ตั้งรกราก
ในนวนิยาย Noelle เริ่มที่วัวในทุ่งหญ้าที่วิ่งชน Peter และต่อมาเขาป่วยตายหลังสัมผัสเลือดของวัวที่ตาย (เชื่อว่าจากเชื้อแอนแทรกซ์) ทั้งขบวนออกเดินทางต่อไปโดยทิ้งศพวัวตายไว้ เมื่อลูกชาย Lucy ไปถลกหนังมันมาขาย และชาวอินเดียนเอาเนื้อไปกิน พวกเขาก็ติดเชื้อตาย โดยญาติๆเชื่อว่าผู้ตั้งรกรากตั้งใจวางยาพิษ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ว่ารัฐที่เป็นผู้นำทางศาสนาด้วยกำลังกลัวการมาถึงของกองทัพรัฐบาลกลาง เพราะเชื่อว่าเขาจะถูกปลดจากตำแหน่ง จึงหว่านล้อมให้เผ่าไพยูทเข้าปล้นขบวนเกวียนเพื่อเอาวัวของผู้ตั้งรกรากไป โดยสัญญาว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังทหารในพื้นที่และการดูแลเฉกเช่นที่ผ่านมา
แต่ชาวอินเดียนต้องล้มตาย และที่เหลือก็หนีเพราะสู้อำนาจปืนไม่ไหว จนกองกำลังทหารต้องเข้ามาสวมรอย ทาหน้าทาตัว ใช้ปืน ก้อนหิน และกระบองเป็นอาวุธ เมื่ออีกทีมแกล้งบอกให้คนในขบวนเกวียนทิ้งอาวุธแล้วจะพาพวกเขาออกไปจากหุบเขา ทีมพรางตัวก็เข้ามาสังหารทุกคน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กจนหุบเขาสีเขียวกลายเป็นสีแดง
Noelle บรรยายเรื่องราวผ่านตัวละครหลักแต่ละคน เป็นตอนสั้นๆ สลับกันไป ทำให้ผู้อ่านรับรู้ถึงสิ่งที่ตัวละครกำลังประสบและคิดอยู่ในใจ ซึ่งทุกอย่างเกี่ยวพันกันตั้งแต่เหตุการณ์การสังหารหมู่ และ 3 ปีต่อมา เธอยังได้สรุปเหตุการณ์หลังจากนั้นในบทส่งท้าย ทั้งหมดทำให้ผู้อ่านรับรู้ได้ถึงความโหดร้ายที่มีต้นตอจากคนไม่กี่คน ที่ยังเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน และน่าจะมากขึ้นในยุคของ AI และ Fake News ที่ง่ายขึ้นมากในการยุยงปลุกปั่นความไม่ไว้ใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ขอให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ของทุกคน ต่อให้โกรธ เกลียดใครแค่ไหน ก็อย่าให้ถึงกับต้องไปทรมาณหรือเอาชีวิตเขาเลย
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
เส้นบาง ๆ ของสัตว์เลี้ยง/สัตว์ป่า [Book Review]
The Perfect Nazi: เมื่อคุณตาคือนาซี [Book Review]
วัยรุ่นกับความตาย: บทเรียนการปล่อยวางในวันที่เวลาหยุดหมุน [Book Review]
![None Left To Tell - เรื่องราวที่ไม่มีใครเหลือรอดมาเล่าให้เราฟัง [Book Review]](https://www.thestorythailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1785504193_007457-thestorythailand.jpg)
![ฉันจะกินแต่ผัก ใครจะทำไม [Book Review]](https://www.thestorythailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1784274121_039613-thestorythailand.jpg)
![ความลับ [Book Review]](https://www.thestorythailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Book-Review-Secret-cover.avif)