ประเทศไทยปักหมุดสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับภูมิภาคอย่างเป็นทางการ หลังบุกเบิกความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์เปิดตัว Southeast Asia Health Innovation Hub (SEA HI Hub) หรือ เครือข่ายนวัตกรรมการแพทย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงานประชุมสุดยอด SEA HEALTH SUMMIT 2026 AI IN HEALTH AND LONGEVITY ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของกรุงเทพธุรกิจ, RISE และ SeaX
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ คือยุทธศาสตร์เชิงรุกในการเปลี่ยนเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) และเศรษฐกิจอายุวัฒนะ (Longevity Economy) ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” (New Growth Engine) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขับเคลื่อน GDP ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤติประชากรสูงวัยในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ดึงโครงข่าย “สแตนฟอร์ด” ปลดล็อกสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีสากล
หัวใจสำคัญของ SEA HI Hub คือการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เข้ามาประสานรอยต่อระหว่างโรงพยาบาล นักลงทุน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ โดยความสำเร็จก้าวแรกคือการดึงเครือข่ายระดับโลกอย่าง SPARK Global จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) เข้ามาเป็นพันธมิตรครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความร่วมมือนี้จะช่วยอุดรอยรั่วสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ด้วยการระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ทั้งอดีตเจ้าหน้าที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US Food and Drug Administration: USFDA) ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ และนักลงทุนชั้นนำจากอเมริกา เข้ามาเป็นที่ปรึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักวิจัย แพทย์ และพยาบาลไทยโดยตรง เพื่อผลักดันให้ยา เวชภัณฑ์ หรือนวัตกรรมที่คิดค้นโดยคนไทย สามารถผ่านการรับรองมาตรฐานสากลและก้าวไปลงสนามแข่งขันในตลาดโลกได้จริง
นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ CEO & Co-Founder ของ RISE ตั้งเป้าใหญ่ให้กับโครงการนี้ว่าในเฟสแรกเครือข่ายได้จับมือกับโรงพยาบาลในไทยแล้วกว่า 50 แห่ง ทำให้เข้าถึงฐานข้อมูลผู้ป่วยร่วม 25 ล้านคน โดยเตรียมขยายให้ถึง 40 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ และพุ่งสู่ 100 ล้านคนทั่วภูมิภาคภายในปี 2028 การสร้างฐานตลาดขนาดใหญ่ (Market Scale) ระดับร้อยล้านคนเช่นนี้ จะเป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้กลุ่มทุนสตาร์ทอัพและบริษัทบิ๊กเทคจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนต้นทุนด้านสุขภาพให้กลายเป็นรายได้เข้าประเทศ
พลิกวิกฤติประชากร สู่โอกาสแสนล้านของ Wellness Economy
เหตุผลที่ไทยต้องเดิมพันกับยุทธศาสตร์นี้ เนื่องจากโครงสร้างประชากรในภูมิภาคกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปัจจุบันไทยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี สูงกว่าร้อยละ 20 และจะพุ่งเป็นร้อยละ 30 ภายในปี 2040 ขณะที่ประชากรถึง 1 ใน 4 ของเอเชียแปซิฟิกจะกลายเป็นผู้สูงอายุภายในปี 2030 ซึ่งคาดว่าจะสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขแก่รัฐบาลในภูมิภาคสูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทว่าในวิกฤติยังมีโอกาสเติบโต เมื่อตลาด AI ทางการแพทย์ในเอเชียแปซิฟิกถูกประเมินว่าจะมีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033
ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้าง Wellness Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสุขภาพและการส่งเสริมงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific-based Wellness) เพื่อทดแทนธุรกิจรูปแบบเก่า เช่น สปาและโรงแรมที่กำลังเผชิญภาวะอิ่มตัวยุทธศาสตร์นี้จะเน้นการยกระดับนวัตกรรมและสมุนไพรท้องถิ่น จากความเชื่อดั้งเดิมสู่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ (Belief to Evidence) ผ่านงานวิจัยเชิงลึกเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และดึงงานวิจัยระดับโลกมาทำซ้ำในประเทศเพื่อให้เหมาะสมกับคนท้องถิ่น (Localize Research)
บุก “ชิปการแพทย์-AI เชิงลึก” ชูจุดแข็งระบบสุขภาพที่แข็งแกร่ง
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบสำคัญ คือระบบดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่ง มีโครงสร้างประกันสุขภาพที่ครอบคลุม และมีโรงพยาบาลชั้นนำระดับโลกมากมาย เช่น โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลสมิติเวช ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับการรักษาเฉพาะทางระยะยาว เช่น การรักษาโรคมะเร็ง รากฟันเทียม และการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย รัฐบาลจึงเร่งสนับสนุนระบบนิเวศการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial Phase 1-3) ทั้งในสัตว์และมนุษย์ ผ่านหน่วยงานวิจัยทางคลินิกของเอกชน (CRO) และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย พร้อมเร่งกระบวนการอนุมัติทางจริยธรรม (Ethical Committee) เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นประตูบานแรกในการเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน
นอกจากนี้ ไทยกำลังขยายขอบเขตจากอุตสาหกรรมยาและวัคซีน ไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ชั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ โดยกำลังเจรจากับสถาบันระดับสากลอย่าง IMEC (เบลเยียม) และ ASML เพื่อร่วมกันพัฒนาชิปประมวลผลขนาดเล็กและเซนเซอร์ชีวภาพแบบเรียลไทม์ (Real-time Biological Sensors) ที่ประหยัดพลังงานและทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของ AI ทางการแพทย์ มีการเตรียมเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพของไทยที่สะสมมานานกว่า 50 ปีในโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล โดยจะไม่หยุดอยู่แค่การประมวลผลรูปภาพทางการแพทย์ (Image Processing) เท่านั้น แต่จะบูรณาการข้อมูลรหัสพันธุกรรม (Genotype) ลักษณะทางกายภาพ (Phenotype) ตลอดจนสุขภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ผ่านโครงการเรือธงอย่าง Genomics Thailand (การถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย) และ Organoid Thailand (การเพาะเลี้ยงอวัยวะสมองเสมือนเพื่อใช้ทดสอบยาและชิป) รวมถึงโครงการวิจัยนวัตกรรมด้านโรคมะเร็งและหลอดเลือดสมอง
ปลดล็อกกฎระเบียบและเงินทุน ดันไทยเป็น “ห้องทดลองของโลก”
เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมในอาเซียน ซึ่งปัจจุบันไทยครองอันดับ 1 ด้านระบบนิเวศนวัตกรรมและระบบนิเวศหุ่นยนต์ รวมถึงอันดับ 2 ด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลได้เสนอแนวคิด “Living Lab Thailand” เพื่อเชิญชวนผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลกเข้ามาใช้พื้นที่จริงในไทย ทั้งมหาสมุทร เมือง ชุมชน และผืนป่า เป็นห้องปฏิบัติการทดลองจริงเพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ควบคู่ไปกับแนวคิด Nature Positive ที่นำเทคโนโลยีวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากสิ่งแวดล้อม (eDNA) มาใช้ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและป้องกันมลพิษอย่างฝุ่น PM 2.5
ที่สำคัญ ภาคการลงทุนของไทยกำลังได้รับการปลดล็อกครั้งใหญ่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้รับการอนุมัติให้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ทุน ขยับขึ้นมาเป็น “หน่วยร่วมลงทุน” (Venture Capital) ในสตาร์ทอัพได้โดยตรง ซึ่งจะเป็นการติดสปีดให้ระบบนิเวศและนวัตกรรม Health Tech ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
การประกาศยุทธศาสตร์และเปิดตัวพันธมิตรระดับโลกในครั้งนี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า อนาคตของระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีสุขภาพไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่การตั้งรับความท้าทายจากสังคมสูงวัย แต่กำลังกลายมาเป็นรากฐานเศรษฐกิจหมวดใหม่ที่จะสร้างทั้งความมั่นคงทางสุขภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยปั้น ‘Health Tech’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชูโมเดล ‘Living Lab’ ดึงทุนบิ๊กเทคโลก
สตาร์ตอัปไทยปี 2569 เปลี่ยนเกม NIA ดันสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่



