สังคมไทยมักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) โดยหลายคนมองว่าเป็นการ “ปล่อยจอย” หมดทางรักษา หรือเป็นเพียงการรอคอยความตาย ทว่าในความเป็นจริง พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล KOON ได้ให้มุมมองที่เปลี่ยนความเข้าใจเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ศาสตร์ทางการแพทย์แขนงนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของชีวิตลง แต่กลับเป็นการชุบชูคุณภาพชีวิต และทำให้ทุกวินาทีที่เหลืออยู่มีความหมายมากที่สุด
ลบภาพจำ “ประคับประคอง= สิ้นหวัง”
ความเข้าใจผิดประการใหญ่คือการมองว่าเส้นทางการรักษาหลัก (Curative) และการดูแลแบบประคับประคองแยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่จุดสิ้นสุดที่ต้องรอให้หมดทางรักษาหลักหรืออยู่ในระยะท้ายสุดก่อนจึงจะเริ่มต้นได้ ในทางปฏิบัติ
พญ.นิษฐา ระบุว่ามาตรฐานสากลแนะนำให้ริเริ่มการดูแลแบบประคับประคองควบคู่ไปกับการรักษาหลักตั้งแต่วันแรกๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง บทบาทสำคัญของการประคับประคองในช่วงแรกคือการช่วยจัดการความไม่สุขสบาย ทำให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้นและพร้อมที่จะกลับไปรับการรักษาหลักต่อไปได้
พญ.นิษฐา ได้ให้ข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า “การต่อสู้กับโรคนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่การต่อสู้กับความตาย เราอาจจะต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ เพราะความตายไม่ใช่โรคที่เราจะสามารถรักษามันได้ แต่เป็นจุดหนึ่งของชีวิตที่ดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว ใครที่คิดจะต่อสู้กับความตาย สุดท้ายก็มีแต่ความพ่ายแพ้”
การดูแลที่ “ก้าวข้ามกรอบ” เพื่อรอยยิ้มสุดท้าย
การทำ Palliative Care ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การให้ยาแก้ปวด แต่คือการสืบค้นตัวตนเพื่อทำความเข้าใจว่าความสุขและความฝันของผู้ป่วยคืออะไร
พญ.นิษฐา ได้ยกตัวอย่างกรณีที่ทีมแพทย์จัดเตรียมงานแต่งงานให้ลูกสาวของผู้ป่วยภายในพื้นที่โรงพยาบาล เพื่อให้คุณแม่ที่อยู่ในภาวะไตวายและมีค่าของเสียในเลือดสูงได้มีโอกาสร่วมรับรู้ในวันสำคัญ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและสิ้นหวัง ได้รับการวางแผนให้กลับไปพักที่บ้านชั่วคราว จนกระทั่งสามารถหย่าเครื่องช่วยหายใจได้สำเร็จ
หลังจากหย่าเครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยท่านนี้สามารถใช้ชีวิตต่อได้อีกหลายเดือน และได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ เช่น การรับประทานข้าวขาหมู ปาท่องโก๋ และการได้พบกับพระอาจารย์ที่เคารพศรัทธา ทีมแพทย์ยังเปิดกว้างในการสร้างความสุข เช่น การอนุญาตให้ผู้ป่วยจิบไวน์ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ หากสิ่งนั้นคือความต้องการและไม่ได้สร้างความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้น
พญ.นิษฐา เชื่อมั่นว่า “ไม่ว่าสภาวะร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร พวกเขามีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดเสมอ หน้าที่ของเราคือการทำให้ความสุขนั้นเกิดขึ้นจริง”
ความรับผิดชอบของทีมแพทย์ไม่ได้จบลงเมื่อผู้ป่วยจากไป แต่ยังครอบคลุมถึงการติดตามดูแลสภาพจิตใจของครอบครัว (Grief) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าญาติสามารถก้าวผ่านความสูญเสียไปได้
Advance Care Plan และการเตรียมตัวสู่ความสงบงาม

การวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจสำหรับทุกฝ่ายเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง Advance Care Plan คือกระบวนการพูดคุยสื่อสารล่วงหน้าว่าสิ่งใดคือคุณภาพชีวิตที่ผู้ป่วยต้องการ และสิ่งใดคือการรักษาที่เกินความจำเป็น ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยตนเอง
การวางแผนนี้รวมถึงการกำหนดตัวแทนสุขภาพที่ผู้ป่วยไว้วางใจให้ทำหน้าที่ตัดสินใจแทน พญ.นิษฐา อธิบายประเด็นของการเจ็บปวดจากการใส่ท่อช่วยหายใจว่า หากเป็นการรักษาในโรคที่รักษาได้และมีโอกาสกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี การใส่ท่อถือเป็นความเจ็บปวดที่คุ้มค่า แต่หากสภาวะร่างกายถดถอยถึงขีดสุด การใส่ท่ออาจเป็นเพียงการยื้อความเจ็บปวดที่ไม่ได้ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต
สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า “หากความตายเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เราทำได้เพียงแค่ยื้อเวลาออกไปให้ยาวนานขึ้น โดยแลกกับความทุกข์ทรมาน การที่เราไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบได้ นั่นก็ถือเป็นความล้มเหลวทางการแพทย์ได้เช่นกัน”
เมื่อถึงวาระสุดท้ายจริง ๆ ทีมแพทย์จะเน้นการจัดการอาการไม่ให้ผู้ป่วยทรมาน รบกวนผู้ป่วยให้น้อยที่สุด และเตรียมความพร้อมให้ญาติเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเพื่อลดความตื่นตระหนก การออกแบบพื้นที่รับร่างผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล KOON ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความสงบงาม ใช้แสงที่นุ่มนวล และมีภาพตกแต่งรูปใบไม้ที่ปลิวกลายเป็นผีเสื้อ เพื่อสื่อสารกับครอบครัวว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านและการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่
พญ.นิษฐา กล่าวย้ำถึงบทบาทที่แท้จริงว่า “การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้ทำให้ใครจากไปเร็วขึ้น และเราก็ไม่ได้ยื้อความตายเช่นกัน หากวาระสุดท้ายมาถึง เราจะไม่ฝืนธรรมชาติในช่วงเวลานั้น แต่ตราบใดที่ผู้ป่วยยังมีลมหายใจอยู่ นั่นคืองานของเราที่จะทำให้เขาอยู่ได้อย่างดีที่สุดและมีความสุขที่สุด ตราบใดที่เขายังมีชีวิต เราก็ยังมีโอกาสสร้างความทรงจำที่ดีให้กับครอบครัวของเขาได้”
สิทธิขั้นพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์
การดูแลแบบ Palliative Care ไม่ใช่ความหรูหราที่สงวนไว้สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งมีให้บริการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะสุดท้าย หากเริ่มรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตลดลงหรือไม่มีความสุข ก็สามารถขอรับคำปรึกษาได้ทันที
พญ.นิษฐา ฝากข้อคิดทิ้งท้ายเพื่อยืนยันจุดยืนของการทำงานว่า “เราไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ใครจากไปเร็วขึ้น แต่เราจะเข้าไปทำให้เวลาที่เหลืออยู่เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคืองานของเรา”
แนวคิดทั้งหมดนี้สะท้อนผ่านชื่อโรงพยาบาล KOON ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นคูณ พญ.นิษฐา เปรียบเปรยว่าช่วงเวลาที่ต้นคูณงดงามที่สุด คือช่วงเวลาที่ใบไม้ผลัดเป็นสีเหลืองเต็มต้นก่อนจะร่วงหล่น เปรียบเสมือนชีวิตมนุษย์ที่แม้จะอยู่ในช่วงร่วงโรย ก็สามารถเปล่งประกายความสวยงามที่สุดได้เช่นกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Prowell ชูอาหารทางการแพทย์ ‘เฉพาะบุคคล’ รับมือ NCDs-สังคมสูงวัย
พลิกโฉมการแพทย์ไทยด้วย AI และพันธุกรรม สู่ยุค ‘อายุยืนอย่างมีคุณภาพ’



