การขับเคลื่อนนโยบายศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของประเทศไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อรองรับการแข่งขัน ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว บริษัท โอแคร์ เฮลท์ ฮับ จำกัด (OCare Health Hub Co.Ltd) สตาร์ตอัปผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ (Health Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการแพทย์ ได้พัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาจัดการข้อมูลในระบบสาธารณสุข โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA
ธนพร สุรินคำ Chief Operating Officer (COO) บริษัท โอแคร์ เฮลท์ ฮับ จำกัด กล่าวว่า หัวใจหลักของ OCare คือความเชี่ยวชาญในเรื่องข้อมูลสุขภาพ (Health Data) ซึ่งในปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อเปลี่ยนจากระบบงานหลังบ้านให้กลายเป็นเครื่องมือช่วยขับเคลื่อนทั้งในมิติทางการแพทย์และการบริหารจัดการโรงพยาบาลได้พร้อมกัน โดยคุณธนพร ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง COO ควบคู่กับ Customer Success Manager และเข้ามาดูแลกระบวนการ Shift ระบบไปสู่รูปแบบเชิงพาณิชย์ (Commercial)
จาก AI ผู้ช่วยแพทย์ สู่ระบบรายงานอัตโนมัติ
OCare เริ่มต้นธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2017 จากการรวมตัวของทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี นำโดยแพทย์หญิงชุติมา ดุลย์มณี CEO ซึ่งผันตัวมาบริหารธุรกิจเต็มตัว และ นายแพทย์ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล CTO ซึ่งเป็นศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (Hip and Knee Surgeon) ที่เชี่ยวชาญด้าน Data Analytics โดยผลิตภัณฑ์แรกที่ใช้เวลาพัฒนาปีกว่าก่อนเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี 2018 คือ Joey Doctor ซึ่งเป็น AI ผู้ช่วยแพทย์ในแผนกตรวจสุขภาพ (Health Checkup Department)
คุณธนพร เล่าว่า ระบบนี้พัฒนาขึ้นเพื่อลดขั้นตอนการทำรายงานผลตรวจสุขภาพแบบเดิมที่เป็นระบบแรงงานคน (Manual) ซึ่งส่งผลให้ใช้เวลาทำงานนานและมีความเสี่ยงต่อการเกิด Human Error รวมถึงปัญหาการส่งผลล่าช้าจนโรงพยาบาลเสี่ยงต่อการถูกปรับ ตัวระบบใช้ Expert Engine (Rule-based) ในการประมวลผลแล็บทั่วไป เช่น ผลเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ ผ่านเงื่อนไขค่าต่ำสุด-สูงสุด (Min Max) ของแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งมีความแม่นยำร้อยละ 100 ขณะเดียวกันก็ใช้ Machine Learning (NLP) ในการดักจับคีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษจากผลเอ็กซ์เรย์ (X-Ray) เพื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่าย
ในแง่ความฉลาดเชิงลึก คุณธนพร ระบุว่า AI ตัวนี้มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) และเงื่อนไขที่ซับซ้อนเกี่ยวเนื่องกัน เช่น การเชื่อมโยงค่าบ่งชี้มะเร็งเข้ากับประวัติทางการแพทย์ของครอบครัว รวมถึงประวัติการสูบบุหรี่
ด้านความปลอดภัยทางข้อมูลและความปลอดภัย (Data Privacy & Security) : ระบบได้รับการออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยข้อมูลที่ถูกส่งไปประมวลผลบน Cloud จะอยู๋ในรูปแบบ Non-Personally identifiable Information (Non-PII) หรือข้อมูลที่ไม่สามารถนำมาใช้ระบุตัวตนของบุคคลได้โดยตรง ปราศจากข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (Sensitive PII) เช่น ชื่อหรือนามสกุล โดยใช้เพียงรหัสผู้ป่วย (HN) และรหัสการเข้ารับบริการ (VN/EN) ในการอ้างอิงเท่านั้น
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวมุ่งเน้นการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ (Clinical Decision Support) โดยไม่ได้เข้ามาแทนที่บุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์ยังคงเป็นผู้ทบทวน ตรวจสอบความถูกต้อง และอนุมัติผลตรวจก่อนส่งถึงผู้รับบริการเสมอ
ปัจจุบัน Joey Doctor ให้บริการในโรงพยาบาลเอกชนกว่า 50 แห่ง เช่น เครือพญาไท เครือเปาโล และเครือโรงพยาบาลพริ้นซิเพิล (Principal Healthcare) โดยรองรับทั้งการตรวจแบบ Premium Walk-in และการตรวจแบบปริมาณมาก (Mass Checkup) เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีขององค์กร มีฐานข้อมูลสะสมที่ผ่านการประมวลผลไปแล้วกว่า 10 ล้าน Transaction และออกรายงานให้แก่คู่ค้าองค์กรไปแล้วมากกว่า 30,000 บริษัท โดยมีอัตราความผิดพลาด (Error Rate) อยู่ที่ร้อยละ 0.7 เท่านั้น
ปลดล็อกข้อมูล HIS สู่ Real-Time Dashboard

จากการดำเนินงานร่วมกับแผนกตรวจสุขภาพ OCare ได้เล็งเห็นข้อจำกัดของผู้บริหารโรงพยาบาลที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์เพื่อนำมาวางแผนกลยุทธ์ได้ทันท่วงที เนื่องจากระบบเดิมต้องใช้เวลาในการรอให้ฝ่าย IT หรือหัวหน้าแผนกดึงข้อมูลและวิเคราะห์แยกแต่ละไตรมาส ความท้าทายด้านข้อมูลนี้เองที่นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Health Atlas” (ซึ่งปัจจุบันได้รับการต่อยอดและเปลี่ยนชื่อเป็น Journey Insight) ขึ้น ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล (HIS) โดยตรง ภายใต้มาตรฐานสากล HL7 และระบบรักษาความปลอดภัย SSL 2048 bit
ระบบนี้จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายให้มาอยู่ในรูปของ Data Warehouse แล้วแปลงข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนให้แสดงผลบน Real-Time Dashboard ทั้งข้อมูลรายได้, ยอดผู้ป่วยนอก (OPD), ผู้ป่วยใน (IPD), ผู้ป่วยวิกฤต หรืออัตราการเสียชีวิต (Dead Case) ช่วยให้ฝ่ายบริหารมองเห็นปัญหาและคอขวดในเชิงปฏิบัติการได้ทันที นอกจากนี้ระบบยังรองรับกรณีที่สถานพยาบาลระดับชุมชนหรือ รพ.สต. ไม่มีระบบสารสนเทศโรงพยาบาล โดยสามารถใช้วิธีนำเข้าข้อมูลผ่านการดัมพ์ไฟล์ Excel (Excel Dump) ได้เช่นกัน
ผลลัพธ์จากการใช้งานจริงในสนามทดสอบ
OCare ได้นำต้นแบบแพลตฟอร์ม Health Atlas ไปทดสอบใช้งานจริง (Proof of Concept – POC) เป็นเวลา 2 ปี ในสถานพยาบาล 3 แห่งของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โรงพยาบาลศรีพัฒน์ โรงพยาบาลหางดง และโรงพยาบาลเวียงแหง พบว่าระบบมีความแม่นยำในการประมวลผลร้อยละ 98
คุณธนาพร เผยถึงความสำเร็จหลังนำแพลตฟอร์ม Health Atlas ไปทดสอบใช้งานจริง (POC) ในโรงพยาบาลพันธมิตร พบว่าระบบเข้ามาช่วยแก้ปัญหาคอขวด ลดระยะเวลารอคอย (Waiting Time) และปรับปรุง Workflow จนอัตราการร้องเรียนลดลงชัดเจน ขณะเดียวกันในกลุ่มโรงพยาบาลชุมชน ระบบได้ช่วยวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ยา และเวชภัณฑ์ จนสามารถลดต้นทุนแฝง และช่วยให้ผลประกอบการมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แรงขับเคลื่อนจาก NIA ตัวเร่งปฏิกิริยาสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
ในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการ Health Atlas ผ่านโครงการ “แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน” ภายใต้กลไกสนับสนุนนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) โดยอนุมัติเงินทุนอุดหนุนจำนวน 1,040,000 บาท (คิดเป็นร้อยละ 60.12 ของมูลค่าโครงการพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพรวม 1,730,000 บาท) เพื่อใช้ในหมวดค่าใช้จ่ายการปรับปรุงระบบ API สำหรับเชื่อมต่อข้อมูลโรงพยาบาล และค่าวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานจริง
การดำเนินงานภายใต้กรอบเวลา 12 เดือนของ NIA ส่งผลให้ OCare สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มจนพร้อมออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้ภายในเวลา 4 เดือน โดยโครงการนี้มีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) อยู่ที่ร้อยละ 183.89 และมีระยะเวลาคืนทุน 1 ปี 1 เดือน จากมูลค่าการลงทุนรวม 8,000,000 บาท
แผนขยายฐานสู่ 100 โรงพยาบาลเอกชน
สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต คุณธนพร กล่าวว่า OCare กำลังนำองค์ความรู้จากแพลตฟอร์มดังกล่าว มาต่อยอดสู่แบรนด์ภายใต้ชื่อ “Johnny Insight” เพื่อมุ่งทำตลาดกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนโดยเฉพาะ โดยเน้นตอบโจทย์เป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ (Revenue Growth) ด้วยการใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชืงลึกด้านการตลาด และการส่งมอบประสบการณ์ดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare Marketing) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ (POC) ร่วมกับกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ และตั้งเป้าหมายขยายฐานการให้บริการครอบคลุม 100 โรงพยาบาล ภายในปี 2026 พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีแผนการระดมทุนและอยู่ระหว่างการเจรจาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรระดับสากล
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคม (Economic & Social Impact) คาดการณ์มูลค่ารวมกว่า 473 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพและการตลดต้นทุนของสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน
ความสำเร็จของ OCare สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อนวัตกรรมข้อมูลสุขภาพฝีมือคนไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เนคเทค–ก.พ.ร. เปิดตัว ‘Agentic AI Chatbot’ เชื่อมบริการรัฐ ถามจุดเดียวจบ
AIS ถอดบทเรียน Sovereign AI จากใช้งานจริง สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อภาครัฐ



