Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Nature Positive เปลี่ยนเกมธุรกิจโลกเปิดโอกาสใหม่บิ๊กคอร์ป–สตาร์ตอัป

Nature Positive เปลี่ยนเกมธุรกิจโลกเปิดโอกาสใหม่บิ๊กคอร์ป–สตาร์ตอัป

ธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นฐานสำคัญของธุรกิจ เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยน ธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ รายได้จากการท่องเที่ยว หรือความน่าเชื่อถือด้านความยั่งยืนขององค์กร

แนวคิด “Nature Positive” จึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในภาคธุรกิจ เพราะเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดผลกระทบหรือหยุดการทำลายธรรมชาติอีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้น

ดร.พรพิมล บุญคุ้ม จากสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ TIIS ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ อธิบายว่า Nature Positive ไม่ใช่แค่แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับทั้งเศรษฐกิจและสังคม เพราะธุรกิจพึ่งพาธรรมชาติ ขณะเดียวกันธรรมชาติก็ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางธุรกิจ

ดร.พรพิมล ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงต้องใช้การลงทุน แต่ในอีกด้านหนึ่ง Nature Positive ก็เปิดโอกาสใหม่ให้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และสตาร์ตอัป โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจต้องวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้จริง โปร่งใส และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายระดับโลกที่ใช้ปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 เป็นเส้นฐาน โดยตั้งเป้าที่จะหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศภายในปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 และมุ่งไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งภายในปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 พร้อมกับการประเมินตัวชี้วัดหลายด้านของ Nature Positive ที่ต้องเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน

Nature Positive ต้องเริ่มจากการวัดผลได้

หัวใจสำคัญของ Nature Positive คือการวัดผลได้ ไม่ใช่การกล่าวอ้างเชิงภาพลักษณ์ ดร.พรพิมล ระบุว่าองค์กรต้องเริ่มจากการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยอาศัยการวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การคาดเดา จากนั้นจึงเชื่อมข้อมูลเข้ากับเครื่องมือทางการเงิน มาตรฐานการรายงาน และกลไกสนับสนุนต่าง ๆ

แนวทางดำเนินงานมีลำดับขั้นชัดเจน เริ่มจากการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามด้วยการลดผลกระทบจากการดำเนินงาน การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการชดเชย ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากองค์กรพยายามหลีกเลี่ยง ลด และฟื้นฟูอย่างเต็มที่แล้ว

กล่าวอีกทางหนึ่ง Nature Positive ไม่ได้เริ่มจากการซื้อเครดิตหรือการชดเชย แต่เริ่มจากการตั้งคำถามกับกิจกรรมของธุรกิจว่า อะไรควรหลีกเลี่ยง อะไรลดผลกระทบได้ อะไรต้องฟื้นฟู และอะไรที่จำเป็นต้องชดเชยในท้ายที่สุด

เมื่อ Ecosystem Service เปลี่ยนธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ Nature Positive กลายเป็นเรื่องธุรกิจ คือระบบนิเวศไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเศรษฐกิจ แต่เป็นบริการพื้นฐานที่ธุรกิจใช้ในการดำเนินงาน

บริการจากระบบนิเวศ หรือ Ecosystem Services ครอบคลุมตั้งแต่น้ำและคุณภาพน้ำ วัตถุดิบชีวภาพ ไม้และชีวมวล การควบคุมภูมิอากาศและการเก็บคาร์บอน การป้องกันภัยธรรมชาติและการรักษาดิน ไปจนถึงภูมิทัศน์ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าด้านการท่องเที่ยว

เมื่อระบบนิเวศสมบูรณ์ ธุรกิจมีต้นทุนที่เสถียร ผลิตได้ต่อเนื่อง และแข่งขันได้ แต่เมื่อระบบนิเวศเสื่อมโทรม สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนสูงขึ้น ผลผลิตลดลง และธุรกิจเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

ผลกระทบนี้เกิดขึ้นได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น วัสดุก่อสร้างที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำและป่าต้นน้ำ การท่องเที่ยวที่พึ่งพาความสวยงามของธรรมชาติ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ คุณภาพผลผลิต และความเชื่อมั่นด้าน ESG

เพราะฉะนั้น การบริหารธรรมชาติจึงเท่ากับการบริหารทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ

บิ๊กคอร์ปขยับจาก CSR สู่ Value Chain

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ Nature Positive ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนเพิ่ม แต่เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้ธุรกิจโดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าพรีเมียมหรือลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

ดร.พรพิมล ระบุว่า แนวคิดนี้ยังทำให้ CSR เปลี่ยนจากการดูเฉพาะพื้นที่ขององค์กรหรือพื้นที่รอบโรงงาน ไปสู่การมองตลอดห่วงโซ่คุณค่าและวงจรชีวิตของธุรกิจ โดยต้องมีเป้าหมายร่วมกัน วัดผลได้ และสร้างมูลค่าทางธุรกิจกลับมาได้จริง

ข้อมูลจากการดำเนินงานด้าน Nature Positive ยังสามารถนำไปเชื่อมกับการรายงานตามมาตรฐานต่าง ๆ เช่นTNFD, ESG, SDGs รวมถึงกลไกทางการเงินและการบริหารจัดการด้านการเงินขององค์กร

ภาพการปรับตัวของธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มเห็นได้ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยแต่ละกลุ่มมีโจทย์ต่างกันตามลักษณะธุรกิจ

กลุ่มปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง เช่น SCG ให้ความสำคัญกับการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดำเนินงาน การดูผลกระทบของธุรกิจต่อระบบนิเวศ และการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาอยู่ในสภาพที่เหมาะสม

กลุ่มพลังงาน เช่น PTT ให้ความสำคัญกับน้ำ การจัดการต้นน้ำ และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร เช่น Unilever เน้นการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อดูแลทั้งสุขภาพดินและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งบนดินและใต้ดิน รวมถึงกลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาทำเป็น Bio-circular เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี

ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวสามารถใช้ Nature Positive เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การซื้ออาหารทะเลจากชาวประมงที่ทำประมงอย่างรับผิดชอบ การใช้นวัตกรรม eDNA เพื่อเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และการนำนักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมฟื้นฟูธรรมชาติร่วมกับชุมชน

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า Nature Positive ไม่ได้อยู่เฉพาะในฝ่ายสิ่งแวดล้อมขององค์กร แต่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ ห่วงโซ่อุปทาน รายได้ ความเสี่ยง และความน่าเชื่อถือขององค์กรโดยตรง

ช่องว่างใหม่ของสตาร์ตอัปอยู่ที่ Data, Traceability และ Monitoring

เมื่อธุรกิจต้องวัดผลด้านธรรมชาติให้ได้จริง โอกาสของสตาร์ตอัปจึงไม่ได้อยู่แค่การทำโครงการสีเขียว แต่คือการเข้าไปเติมช่องว่างด้านข้อมูล การตรวจวัด การติดตาม และการตรวจสอบย้อนกลับ

ดร.พรพิมล ระบุว่า ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมยังมีอยู่กระจัดกระจายจำนวนมาก คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้ได้รับการยอมรับตามไกด์ไลน์ของศูนย์ประเมินต่าง ๆ และช่วยให้ธุรกิจติดตามผลกระทบหรือตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

พื้นที่ที่มีโอกาสสูงจึงอยู่ที่แพลตฟอร์มข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การติดตามผลกระทบ การตรวจสอบย้อนกลับและการพัฒนาแนวทางเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม

ตัวอย่างนวัตกรรมที่นำมาใช้ มีหลายรูปแบบ เช่น แพลตฟอร์มการเก็บรวบรวมข้อมูล การติดตามสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ และเครื่องมือประเมินคุณภาพดิน ซึ่งสะท้อนว่า แพลตฟอร์มข้อมูลและการประเมินผล สามารถช่วยให้การจัดการธรรมชาติวัดผลได้ดีขึ้น

โอกาสเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มที่ช่วยองค์กรเก็บและรายงานข้อมูลธรรมชาติ ระบบวิเคราะห์ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เครื่องมือเก็บข้อมูลคุณภาพดิน ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มติดตามสิ่งมีชีวิตและการฟื้นฟูระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในด้านแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต เช่น DEFI ที่เข้ามาช่วยติดตามการลดคาร์บอนควบคู่กับการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมถึงโอกาสในธุรกิจ Bio-Circular การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงขึ้น

แก่นของโอกาสสำหรับสตาร์ตอัปจึงอยู่ที่การทำให้ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมมองเห็นได้ วัดได้ ตรวจสอบได้ และเชื่อมต่อกับมูลค่าทางธุรกิจได้จริง

จากข้อมูลสู่รายได้: โมเดลชุมชนที่เริ่มเกิดขึ้นในไทย

Nature Positive เปลี่ยนเกมธุรกิจโลกเปิดโอกาสใหม่บิ๊กคอร์ป–สตาร์ตอัป

แนวคิด Nature Positive ไม่ได้อยู่เพียงระดับนโยบายหรือองค์กรใหญ่ แต่เริ่มเห็นตัวอย่างในระดับชุมชนของไทยแล้ว

กรณีแรกคือโครงการที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ปูม้าในพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกสร้างรายได้ ขณะเดียวกันก็ชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ชุมชน นักท่องเที่ยว ไปจนถึงผู้ที่ช่วยเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตในทะเล

แนวทางนี้สามารถใช้ Storytelling เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมชุมชน เช่น การทำให้ผู้บริโภครับรู้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งจากการซื้อหรือการท่องเที่ยวจะวนกลับไปสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในพื้นที่ รวมถึงการชวนคนถ่ายรูปสิ่งมีชีวิต ปะการัง หรือสิ่งที่พบในทะเล เพื่อช่วยสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ

อีกกรณีคือการเพิ่มมูลค่าไม้ไผ่และทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ชุมชน ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการใช้งาน แปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างหรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และใช้หลักการประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ Life Cycle Assessment เพื่อดูความได้เปรียบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ในพื้นที่ลำปาง มีการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกร ชุมชน ภาคการศึกษา และอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการใช้ไม้ไผ่และวัสดุเหลือใช้ รวมถึงการใช้ข้อมูล การตรวจวัดพื้นที่ และแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการปลูกป่าและการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม

ดร.พรพิมล ยังชี้ว่า สตาร์ตอัปสามารถเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ได้ เช่น การใช้โดรนเก็บข้อมูล การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล การใช้ไม้เศษเหลือสร้างมูลค่าเพิ่ม และการออกแบบบริการสนับสนุนการปลูกป่าที่ไม่ใช่การปลูกพืชชนิดเดียว แต่ต้องเหมาะกับสภาพพื้นที่และระบบนิเวศจริง

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปถึงโอกาสในการทำให้ผลิตภัณฑ์จากไม้ ไผ่ รวมถึงสินค้าอย่างโกโก้และกาแฟ สามารถผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และเข้าสู่ตลาดยุโรปหรือกลุ่มประเทศ G7 ได้

โจทย์ต่อไปของธุรกิจคือรู้ให้ได้ว่ากระทบธรรมชาติตรงไหน

ท่ามกลางกฎกติกาด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คำถามสำคัญของธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงจะทำโครงการสีเขียวอะไรแต่ต้องเริ่มจากการรู้ให้ได้ว่ากิจกรรมใดขององค์กรสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติ

กิจกรรมใดควรหลีกเลี่ยง กิจกรรมใดควรลดผลกระทบ กิจกรรมใดต้องฟื้นฟู และส่วนใดจึงค่อยเข้าสู่การชดเชย

Nature Positive จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิธีคิดใหม่ในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ เพราะเมื่อธรรมชาติเปลี่ยน ธุรกิจก็เปลี่ยนตาม และผู้ที่มีข้อมูล วัดผลได้ โปร่งใส และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลได้ก่อน ย่อมมีความพร้อมมากกว่าในการเติบโตไปพร้อมกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สภาพัฒน์-เวิลด์แบงก์-กสิกรไทย ดัน NCA ชี้ ‘ถ้าวัดไม่ได้ก็เดินหน้าไม่ได้’

WHA พลิกพื้นที่สีเขียวนิคมฯ สู่ต้นแบบฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar