Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ คปภ. มอบรางวัล Hospital Awards 2025

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ คปภ. มอบรางวัล Hospital Awards 2025

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025” แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศ รวม 31 รางวัลใน 6 ประเภท โดยได้รับเกียรติจาก ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นประธานกิตติมศักดิ์ พร้อมด้วย สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านประกันสุขภาพ ท่ามกลางสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุและค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี

สังคมสูงวัย โจทย์ใหญ่ที่มาก่อนตัวเลขธุรกิจ

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต และมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2083 ประชากรไทยจะลดลงเหลือ 33 ล้านคน ทำให้ไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศในอาเซียนที่กำลังเผชิญกับวิกฤติโครงสร้างประชากรในระดับรุนแรง

ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของพิธีมอบรางวัล กลับสะท้อนกลับมาเป็นเรื่องใกล้ตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อนายชูฉัตรกล่าวว่า พอได้ยินตัวเลขประชากรไทยที่จะลดเหลือราว 30 ล้านคนในอนาคต ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ย้อนเวลากลับไปมีลูกสัก 10 คนไม่ได้แล้ว เรื่องประชากรลดลงไม่ใช่ปัญหาไกลตัวของใครอีกต่อไป แต่แทรกอยู่ในบทสนทนาของคนทำงานระดับบริหารในชีวิตประจำวัน

เมื่อคนอายุยืนขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีตามไปด้วย

คุณสาระ ขยายความปัญหาผ่านช่องว่างสำคัญ 3 ด้านที่กำหนดคุณภาพชีวิตของคนแต่ละคน เริ่มจาก Lifespan หรืออายุขัย ซึ่งคนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ ตามมาด้วย Healthspan หรือช่วงอายุที่มีสุขภาพดี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนเรามักมีช่องว่างประมาณ 10 ปีก่อนเสียชีวิตที่ต้องเผชิญกับโรคเรื้อรังหรือภาวะทุพพลภาพ โจทย์คือ ทำอย่างไรให้ช่องว่างนี้แคบลง และสุดท้ายคือ Wealth span หรือระยะเวลาของความมั่งคั่งที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนไทยส่วนใหญ่ที่มักไม่มีแนวคิดเรื่องการออมเงินตั้งแต่ต้น ขณะที่ระบบบำนาญของรัฐก็มีขีดจำกัด

ช่องว่างทั้ง 3 ด้านนี้เองที่ทำให้ปัญหาสังคมสูงวัยไม่ได้จบอยู่แค่ตัวเลขประชากร แต่ลงลึกไปถึงคำถามที่ว่า เมื่ออายุยืนขึ้นแล้ว คนคนหนึ่งจะมีทั้งสุขภาพและเงินเก็บเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตในบั้นปลายหรือไม่

ต้นทุนรักษาพยาบาลขาขึ้น แรงกดดันที่มาพร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์

ขณะที่ปัญหาด้านประชากรกำลังก่อตัว อีกแรงกดดันหนึ่งที่ประเทศไทยเผชิญคู่ขนานกันคือค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น นายสาระ ระบุว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการวินิจฉัยและรักษา รวมถึงนวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันความพร้อมในการดูแลผู้เอาประกันภัย ตราบใดที่การรักษานั้นเป็นไปตามความจำเป็นและได้มาตรฐานทางการแพทย์

ตัวเลขจาก คปภ. ที่คุณชูฉัตรนำมาเปิดเผยในพิธี ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มดังกล่าวให้ชัดขึ้นไปอีก โดยระบุว่า เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ธุรกิจประกันชีวิตโดยรวมของไทยเติบโตประมาณ 3.58% แต่เฉพาะเบี้ยประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพกลับมีมูลค่ามากกว่า 135,000 ล้านบาท และเติบโตถึง 12.36% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตแบบสองหลักที่ทิ้งห่างภาพรวมของธุรกิจไปพอสมควร ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการทำประกันสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้นทุกปี

มาตรฐานใหม่ที่การันตีการต่อสัญญา และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนอายุยืน

ท่ามกลางแรงกดดันทั้งสองด้าน ภาคธุรกิจประกันภัยไทยได้ปรับตัวผ่านมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิดในปี 2564 โดยกำหนดห้ามบริษัทประกันบอกเลิกสัญญากับลูกค้า ผลจากมาตรฐานนี้ทำให้ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองยาวนานถึง 95 ปี เพื่อใช้แนบสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ เนื่องจากเป็นการการันตีการต่ออายุความคุ้มครองและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในระยะยาว

บนฐานของมาตรฐานใหม่นี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้พัฒนาแนวคิดกรมธรรม์ที่ตอบโจทย์ปัญหา “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ” ซึ่งเป็นข้อจำกัดของประกันสุขภาพแบบเดิม ตัวอย่างที่นายสาระยกขึ้นมาคือ ประกันชีวิตที่เมื่อผู้เอาประกันภัยมีอายุครบ 65 ปี สามารถดึงทุนประกัน เช่น จำนวน 10 ล้านบาท ออกมาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และหากใช้ไม่หมด เงินส่วนที่เหลือยังส่งต่อเป็นมรดกให้ทายาทได้ในวันที่เสียชีวิต

เมื่อกรมธรรม์คือคำมั่นสัญญา และโรงพยาบาลคือผู้ทำให้เป็นจริง

ผลิตภัณฑ์ประกันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีสถานพยาบาลรองรับ นี่คือประเด็นที่คุณสาระเน้นย้ำโดยกล่าวขอบคุณโรงพยาบาลพันธมิตรที่เป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศของการดูแลลูกค้า เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพจะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดทางเลือกที่สำคัญอย่างสถานพยาบาล

คุณชูฉัตร ขยายความในมุมเดียวกันจากตำแหน่งของผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย โดยกล่าวว่า หากเปรียบกรมธรรม์ประกันสุขภาพเป็นคำมั่นสัญญาที่บริษัทประกันมอบให้กับประชาชน โรงพยาบาลคือผู้ที่ทำให้คำมั่นสัญญานั้นเกิดขึ้นจริงในวันที่ผู้เอาประกันภัยต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ดังนั้นบริษัทประกันภัยและโรงพยาบาลจึงไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการที่มีบทบาทแยกจากกัน แต่คือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีผู้เอาประกันภัยเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้เข้าถึงได้ เป็นธรรม และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ

คุณชูฉัตร ยังให้มุมมองต่อภาพรวมของธุรกิจว่า ธุรกิจประกันภัยที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงบริษัทประกันมีกำไรดีหรือโรงพยาบาลเติบโตเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือระบบที่ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม และมองว่าโครงการมอบรางวัลในลักษณะนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประกันสุขภาพให้เติบโตในระยะยาว

ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย เมืองไทยประกันชีวิตยังทำงานร่วมกับโรงพยาบาลคู่สัญญาในเชิงป้องกันและให้ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องแก่ประชาชน ผ่านโครงการ MTL Smile Hospital ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลเข้าร่วมแล้วกว่า 166 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และดูแลตัวเองตั้งแต่ระดับพื้นฐานสู่ภายนอก

คุณสาระ ทิ้งท้ายมุมมองต่อเรื่องนี้ไว้ว่า การลงทุนเพื่ออายุที่ยืนยาวไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือการลงทุนดูแลตัวเองในทุกด้าน ทั้งการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง การดูแลจิตใจให้ยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัทที่มุ่งสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย

จากแนวคิดสู่การประเมินผล 31 รางวัลใน 6 ประเภท

หลักการความร่วมมือทั้งหมดข้างต้น ถูกแปลงมาเป็นเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลคู่สัญญาอย่างเป็นระบบ โดยคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกและให้คะแนนตามเกณฑ์การตัดสินในแต่ละด้าน ภายใต้มาตรฐานโครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards รวมทั้งสิ้น 6 ประเภทรางวัล จำนวน 31 รางวัล

รางวัลเกียรติยศสูงสุดของงานคือ The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025 มอบให้กับโรงพยาบาลที่มีคะแนนรวมสูงสุดจากผลการพิจารณาของคณะกรรมการและผลสำรวจความพึงพอใจในทุกด้าน ผลปรากฏว่าตกเป็นของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

หมวด Customer Centric Award

มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ ตามมาด้วย โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ และโรงพยาบาลรามคำแหง ในอันดับ 2 และ 3

ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดั 1 ด้แก่ โรงพยาบาลมหาชัย 2 ตามด้วย โรงพยาบาลขอนแก่น รามและ โรงพยาบาลพญาไท 1

หมวด Commitment to Success Award

พิจารณาจากการบริหารจัดการทางการแพทย์และการบริหารทรัพยากรเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ตามด้วย โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา และ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลลาดพร้าว ตามด้วย ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ โรงพยาบาลเปาโล เกษตร

หมวด Creativity and Innovation Award

มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีกระบวนการคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตามด้วย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลพระรามเก้า ตามด้วย โรงพยาบาลศรีสวรรค์ และ โรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา

หมวด Collaboration Award

พิจารณาจากการทำงานร่วมกันเป็นกระบวนการเพื่อบรรลุเป้าหมายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ตามด้วย โรงพยาบาลพญาไท 2 และ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์

ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลบางปะกอก 1 ตามด้วย โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์

หมวด Caring Award

มอบให้แก่โรงพยาบาลที่ดูแลการเข้ารับบริการและลดระยะเวลารอคอยของลูกค้า กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ตามด้วย โรงพยาบาลศิครินทร์ และ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

ขณะกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ตามด้วย โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี และ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล

ปิดฉากพิธี กับโจทย์ที่ยังไม่จบ

คุณสาระ กล่าวปิดท้ายพิธีมอบรางวัลว่า ขอแสดงความยินดีกับโรงพยาบาลคู่สัญญาทุกแห่งที่ได้รับรางวัลในวันนั้น พร้อมเป็นกำลังใจให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาทุกแห่งในความมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อการบริการที่มีประสิทธิภาพ และหวังว่าโครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ทุกองค์กรมุ่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เอาประกันภัยในการเข้ารับบริการ

รางวัลที่มอบในวันนั้นอาจเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของการประเมินผลหนึ่งปี แต่ตัวเลขประชากรที่จะลดลงเหลือ 33 ล้านคนในปี 2083 และค่ารักษาพยาบาลที่ยังปรับตัวสูงขึ้นทุกปี คือโจทย์ที่ทั้งภาคประกันภัยและภาคสาธารณสุขไทยต้องเดินหน้าแก้ไขร่วมกันต่อไป ในฐานะพันธมิตรที่ไม่มีฝ่ายใดทำได้เพียงลำพัง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อว. จับมือ AIS-IRIS เปิดตัว ‘TARI’ ดัชนีวัดความพร้อม AI องค์กรไทยครั้งแรก

เมื่อ ‘วันเวลา’ เปลี่ยนมายาคติการยื้อชีวิต สู่การดีไซน์ ‘ลมหายใจสุดท้าย’ ที่เลือกได้

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar