ทำไมคนไทยที่มีกว่า 66 ล้านคน มีคนในวัยทำงาน 40 ล้านคน มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 12 ล้านคน แต่มีผู้ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ เพียงประมาณ 5 ล้านคน จำนวน 278,177 ล้านบาทเท่านั้น ทำไมส่วนที่เหลืออีก 7 ล้านคนได้รับการยกเว้นเนื่องจากรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่ตกมานานหลายปี
ตรงกันข้ามกับรัฐที่ต้องใช้เงินมากขึ้นทุกปี ลองคิดง่าย ๆ หากในหมู่บ้านหนึ่งมีคนอยู่ร้อยหลังคาเรือน แต่มีเพียงยี่สิบหลังคาเรือนช่วยกันจ่ายเงินซ่อมถนน ซ่อมสะพาน และสร้างโรงเรียน วันหนึ่งถนนพัง โรงเรียนเก่า โรงพยาบาลต้องขยาย ทุกคนยังใช้บริการเหมือนเดิม แต่คนที่ช่วยกันจ่ายเป็นคนกลุ่มเดิม คำถามคือ ระบบแบบนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน
ย้อนมาดูประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์คล้าย ๆ กัน เราไม่ได้มีปัญหาเพราะคนไม่อยากเสียภาษีเพียงอย่างเดียว แต่มีปัญหาเพราะคนจำนวนมากยังสร้างรายได้ไม่ถึงระดับเสียภาษีต่างหาก ถ้ามองลึก ๆ การไม่เสียภาษีของคนจำนวนมากอาจสะท้อนว่า รายได้ของเขายังต่ำเกินไป เศรษฐกิจยังสร้างงานที่มีรายได้สูงได้ไม่มากพอ
ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังมีปัญหาลึกกว่าแค่เรื่องภาษี นั่นคือคนจำนวนมากยังมีรายได้ไม่มากพอจะเสียภาษี ขณะที่ประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง คนส่วนใหญ่ยินดีเสียภาษี เพราะรายได้ของเขาสูงพอ และเขาเชื่อว่าภาษีจะกลับมารูปของถนน โรงเรียน โรงพยาบาล ระบบขนส่ง และสวัสดิการที่มีคุณภาพ
อีกด้านหนึ่งคนที่เสียภาษีในประเทศไทยยังเป็นกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ เพราะไม่มีทางเลี่ยง เช่น พนักงาน ”มนุษย์เงินเดือน” ถูกหักภาษีทุกเดือน ผู้ประกอบการในระบบต้องยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันคนอีกจำนวนไม่น้อยยังอยู่นอกระบบเศรษฐกิจ สูงถึง 48 ของจีดีพี สัดส่วนประชากรในวัยทำงานอีกกว่า 27 ล้านคน เช่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร ยังคงอยู่นอกระบบภาษีและไม่มีฐานข้อมูลรายได้ที่ชัดเจน ส่งผลให้ภาระภาษีทางตรงตกอยู่กับกลุ่ม “มนุษย์เงินเดือน” หรือผู้ทำงานในระบบที่มีเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่ายชัดเจน จนถูกมองว่าเป็นเดอะแบก
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปราะบางทางการคลังอย่างรุนแรง เนื่องจากฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แคบมาก ส่งผลให้รายได้หลักของประเทศกระจุกตัวอยู่กับประชากรกลุ่มเล็ก ๆ และกลายเป็นระเบิดเวลาต่อความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต
ทุกวันนี้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้เพียงประมาณ 16% ต่อจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (18% ต่อจีดีพี) และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (24% ต่อจีดีพี) ภาวะขาดดุลการคลังเรื้อรัง รายรับของรัฐไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง และดันเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะเกิดวิกฤติงบประมาณตามมา
หากต้องการให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือ เก็บภาษีจากคนเดิมให้มากขึ้น อีกทางหนึ่งคือ ทำให้คนมีรายได้สูงพอจะร่วมเสียภาษีเพิ่มขึ้น แนวทางแรกทำได้ง่าย แต่ไปไม่ไกลอาจจะได้ช่วงแรก ๆ ส่วน แนวทางที่สอง ทำได้ยากกว่าแต่ยั่งยืนกว่า น่าเสียดายที่ผ่านมาประเทศไทยมักถกเถียงกันเรื่องการขึ้นภาษีมากกว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้เพิ่ม เมื่อเศรษฐกิจโตช้า ผลิตภาพแรงงานไม่เพิ่ม การลงทุนใหม่ไม่มาก ค่าจ้างโตช้า คนจำนวนมากยังไม่หลุดพ้นจากฐานรายได้ต่ำ ผลคือ ฐานภาษีไม่ขยาย แม้เวลาผ่านไปหลายปี
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น งบประมาณดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแต่วัยทำงานกลับลดลง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยจึงเป็นโจทก์ที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ เพราะคนที่สร้างรายได้ให้รัฐกำลังมีสัดส่วนลดลง แต่คนที่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐกลับเพิ่มขึ้น ถ้าเปรียบเทียบประเทศเป็นครอบครัว ก็เหมือนบ้านที่มีลูกหลานทำงานลดลง แต่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลมากขึ้น หากรายได้ไม่เพิ่ม สุดท้ายต้องกู้เงิน หรือไม่ก็ลดคุณภาพชีวิตของทุกคนลดลง
หลายคนเสนอว่า หากรัฐขาดรายได้ก็ขึ้นภาษีคนรวย ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริง คนที่มีรายได้สูงมากมีจำนวนไม่มากมีไม่ถึง1%ของประชากร ต่อให้เก็บภาษีเพิ่ม ก็อาจช่วยได้เพียงบางส่วน ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า จะเก็บภาษีใครเพิ่ม แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ เราต้องลงทุนสร้างงานที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การจ้างงานราคาถูก เราต้องการการศึกษาที่สร้างทักษะใหม่ๆ ไม่ใช่ผลิตแรงงานแบบเดิม เราต้องการระบบภาษีที่เป็นธรรม สะดวกจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบมากกว่าการทำให้คนกลัวการเสียภาษี
ที่สำคัญ ที่ผ่านมาเรามีนักการเมืองที่ห่วงแต่หาเสียง หาคะแนน ไม่ได้คิดถึงอนาคตประเทศทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จึงมักจะได้ยินนโยบายแจกเงิน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มสวัสดิการ แต่แทบไม่เคยได้ยินคำถามว่า เงินมาจากไหน อย่าลืมทุกนโยบายมีต้นทุน เพียงแต่บางครั้งเราเลื่อนการจ่ายออกไปในรูปของหนี้สาธารณะ หรือผลักภาระให้คนรุ่นลูกหลาน
ฉะนั้น ตัวเลขผู้เสียภาษีเพียง 5 ล้านคนหรือราว 7.8% ของประชากรที่จ่ายภาษีเงินได้ จึงไม่ใช่เรื่องของกรมสรรพากรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศไทยที่กำลังบอกเราว่า เศรษฐกิจยังสร้างรายได้ให้ประชาชนได้ไม่มากพอ ผลิตภาพของประเทศยังไม่สูง และฐานภาษียังแคบเกินกว่าจะรองรับภาระของสังคมสูงวัย ประเทศไทยกำลังแก่ลง แรงงานกำลังลดลง รัฐที่ต้องใช้เงินมากขึ้นและเห็นคนกลุ่มเดิม ๆ ที่ต้องแบกภาระมากขึ้นทุกปี คำถามจึงไม่ใช่ว่า ทำไมคนไทยเสียภาษีน้อย”แต่ควรถามว่า”ทำไมคนไทยจำนวนมากจึงยังมีรายได้ต่ำ”
หากวันหนึ่งเราตอบคำถามนี้ได้ และ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุสำเร็จ จำนวนผู้เสียภาษีจะเพิ่มขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ รายได้ของรัฐจะมั่นคงขึ้นเองโดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีและเศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตอย่างแข็งแรงอย่างที่เป็นอยู่ ภาษีไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายรายได้ที่ดีของประชาชนต่างหาก คือรากฐานภาษีที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานของประเทศที่มั่นคงที่สุด
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
ดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน… คนไทยได้อะไร
จุดเสี่ยงที่ซ่อนในงบประมาณปี 70
ไทยขึ้นชั้นประเทศรายได้สูง… ความหวังหรือแค่ฝัน?



