เวลา 4 ชั่วโมง คือขีดจำกัดสูงสุดที่ “หัวใจ” ดวงหนึ่งจะสามารถขาดเลือดได้หลังจากถูกผ่าตัดแยกออกจากร่างของผู้บริจาค ทุกนาทีที่เข็มนาฬิกาเดินไปอย่างไม่รอรี คือการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างความเป็นและความตาย หากการเดินทางทางบกใช้เวลานานเกินไปจนไม่สามารถมาถึงผู้รับได้ทันท่วงที หนทางเดียวที่จะต่อลมหายใจนี้ได้คือความเร็วเหนือน่านฟ้า นี่คือฉากชีวิตจริงที่ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือดต้องเผชิญอยู่เสมอ และไม่มีใครเข้าใจความสำคัญของ “เวลา” และ “ความปลอดภัย” ในสองโลกนี้ได้ลึกซึ้งเท่ากับชายผู้กุมทั้งมีดผ่าตัดและคันบังคับเครื่องบิน
กัปตัน นพ.กรพรหม แสงอร่าม ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด อดีตกัปตันเครื่องบิน Boeing 777 ของการบินไทย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกัปตันของสายการบิน AirAMB คือผู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ผ่านการหล่อหลอมจากสองวิชาชีพที่ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
จากเด็กหนุ่มผู้หลงใหลท้องฟ้า สู่ศัลยแพทย์หัวใจระดับประเทศ
ชีวิตวัยเยาว์ของกัปตัน นพ.กรพรหมผูกพันกับท้องฟ้ามาโดยตลอด ด้วยความที่มีคุณพ่อเป็นนักบิน ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับเครื่องบินและมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักบินมาตั้งแต่เด็ก ทว่าในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวใหญ่ที่ยังไม่มีใครเป็นแพทย์เลยสักคน เขาจึงได้รับการขอร้องแกมบังคับจากครอบครัวให้เลือกเส้นทางสายการแพทย์แทน

ด้วยความเป็นเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขาศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จการศึกษาและเป็นแพทย์ด้วยวัยเพียง 21 ปี จากนั้นจึงไปใช้ทุนเป็นเวลา 3 ปี โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งในเวลานั้นทั้งโรงพยาบาลมีเขาเป็นแพทย์เพียงคนเดียว ก่อนจะกลับมาศึกษาต่อจนได้รับวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทั่วไป และศัลยศาสตร์ทรวงอกที่จุฬาฯ รวมเวลาเรียนและใช้ทุนยาวนานถึง 11 ปี
“ตอนแรกผมอยากเรียนผ่าตัดสมอง แต่สุดท้ายเลือกผ่าตัดหัวใจเพราะผลการรักษามันเห็นได้ชัดเจนแบบดราม่าติก (Dramatic) คนไข้ที่เข้ามาแบบจะเสียชีวิต พอเราผ่าตัดรักษาหายดี เขาก็แทบจะวิ่งกลับบ้านได้เลย แต่ขอบอกตรงๆ ว่างานนี้เหนื่อยหนักหนาสาหัสมาก ตอนเรียนผมเคยยื่นใบลาออกถึงสามรอบเพราะความเหนื่อยล้า เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ อยู่เวรยาวนานติดต่อกัน 24 ชั่วโมงตลอดทั้ง 30 วัน บางครั้งต้องเฝ้าคนไข้หลังผ่าตัดแบบข้ามคืนจนถึงเช้าแล้วไปตรวจคนไข้ต่อทันที” กัปตัน นพ.กรพรหมย้อนอดีตอันเข้มข้น
แม้หน้าที่แพทย์เฉพาะทางจะหนักหน่วงเพียงใด แต่ประกายความฝันในวัยเด็กยังคงไม่มอดดับ ระหว่างใช้ทุนเขาตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวเรียนบินเพื่อรับใบอนุญาตนักบินส่วนตัว และเมื่อเรียนจบเป็นแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดหัวใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประจวบเหมาะกับที่การบินไทยเปิดรับสมัครนักบินพอดี เขาจึงลองไปสอบและสามารถผ่านการคัดเลือกและบททดสอบทัศนคติทางการบิน (Attitude Test) ที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุดได้สำเร็จ จากนั้นเขาจึงทำหน้าที่ควบคู่กันทั้งสองด้านยาวนานร่วม 20 ปี โดยแบ่งเวลาอย่างมีวินัยขั้นสุด บินเสร็จต้องพักผ่อนให้เพียงพอตามกฎการบิน แล้วจึงใช้วันหยุดในการผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้แบบจิตอาสาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
ถอดรหัส “ความปลอดภัยทางอากาศ” สู่ “การผ่าตัดช่วยชีวิต”
ประสบการณ์กว่า 20 ปีในสองโลกทำให้กัปตัน นพ.กรพรหม ค้นพบสัจธรรมเรื่องความปลอดภัย จนกลายเป็นวิทยากรผู้เผยแพร่หลักสูตรความปลอดภัยผู้ป่วย (Patient Safety) และทักษะด้านพฤติกรรมและการทำงานร่วมกันที่ไม่เกี่ยวกับวิชาการแพทย์โดยตรง (Non-Technical Skills) โดยนำหลักสูตรการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในห้องนักบิน (Crew Resource Management – CRM) ของนักบินมาประยุกต์ใช้กับการแพทย์
“ในโลกของการบิน เราถูกฝึกเรื่องทัศนคติอย่างเข้มงวดเพื่อลดข้อผิดพลาด นักบินต้องตรวจสอบใหม่เสมอเมื่อได้รับการเตือน และมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Controllable Ego’ หรืออัตตาที่อยู่ในการควบคุม แต่ในฝั่งการแพทย์ หมอหลายคนอาจจะมีอัตตาสูง และมักไม่มีการแบ่งปันข้อผิดพลาดเพื่อเรียนรู้ร่วมกันเนื่องจากกลัวการถูกฟ้องร้อง ทั้งที่ในโลกการบิน หากนักบินพลาดนั่นหมายถึงชีวิตตัวเองต้องจบลงไปด้วย ผมจึงพยายามนำหลักคิดแบบนักบินมาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สื่อสารอย่างชัดเจน ไม่ใช้คำพูดกำกวมในระหว่างทำงาน เพื่อลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น”
กำเนิด AirAMB ธุรกิจเครื่องบินพยาบาลที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 (ปี 2563) เมื่อกัปตัน นพ.กรพรหม ตัดสินใจลาออกจากการบินไทย และย้ายมาทำงานบริหารด้านการแพทย์ คือเป็นรอง CEO ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ จนกระทั่งได้รับการทาบทามจากกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งเพื่อร่วมกันจัดตั้งสายการบินขนส่งผู้ป่วยทางอากาศ
การจัดตั้งสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาต้องใช้เวลากว่า 3 ปี และงบประมาณกว่าร้อยล้านบาทในการเตรียมการเขียนคู่มือต่าง ๆ ยาวนานกว่าหมื่นหน้า และผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานจนกระทั่งได้รับใบอนุญาตทำการบินพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ AirAMB
“แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมก่อตั้ง AirAMB คือ ผมอยากให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการขนส่งผู้ป่วยทางอากาศได้ง่ายขึ้น ในราคาที่เข้าถึงได้เสมือนเป็น Budget Charter และช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อรองรับผู้ป่วยหนักจากประเทศเพื่อนบ้านมารักษาตัวในไทยได้ทันเวลา”
นวัตกรรมกู้ชีพเหนือน่านฟ้าและเครื่องบิน Pilatus PC-12 NG

หัวใจหลักในการปฏิบัติภารกิจของ AirAMB คือเครื่องบินรุ่น Pilatus PC-12 NG เครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยวจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงที่สุดในบรรดาเครื่องบินประเภทเดียวกัน
เครื่องบินลำนี้มีจุดเด่นและนวัตกรรมเฉพาะตัวที่สำคัญต่อผู้ป่วยวิกฤติอย่างยิ่ง ได้แก่ สมรรถนะระดับสูง บินได้สูงเทียบเท่าเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ระดับ 30,000 ฟุต ความเร็ว 500 กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง และบินได้ไกลถึง 3,000 กิโลเมตร ครอบคลุมสิงคโปร์ ฮ่องกง และบังคลาเทศ
ระบบ Zero Cabin Altitude สามารถบินในระดับความสูงต่ำ (เช่น 15,000 ฟุต) โดยปรับแรงดันภายในห้องโดยสารให้เท่ากับแรงดันระดับพื้นโลก ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในสมอง หรือผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดปอด ซึ่งไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ปกติได้เนื่องจากความดันอากาศที่ลดลงอาจทำให้แผลปอดฉีกขาดจนเกิดอันตรายถึงชีวิต
อุปกรณ์การแพทย์ระดับไอซียู ภายในเครื่องบินสามารถติดตั้งเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Stretcher) มูลค่าสูงถึง 4 ล้านบาท พร้อมระบบถังออกซิเจนขนาด 3,500 ลิตร และระบบจ่ายไฟเพื่อรองรับอุปกรณ์กู้ชีพ เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องดูดเสมหะ หรือแม้กระทั่งเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) สามารถรองรับผู้โดยสารและทีมแพทย์ได้ถึง 6 คน
ความปลอดภัยระดับสูงสุด เพราะ AirAMB ใช้เฉพาะกัปตันที่มีประสบการณ์ชั่วโมงบินระดับ 10,000 ชั่วโมงขึ้นไปถึงสองคนในทุกเที่ยวบิน เพื่อร่วมกันตัดสินใจและลดโอกาสการเกิดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Pilot Error) ให้เหลือศูนย์
สถิติแห่งการกู้ชีพ: 17 เที่ยวบินเหนือน่านฟ้าและภารกิจจิตอาสา
นับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการบินเชิงพาณิชย์ และเริ่มบินปฐมฤกษ์เพื่อรับส่งผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ภายในระยะเวลาเพียงเดือนกว่า AirAMB ได้ปฏิบัติภารกิจนำส่งผู้ป่วยหนักไปแล้วถึง 17 เที่ยวบิน
ในจำนวน 17 เที่ยวบินนี้ กว่าร้อยละ 60 ถึง 70 เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ (International Flights) เพื่อรับผู้ป่วยอาการหนักจากประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการเข้ามารักษาตัวในประเทศไทยอันเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) โดยมีจุดหมายปลายทางไกลสุดคือกรุงดักก้า ประเทศบังคลาเทศ และมีการเดินทางไปรับผู้ป่วยที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่ามาแล้วถึง 3-4 เที่ยวบิน รวมถึงเมืองมัณฑะเลย์ เวียงจันทน์ และดานัง ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ถึง 40 โดยประเดิมเที่ยวบินแรกของสายการบินด้วยการเดินทางไปรับผู้ป่วยวิกฤติที่จังหวัดเชียงราย
แม้ว่าสำหรับภารกิจของสายการบิน AirAMB ในปัจจุบันจะยังไม่เคยมีเที่ยวบินขนส่งอวัยวะอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วงระยะเวลา 3 ปีของช่วงการก่อตั้งและเตรียมการจัดตั้งบริษัท กัปตันนายแพทย์ กรพรหม ได้ใช้เครื่องบินส่วนตัวอีกประเภทหนึ่ง (Tecnam) ปฏิบัติภารกิจบินขนส่งอวัยวะ “หัวใจ” แบบจิตอาสามาแล้วถึง 3 เที่ยวบิน จากจังหวัดจันทบุรี ร้อยเอ็ด และอุดรธานี นำส่งมายังโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว
คุณหมอมองความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ และบทบาทของภาคสังคมในการช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างไร?

แม้การแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถสร้างหัวใจหรืออวัยวะสำคัญขึ้นมาทดแทนธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ จุดเริ่มต้นของทุกการปลูกถ่ายอวัยวะจึงยังคงมาจาก “ผู้ให้” ที่ตัดสินใจส่งต่อชีวิตให้กับผู้อื่น
ผู้บริจาคอวัยวะเพียง 1 คน สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้หลายชีวิต และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอีกจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้การลงทะเบียนแสดงความจำนง คือการสื่อสารความตั้งใจให้ครอบครัวได้รับรู้ เพราะในวันที่ต้องตัดสินใจ ครอบครัวคือผู้มีบทบาทสำคัญในการสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาคให้เกิดขึ้นจริง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และได้เห็นว่าการช่วยชีวิตผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากทีมแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของคนจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้บริจาค ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ประสานงาน อาสาสมัคร ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาชนที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบต่าง ๆ
นอกจากการบริจาคอวัยวะแล้ว การสนับสนุนผ่านมูลนิธิและองค์กรการกุศลด้านสาธารณสุขก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ผู้ป่วยที่ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงการรักษา การผ่าตัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นได้มากขึ้น หลายครั้งเงินบริจาคเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกครั้ง
ในส่วนของเคทีซีเอง ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีบทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ให้และผู้รับ ผ่านการสนับสนุนช่องทางบริจาคให้กับสภากาชาดไทยและองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคผ่านบัตรเครดิตหรือการใช้คะแนน KTC FOREVER ในการร่วมสมทบทุน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถส่งต่อน้ำใจและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น
ผมเชื่อว่า การรักษาชีวิตคนหนึ่งคนไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือของทั้งสังคม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ตามกำลังของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคอวัยวะ การบริจาคโลหิต การสนับสนุนองค์กรการกุศล หรือการช่วยเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง เพราะทุกการให้ ล้วนมีคุณค่าและอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนได้อย่างมหาศาล
“การปลูกถ่ายอวัยวะไม่ใช่ความสำเร็จของทีมแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพลังของการให้จากทั้งสังคม ตั้งแต่ผู้บริจาค ครอบครัว องค์กรการกุศล ภาคเอกชน และคนไทยทุกคนที่ร่วมกันส่งต่อโอกาสในการมีชีวิตให้กับผู้ป่วย ทุกครั้งที่เราบิน เราไม่ได้กำลังส่งแค่อวัยวะหรือผู้ป่วย แต่กำลังส่งต่อความหวัง และความหวังนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีผู้บริจาค ครอบครัว ทีมแพทย์ นักบิน เจ้าหน้าที่ รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมเป็นสะพานเชื่อมแห่งการให้ อย่างสภากาชาดไทย มูลนิธิการกุศล และภาคเอกชนที่ช่วยสนับสนุนการรักษาผู้ป่วย ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญของภารกิจต่อชีวิตนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีเทคโนโลยีใดทรงพลังไปกว่าน้ำใจของมนุษย์ที่พร้อมช่วยเหลือกันเมื่อถึงเวลาที่ชีวิตต้องการโอกาสอีกครั้ง
ธุรกิจที่ผสานจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

แม้ AirAMB จะเป็นสายการบินเช่าเหมาลำเชิงพาณิชย์ที่ให้บริการแก่ผู้ป่วยเอกชนทั่วไป แต่กัปตันนายแพทย์ กรพรหม ยังคงใส่จิตวิญญาณของแพทย์จิตอาสาเข้าไปในโครงสร้างธุรกิจอย่างลงตัว ผ่านการลงนามความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสภากาชาดไทย
“สำหรับเคสผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติที่สพฉ. พิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องส่งต่อทางอากาศ ผู้ป่วยจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว โดยทางสพฉ. จะออกงบประมาณส่วนหนึ่งตามขีดจำกัด และส่วนที่เหลืออีก 50% ทาง AirAMB จะร่วมสมทบทุนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองในลักษณะงานช่วยเหลือสังคม (CSR) นอกจากนี้ ในเคสการส่งต่ออวัยวะเร่งด่วน โดยเฉพาะหัวใจเพื่อนำมาเปลี่ยนให้ผู้ป่วยที่รอกรุงเทพฯ เราดำเนินภารกิจบินขนส่งให้ฟรีโดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น” กัปตัน นพ.กรพรหมอธิบาย
ในขณะเดียวกัน สายการบินสามารถหล่อเลี้ยงตัวธุรกิจเองได้ด้วยรายได้จากเคสผู้ป่วยระดับเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และบังคลาเทศ โดยหลังได้รับใบอนุญาตเพียงเดือนเศษ AirAMB ปฏิบัติภารกิจนำส่งผู้ป่วยไปแล้วถึง 17 เที่ยวบิน
“การได้ขับเครื่องบินพยาบาลแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกดีมากกว่าการบินเครื่องบินพาณิชย์ปกติ เพราะผู้โดยสารของเราไม่ได้แค่เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่พวกเขาเดินทางมาถึงเพื่อรับการรักษาที่ดียิ่งขึ้น รอดชีวิต และหายเจ็บป่วย นั่นคือความสุขและเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของผม” กัปตัน นพ.กรพรหม แสงอร่าม กล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตาของศัลยแพทย์ผู้มอบชีวิตใหม่เหนือน่านฟ้า
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ถอดวิธีคิด ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ จากเจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ สู่ทักษะการปรับตัวในโลกที่หมุนไว
‘วีระ เกษตรสิน’ กับภารกิจสร้าง “รสนิยม” มนุษย์ยุค AI
Brightside People เมื่อวัฒนธรรมองค์กรคือการออกแบบชีวิต



