ในวันที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดคาร์บอน และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ WHA Group กำลังทดลองคำตอบใหม่ด้วยการยกระดับพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม จากเดิมที่เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ให้กลายเป็นพื้นที่คืนชีวิตและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ภายใต้ยุทธศาสตร์ “กรีนต้องกินได้” WHA ไม่ได้มองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงกิจกรรม CSR หรือภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ แต่พยายามเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวในนิคมให้กลายเป็นระบบนิเวศที่สร้างคุณค่าทั้งต่อธรรมชาติ ชุมชน ลูกค้า นักลงทุน และธุรกิจในระยะยาว
ที่มาของการเปลี่ยนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้กลายเป็นผืนป่าสมบูรณ์ เกิดขึ้นหลังจาก จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group มีโอกาสไปดูงานที่ดอยตุงและเห็นแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ จึงเกิดมุมมองว่าพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมควรถูกพัฒนาให้เป็นมากกว่าการปลูกต้นไม้ทั่วไป นำมาสู่ความร่วมมือระหว่าง WHA และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อยกระดับพื้นที่สีเขียวตามเกณฑ์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มักกำหนดไว้ที่ 10% ให้กลายเป็นผืนป่าที่มีความสมบูรณ์เชิงนิเวศ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และช่วยฟื้นฟูดินอย่างแท้จริงภายใต้แนวคิด “From Factory to Forest”
นำร่องนิคมฯ แห่งแรกในไทย บูรณาการอุตสาหกรรมคู่ธรรมชาติ
การขับเคลื่อนล่าสุดผ่านโครงการปลูกป่านำร่องที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) ทำให้ WHA วางตัวเองในฐานะนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการพัฒนาระบบนิเวศทางธรรมชาติและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินควบคู่กันไป การนำแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพมาปฏิบัติจริงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จึงเป็นการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่การมีต้นไม้เพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้พื้นที่สีเขียวมีบทบาทเชิงนิเวศ สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ฟื้นฟูดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านธรรมชาติขององค์กรในระยะยาว
ฟื้นฟูป่าบนฐานวิทยาศาสตร์ด้วยแนวทาง Nature-based Solutions
ในส่วนของการฟื้นฟูป่า สมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่า โครงการที่ WHA ESIE 2 เป็นตัวอย่างของการนำ Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้เพื่อคุณภาพและความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีขึ้น โดยเริ่มต้นจากการสำรวจฐานข้อมูลขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) ทำให้ทราบว่าพื้นที่นี้มีพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงพบสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลางแต่มีความหนาแน่นสูง ข้อมูลเหล่านี้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน
นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดสู่โครงการนำร่องฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินผ่านแนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY36) เพื่อเตรียมสภาพชั้นดินให้พร้อมต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศในอนาคต
การดำเนินงานดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายในการผลักดันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของ WHA ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECM) เพื่อช่วยตอบสนองเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ได้ 30% โดยในอนาคตมีแผนจะนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น eDNA หรือระบบดักจับสัญญาณเสียงเข้ามาช่วยติดตามและประเมินผลความแม่นยำทางชีวภาพเพิ่มเติม
จาก 69 ไร่ สู่ 233 ไร่ แผนการขยายป่าในพอร์ตนิคมฯ
WHA Group ได้เริ่มดำเนินงานฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่นำร่อง 69 ไร่ ของนิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 และอีสเทิร์นซีบอร์ด 3 สำหรับปี 2569 มีแผนจะปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ ในนิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 และระยอง 36
พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าหมายขยายผลปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศเพิ่มเติมอีก 82 ไร่ ภายในปี 2569 ให้ครอบคลุมนิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในเครือ ได้แก่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี, นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1, นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด, นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ป่ารวมทั้งโครงการทั้งหมด 233 ไร่ ครอบคลุม 8 นิคมอุตสาหกรรม สะท้อนถึงการยกระดับจากโครงการนำร่องไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ
จิ๊กซอว์ความยั่งยืน สู่เป้าหมาย Net Positive Impact ปี 2593
การจัดการพื้นที่สีเขียวเชิงรุกนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ 5 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนองค์กรของ WHA Group ซึ่งประกอบด้วย 1) การดูแลสิ่งแวดล้อม 2) การสร้างพลังทางสังคม 3) การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล 4) การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และ 5) การเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิทางชีวภาพ (Net Positive Impact on Biodiversity) ภายในปี 2593 และจะไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม (No Gross Deforestation) ภายในปี 2573 ผ่านหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform

เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวยังดำเนินควบคู่ไปกับเป้าหมายเชิงตัวเลขด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวภายในปี 2573 ทั้งการตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ การเพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร และการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 10,000 คัน
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีอนาคตเพื่อลดคาร์บอน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม และการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งาน
Biodiversity In Action ลงมือทำจริงโดยไม่ต้องรอมาตรฐาน
ประเด็นหนึ่งที่ผู้บริหาร WHA ระบุว่าแนวทางของ WHA แตกต่างจากการทำ ESG ในเชิงรายงานทั่วไป คือการให้ความสำคัญกับหลัก “Biodiversity In Action” หรือการเน้นลงมือปฏิบัติจริงมากกว่าการรอให้เกณฑ์มาตรฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสากลเสร็จสมบูรณ์
ณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้เครื่องมือวัดผลหรือเกณฑ์มาตรฐานด้าน Nature Positive ระดับโลกจะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่หากสิ่งใดที่เป็นผลดีต่อธรรมชาติและสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาวก็ควรเริ่มลงมือทำทันที
“การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นระบบนิเวศจริงจึงไม่ใช่แค่การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรฐานในอนาคต แต่เป็นการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ตั้งแต่วันนี้ ทั้งในแง่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการต้นทุนทางธุรกิจ และการปรับภาพลักษณ์ของนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
“เศรษฐกิจหมุนเวียน” ทางรอด ธุรกิจยุค Climate Change
นครปฐมโมเดล: พลิกวิกฤติน้ำสู่โอกาสเศรษฐกิจ





