Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ไทยปั้น ‘Health Tech’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชูโมเดล ‘Living Lab’ ดึงทุนบิ๊กเทคโลก

ไทยปั้น 'Health Tech' เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชูโมเดล 'Living Lab' ดึงทุนบิ๊กเทคโลก

ประเทศไทยประกาศยุทธศาสตร์พลิกโฉมเศรษฐกิจครั้งสำคัญ มุ่งผลักดันเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) และเศรษฐกิจอายุวัฒนะ (Longevity Economy) ขึ้นเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) กลางงานประชุมสุดยอด SEA HEALTH SUMMIT 2026: AI IN HEALTH AND LONGEVITY เพื่อรับมือกับวิกฤติเชิงโครงสร้างประชากรสูงวัย พร้อมเปิดตัวโมเดล “Living Lab Thailand” ดึงดูดกลุ่มบิ๊กเทคและนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาปักหมุดลงทุนในพื้นที่จริง หวังพลิกฟื้นและผลักดัน GDP ของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สังคมสูงวัยพุ่ง 30% ดันตลาด AI การแพทย์โตนับแสนล้านดอลลาร์

ปัจจุบันโครงสร้างประชากรของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ โดยประชากรไทยกว่าร้อยละ 20 มีอายุเกิน 60 ปีไปแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 30 ภายในปี 2040 ขณะที่ในระดับเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ประชากร 1 ใน 4 จะกลายเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งจะสร้างภาระต้นทุนด้านงบประมาณแก่รัฐบาลในภูมิภาคสูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ทว่าภายใต้วิกฤติตอนนี้ กลับกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด AI ทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 ซึ่งประเทศไทยมองว่า การผสานโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงระดับ Big Tech จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นและผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ชูวิทยาศาสตร์แทนธุรกิจบริการแบบเดิม ดึงโรงพยาบาลชั้นนำปั้นไทยเป็นฮับ

ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยวิสัยทัศน์บนเวทีในหัวข้อ “Thailand Health Tech the Next Economy Engine” ว่า วิกฤติสังคมสูงวัยกำลังกลายเป็นตัวฉุดรั้งทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมของไทย ทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการแบบดั้งเดิม ไม่สามารถผลักดัน GDP ให้เติบโตไปมากกว่านี้ได้อีกต่อไป ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ “Wellness Economy”โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เชิงลึก (Scientific-based Wellness) แทนที่ธุรกิจบริการรูปแบบเดิม เช่น สปาหรือโรงแรมที่กำลังเผชิญภาวะอิ่มตัว

ยุทธศาสตร์สำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านคุณค่าของผลิตภัณฑ์และสมุนไพรท้องถิ่นจาก “ความเชื่อสู่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” (Belief to Evidence) ผ่านงานวิจัยเชิงลึกระดับสากล โดยอาศัยความแข็งแกร่งของระบบบริการทางการแพทย์และโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ อาทิ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลสมิติเวช เป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาติและนักวิจัยระดับโลกเข้ามาพำนักระยะยาว

ดึงยักษ์ใหญ่ระดับโลก อัปเกรดอุตสาหกรรมชิปและเซนเซอร์การแพทย์

เพื่อแจ้งเกิดให้กับสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ ไทยกำลังปลดล็อกระบบนิเวศการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) ทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์ระยะ Phase 1-3 ผ่านเครือข่ายหน่วยวิจัยของเอกชน (CRO) และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย พร้อมเร่งรัดกระบวนการพิจารณาด้านจริยธรรม (Ethical Committee) ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังขยายพิมพ์เขียวไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเดินหน้าเจรจาความร่วมมือกับสถาบันระดับโลกอย่าง IMEC (เบลเยียม) และ ASML เพื่อพัฒนาชิปประมวลผลและเซนเซอร์ชีวภาพขนาดเล็กแบบเรียลไทม์ (Real-time Biological Sensors) ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาร่วมกับ AI และช่วยลดต้นทุนการผลิตเครื่องมือแพทย์ในภูมิภาคลงอย่างมหาศาล

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้เปิดตัวโครงการเรือธงเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์เชิงลึก ประกอบด้วย:

  • Genomics Thailand: การถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล Genotype และ Phenotype ของคนไทย
  • Organoid Thailand: เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงอวัยวะเสมือน (เช่น สมองเสมือน) เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดลองในลักษณะ Sandbox สำหรับการทดสอบยาและชิปฝังในร่างกาย
  • การวิจัยนวัตกรรมเฉพาะโรค: มุ่งเน้นไปที่โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รวมถึงโรคเขตร้อน (เช่น ไข้เลือดออก และมาลาเรีย) ซึ่งประเทศไทยมีฐานข้อมูลสะสมรายโรงพยาบาลมานานกว่า 50 ปี

ผสานแนวคิด “One Health” เปิดพื้นที่จริงพิทักษ์ธรรมชาติและสร้างเศรษฐกิจ

เพราะสุขภาพที่ดีย่อมแยกไม่ออกจากสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ ประเทศไทยจึงมองภาพรวมผ่านแนวคิด “One Health” (สุขภาวะหนึ่งเดียวตั้งแต่สัตว์ มนุษย์ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม) โดยประกาศก้าวข้ามจากแนวคิด Net Zero สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ (Nature Positive) นำเทคโนโลยีวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA หรือ eDNA) เข้ามาช่วยพิทักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของโรคร้าย

เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้เปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์ “Living Lab Thailand” ท้าทายให้ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และนักลงทุนทั่วโลก ใช้พื้นที่จริงของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมหาสมุทร ผืนป่า ชุมชน หรือเมืองใหญ่ เป็นห้องปฏิบัติการเปิด (Sandbox) เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีธรรมชาติ (Nature Tech)

นี่คือการผสานสินทรัพย์ทางธรรมชาติอันล้ำค่า (Natural Asset) เข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เพื่อหมุนเศรษฐกิจไทยให้เป็นหมุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางสุขภาวะของมนุษยชาติในเวทีโลกอย่างแท้จริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

BOTNOI เปิดตัว Real-time Voice Translation และ AI Avatar

KBTG มุ่งสู่ Regional AI Infused Powerhouse ดัน AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar