Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมื่อ ‘วันเวลา’ เปลี่ยนมายาคติการยื้อชีวิต สู่การดีไซน์ ‘ลมหายใจสุดท้าย’ ที่เลือกได้

เมื่อ ‘วันเวลา’ เปลี่ยนมายาคติการยื้อชีวิต สู่การดีไซน์ ‘ลมหายใจสุดท้าย’ ที่เลือกได้

ในวันที่การแพทย์กระแสหลักมุ่งยื้อชีวิตคนไข้อย่างสุดกำลัง ภาพของสายระโยงระยางและเสียงสัญญาณจากจอมอนิเตอร์ในห้อง ICU กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังสุดท้าย แต่สำหรับผู้ป่วยบางคนที่เดินทางมาถึงทางแยกสำคัญ ความหวังนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการรักษาให้หายขาดจากโรค แต่คือการได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความรัก และมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

และนี่คือที่มาของ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล สถานพยาบาลที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการยื้อชีวิต แต่มุ่งออกแบบคุณภาพชีวิตให้สวยงามจนถึงลมหายใจสุดท้าย

จากวิศวกรผู้สร้าง สู่ผู้คืนศักดิ์ศรีให้ ‘ร่าง’ ผู้ล่วงลับ

อัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา, ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้าน Palliative Care  และ สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี
อัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา, ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้าน Palliative Care และ สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี

อัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลาฯ ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในเสื้อกาวน์สีขาว แต่เขาเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญการออกแบบโรงพยาบาลมาแล้วมากมาย ประสบการณ์จากการเห็นความสูญเสียรอบตัว รวมถึงช่องว่างในระบบสาธารณสุขไทยที่มักมองข้ามวินาทีสุดท้ายของผู้ป่วย ทำให้เขาตัดสินใจสร้าง “พื้นที่ต้นแบบ” สำหรับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ขึ้นมา

“เราออกแบบโรงพยาบาลมาทุกแผนกแล้ว แต่แผนกสุดท้ายคือตอนที่ผู้ป่วยจากไป ยังมีปัญหาคาใจอยู่มาก พวกเขามักจะถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงเมื่อหัวใจหยุดเต้น” คุณอัครพล สะท้อนภาพจำในอดีตที่โรงพยาบาลทั่วไปมักมองร่างของผู้ล่วงลับเป็นเพียงวัตถุ ผ่านขั้นตอนการย้ายร่างที่ขาดความอ่อนโยน และสร้างภาพจำสุดท้ายอันเจ็บปวดให้แก่ครอบครัว

ความค้างคาใจนี้ทำให้คุณอัครพลไม่ได้นั่งออกแบบอาคารอยู่แค่บนโต๊ะ แต่เขาเลือกเปิดประตูเข้าสู่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยตัวเอง เพื่อศึกษาทุกรายละเอียดตั้งแต่การจัดการร่าง การฉีดน้ำยา ไปจนถึงเรื่องกลิ่น

ซึ่งเขาพบว่า Pain Point ใหญ่ที่สุดของญาติ คือสภาพของคนที่รักในวาระสุดท้ายที่ดูน่ากลัว นำไปสู่ความพยายามค้นคว้าสูตรฟอร์มาลีนสูตรพิเศษที่ไม่ทำลายผิวพรรณ ไม่ทำให้ร่างกลายเป็นสีคล้ำเขียวหรือเกิดจ้ำม่วงอย่างที่เคยเป็น

“เราอยากให้ภาพจำสุดท้ายของญาติ คือคนรักที่หน้าตาผ่องใสเหมือนคนนอนหลับ เพื่อให้ความทรงจำของครอบครัวมีแต่ความสงบและงดงาม” คุณอัครพลเล่าถึงความตั้งใจ

Palliative Care ไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่คือ ‘ความกตัญญูขั้นสูง’

ในสังคมไทย คำว่าการดูแลแบบประคับประคอง มักถูกเข้าใจผิดว่าคือการพาคนรักไปทิ้งให้ตาย หรือการยอมแพ้และละเลยการรักษา แต่สำหรับคุณอัครพลและทีมแพทย์ สิ่งนี้คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง การมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่การอกตัญญู แต่คือ ความกตัญญูอย่างสูง เพราะเป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต

ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้าน Palliative Care อธิบายว่า เป้าหมายของโรงพยาบาลวันเวลา คือการบริบาลครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม โดยหัวใจสำคัญคือการทำ Advance Care Plan (ACP) หรือการวางแผนล่วงหน้าร่วมกับครอบครัว เพื่อให้ “การลงจอด” (Landing) ของชีวิตเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสวยงามที่สุด

“หากเราดูแลครบทั้ง 4 มิติ จะไม่มีคนไข้รายใดเลยที่ร้องขออยากจบชีวิตตัวเอง (Euthanasia) ส่วนใหญ่ที่ร้องขอเพราะพวกเขามีความทุกข์ทรมาน” คุณหมอยุวเรศมคฐ์กล่าว

คุณหมอยุวเรศมคฐ์ เล่าถึงผู้ป่วยเคสหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายว่า เขาได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายในการเคลียร์งานและจัดการทรัพย์สินอย่างมีสติ โดยทีมงานของโรงพยาบาลได้ร่วมกันจัดงานวันเกิดให้เขาเพียงหนึ่งวันก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

“นั่นคือการปิดแชปเตอร์สุดท้ายของชีวิตอย่างสวยงาม ความต้องการทุกอย่างถูกตอบสนอง และเขาก็จากไปอย่างสงบ ไม่มีอาการบิดตัวด้วยความเจ็บปวด” คุณหมอกล่าว

พังทลายทุกข้อจำกัด โรงพยาบาลสานต่อความปรารถนาสุดท้าย

โรงพยาบาลวันเวลาพยายามพังทลายทุกข้อจำกัดเพื่อสานต่อความปรารถนาสุดท้าย (Last Wish) ของผู้ป่วยให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดโต๊ะจีนในห้องพักตามความต้องการของผู้ป่วยรายหนึ่งที่อยากทานอาหารร่วมกับครอบครัวพร้อมหน้าเป็นครั้งสุดท้าย หรือการเซ็ตระบบความปลอดภัย พาผู้ป่วยที่ยังต้องพกถุงอาเจียนตลอดเวลาเดินทางไปทำนิติกรรมที่ธนาคารเพื่อให้เขาหมดห่วงในภาระที่ค้างคา

หรือแม้แต่การอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเยี่ยมเยียนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ปฏิเสธเนื่องจากกังวลเรื่องการติดเชื้อ

ความใส่ใจในรายละเอียดยังรวมไปถึงหัวใจการบริการของทีมแพทย์และพยาบาล ที่จะไม่เรียกผู้ป่วยว่า คนไข้ แต่จะเรียกสรรพนามตามที่ลูกหลานในบ้านเรียกจริง เช่น อาม่า หรือ คุณแม่ เพื่อสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัวไม่มีการบังคับใส่เครื่องมือทางการแพทย์ แต่พยาบาลจะรอจังหวะที่เหมาะสมและปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน

ไม่เพียงแค่นวัตกรรมการดูแลรักษาในยามมีชีวิต แต่โรงพยาบาลยังสร้างห้องชีวาลัย สำหรับจัดพิธีทางศาสนา ที่ออกแบบเส้นทางเคลื่อนย้ายร่างแยกเฉพาะเพื่อพิทักษ์สิทธิ์และให้เกียรติผู้เสียชีวิตขั้นสูงสุด

ดีไซน์โฮมมี่ เพื่อการเยียวยา บนพื้นที่สีเขียว 50%

โรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ใช้งบก่อสร้างราว 200 ล้านบาท ตั้งอยู่ย่านลำสาลี ถูกออกแบบให้ฉีกกรอบจากความรู้สึกขาวและเย็นชา ของโรงพยาบาลทั่วไป คุณอัครพลจงใจเลือกวัสดุและเฟอร์นิเจอร์สีน้ำตาลเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน (Homie) ผนังห้องไม่ได้ทาสีขาวเรียบและไร้อารมณ์ แต่มีเท็กซ์เจอร์และโทนสีที่ดูผ่อนคลาย แม้กระทั่งอุณหภูมิสีของแสงไฟก็ถูกคำนวณมาอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้ดูเศร้าสร้อยหรือหรูหราเกินไป

นอกจากนี้ พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของโครงการ ถูกอุทิศให้เป็นสวนสีเขียวเปิดโล่ง ที่ออกแบบให้รถเข็นวีลแชร์สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสสายลม และนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ต้องถูกกักขังไว้ในห้องแอร์สี่เหลี่ยมตลอด 24 ชั่วโมง

 โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล

เยียวยา ‘คนข้างเตียง’ ลดภาวะ Burnout

ในขณะที่ทุกคนโฟกัสไปที่ผู้ป่วย แต่คนข้างเตียง หรือ ผู้ดูแลหลัก (Caregiver)  ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สภาวะร่างกายและจิตใจกำลังแตกสลาย เพราะต้องแบกรับทั้งความกดดันรอบข้าง และความเครียดจากการจัดระเบียบชีวิตตัวเองให้หมุนตามตารางของผู้ป่วย จนกลายเป็นความเหนื่อยล้าสะสมที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

โรงพยาบาลจึงมีบริการ Respite Care หรือการรับฝากดูแลผู้ป่วยระยะสั้น-ยาว เพื่อให้ผู้ดูแลได้ส่งไม้ต่อให้ทีมสหวิชาชีพมืออาชีพ แล้วออกไปพักผ่อน ชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องรู้สึกผิด และยังมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคอยดูแลสภาพจิตใจของผู้ดูแลควบคู่ไปด้วย เพราะเชื่อว่า ความกตัญญูที่ยั่งยืนต้องไม่เป็นการแบกรับจนพังทลายลงไปพร้อม ๆ กันทั้งครอบครัว

“การบอกว่าเหนื่อย ไม่ได้แปลว่าไม่รัก” คือข้อความสำคัญที่โรงพยาบาลต้องการสื่อสาร

KTC ดีไซน์การเงินยามชีวิตเปราะบาง

การดูแลสุขภาพและชีวิตระดับพรีเมียม มักมาพร้อมกับความกังวลด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัว สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนมองสุขภาพว่าเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต สะท้อนจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดโรงพยาบาลปี 2568 ที่เติบโตขึ้น 6% โดยกลุ่มสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงถึงเกือบ 60% ของยอดทั้งหมดในหมวดดังกล่าว

เคทีซีเล็งเห็นว่า มิติของการดูแลแบบ Palliative Care คือส่วนหนึ่งของ Well-being ที่สังคมมักมองข้ามไปในอดีต

“การได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลวันเวลา ทำให้ KTC สามารถต่อจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป สู่การสร้าง Wellness Ecosystem ที่แท้จริงที่ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงพยาบาลทั่วไป คลินิก หรือฟิตเนส แต่เราเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินล่วงหน้า ผ่านแคมเปญต่าง ๆ  เพื่อให้ลูกค้าสามารถคลายกังวลเรื่องการบริหารเงิน และหันไปใช้เวลาอยู่ร่วมกับคนที่รักได้อย่างมีคุณค่าที่สุดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต” คุณสิรีรัตน์กล่าว

เตรียมพร้อม ‘ลงจอด’ บนพื้นที่แห่งความสงบ

ชื่อ “วันเวลา” ถูกตั้งขึ้นเพื่อเตือนใจว่า สำหรับผู้ที่เหลือเวลาน้อยในชีวิต ทุกนาทีมีค่ามหาศาล แม้โรงพยาบาลแห่งนี้จะเปิดดำเนินการมาไม่ถึงปี แต่ด้วยตัวเลขอัตราการยอมรับและตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่สูงกว่า 80% หลังจากครอบครัวได้เข้ามาพูดคุยเปิดใจ รวมถึงการได้รับความไว้วางใจเป็นพันธมิตรจากเครือโรงพยาบาลชั้นนำมากมายที่ส่งต่อผู้ป่วยมาดูแลอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเครื่องยืนยันว่าสังคมไทยเริ่มมองเห็นความสำคัญของการจากไปอย่างสวยงาม

“ที่นี่ คุณสามารถออกแบบการตายของตัวเองได้” คือคำทิ้งท้ายที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง

เพราะในท้ายที่สุด เมื่อวาระนั้นเดินทางมาถึง สิ่งที่เหลืออยู่และมีความหมายที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องของการรักษา แต่คือการได้ลงจอดบนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ และจากลาด้วยความสงบอย่างแท้จริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ถอดบทเรียน Pre-Planning ชวนวางแผนบ้านหลังสุดท้าย

Palliative Care: วาระสุดท้าย ที่ไม่ใช่การ ‘ปล่อยจอย’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar