ภาครัฐไทยกำลังก้าวจากการใช้ AI เพื่อตอบคำถามในรูปแบบ Chatbot ไปสู่ “Agentic AI” ที่สามารถวิเคราะห์ วางแผน และช่วยดำเนินงานภายใต้การควบคุมของมนุษย์ โดย 5 หน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมที่ดิน กรมการปกครอง และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เผยแนวทางนำ AI มาใช้ตั้งแต่บริการด้านภาษี การอนุมัติผลิตภัณฑ์สุขภาพ งานที่ดินและทะเบียนราษฎร ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดขั้นตอน และยกระดับบริการประชาชนสู่ระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
กรมสรรพากร: พัฒนา “น้องอารี” สู่เลขาฯ ส่วนตัวด้านภาษีเต็มรูปแบบในปี 2570
ภิญญู กำเนิดหล่ม ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรขับเคลื่อนการทำงานภายใต้วิสัยทัศน์การจัดเก็บภาษีที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยมีพันธกิจหลักที่เรียกว่า “สามตรง” คือการจัดเก็บภาษีให้ตรงเป้า เสนอนโยบายให้ตรงกลุ่ม และพัฒนาบริการด้านภาษีให้ตรงใจประชาชน ผ่านกลยุทธ์ “Smile Aree” ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาทำให้การเสียภาษีกลายเป็นเรื่องง่าย
ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้พัฒนา “น้องอารี” ซึ่งเริ่มแรกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเสมือนเพื่อนผู้มีไมตรีจิตและเอื้ออารีต่อผู้เสียภาษี ปัจจุบันกรมฯ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการแบบครบวงจร (Digital End to End) ผ่านระบบ DMETAX ซึ่งมีบริการเตรียมข้อมูลล่วงหน้า (Pre-Fill) ทำให้ประชาชนสามารถยื่นแบบและขอคืนภาษีได้อัตโนมัติ
สำหรับแผนงานในอนาคต (พ.ศ. 2566-2570) กรมสรรพากรได้วางโรดแมปด้าน AI อย่างเป็นระบบ โดยในปี พ.ศ. 2568 กรมฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง NECTEC และธนาคารกรุงไทย เพื่อพัฒนาให้อารีกลายเป็น Voice Bot ที่สามารถสนทนาและตอบข้อสงสัยด้านภาษีด้วยภาษามนุษย์ผ่านระบบเสียงอัจฉริยะ (IVR) และตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี พ.ศ. 2570 ที่จะพัฒนา “อารี Chatbot” ให้เป็น Generative AI ที่เป็นเสมือนเลขา ที่ปรึกษา และผู้ช่วยวางแผนภาษีส่วนบุคคล (Personal Assistant) ทันทีที่ผู้เสียภาษีเข้าสู่ระบบ นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังมีแผนยกระดับศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยข้อมูลให้เป็นระบบอัจฉริยะ (Agentic SOC) อีกด้วย
อย. มุ่งสร้าง “AI Center” แพลตฟอร์มกลางสร้างสมดุลความเร็วและความปลอดภัย
ในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชกร อาทิตย์ พันเดช ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรมและการบริการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า หน้าที่สำคัญของ อย. คือการสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วในการให้บริการและการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจาก อย. ต้องดูแลผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งอาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง และสมุนไพร ซึ่งในแต่ละปีมีการออกใบอนุญาตสูงถึงหลายแสนใบ
ที่ผ่านมา อย. ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงระบบงานบริการสู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมด (e-Submission) และเริ่มนำ AI ในรูปแบบ OCR หรือ RPA มาช่วยงานเฉพาะจุด ทว่าการนำ AI มาแยกใช้นั้นก่อให้เกิดปัญหาข้อมูลแยกส่วน (Silo)
เป้าหมายถัดไปของ อย. คือการก้าวสู่การเป็น “AI Center” หรือการสร้างแพลตฟอร์ม AI กลางขององค์กร เพื่อแบ่งปันทรัพยากรเทคโนโลยีร่วมกันผ่านระบบ API เช่น ระบบอ่านเอกสารอัจฉริยะ (OCR) ส่วนกลาง ที่สามารถเปิดให้บริการต่างๆ เรียกใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนแล้ว ยังช่วยให้ควบคุมด้านธรรมาภิบาลและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ อย. ได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนงานด้านปัญญาประดิษฐ์ให้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างยั่งยืน
กรมที่ดิน: ปลดล็อกคอขวดงานแผนที่และกฎหมายซับซ้อนด้วย “น้อง AI-Din”
งานบริการที่ดินมักประสบปัญหาความล่าช้าเนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อน ดร.ภีระ ยมวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจรังวัดเพื่อทำแผนที่ กรมที่ดิน อธิบายว่า กรมที่ดินได้นำ AI เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาคอขวดในภารกิจหลัก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การอ่านแปลและตีความภาพถ่ายทางอากาศ: ในกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินเก่าแก่ ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) หรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ แสดงถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินและที่อยู่อาศัย (น.ส. 3) จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2495 และ 2510) ซึ่งทั้งประเทศมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จำกัดและทยอยเกษียณอายุ กรมที่ดินจึงนำ AI เข้ามาช่วยอ่านแปลและตีความรูปภาพเก่าในพื้นที่ที่มีลักษณะทางกายภาพชัดเจน เช่น พื้นที่ทำนาหรือชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและกรองงานขั้นพื้นฐานให้เร็วขึ้นเกือบ 20%
- การสกัดข้อมูลรูปแปลงที่ดินจากหน้าโฉนดกระดาษ: เดิมทีฐานข้อมูลรูปแปลงที่ดินในระบบค้นหา “Land Map” ได้จากการลอกลายระวางแผนที่เก่าทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางภูมิศาสตร์ กรมที่ดินจึงนำ AI มาใช้สกัดรูปแปลงที่ดินและสแกนข้อความตัวอักษร (OCR) ชื่อหลักเขตจากโฉนดที่วาดด้วยมือในอดีตมาแปลงเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอการรังวัดใหม่ทั้งหมดที่ต้องใช้เวลานาน
- ระบบผู้ช่วยตอบปัญหากฎหมายที่ดิน: กฎหมายที่ดินมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นลำดับสิทธิ์การโอนมรดก กรมที่ดินจึงเปิดตัว “น้อง AI-Din” Chatbot เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์สืบค้นกฎหมายและตอบคำถามได้รวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลารอคิวของประชาชนลง
สำหรับแผนงานในอนาคต กรมที่ดินเตรียมเปิดให้ประชาชนใช้งาน “น้อง AI-Din” ได้โดยตรง และมีเป้าหมายพัฒนาให้ AI สามารถจัดทำเอกสารและสร้างแบบฟอร์มเฉพาะทางราชการ เช่น สัญญาซื้อขายหรือสัญญาจำนองที่ดินให้อัตโนมัติ โดยที่ประชาชนเพียงตรวจสอบความถูกต้องและลงลายมือชื่อดิจิทัลเท่านั้น
นอกจากนี้ ดร.ภีระ ยังได้นำเสนอแนวคิดในการนำ AI มาเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลข้ามหน่วยงาน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครอง และกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงและคัดกรองกรณีการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว (Nominee) ที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งยากต่อการตรวจสอบด้วยแรงงานคนแบบเดิม
กรมการปกครอง: เฝ้าระวังการทุจริตทางทะเบียน และยกระดับแอปพลิเคชัน ThaiD
สุชาดา คำวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบข้อมูล กรมการปกครอง ชี้ให้เห็นว่า กรมการปกครองมีบทบาทในการดูแลข้อมูลทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นฐานข้อมูลรากฐานของประเทศ โดยเริ่มเปลี่ยนผ่านจากเอกสารกระดาษมาสู่ระบบดิจิทัลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 และพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบเปรียบเทียบลายนิ้วมือในปี พ.ศ. 2552 และระบบจดจำใบหน้าในปี พ.ศ. 2562
ปัจจุบัน กรมการปกครองมุ่งให้บริการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน “ThaiD” ซึ่งได้รับการดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงจากศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัย (SOC Center) และมีการให้บริการตอบข้อซักถามของประชาชนผ่านระบบ AI Chatbot ภายในแอปพลิเคชัน รวมถึงบริการผ่านหน้าเว็บไซต์ 1548
สำหรับก้าวต่อไป กรมการปกครองเตรียมนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจจับและวิเคราะห์พฤติกรรมการทุจริตทางทะเบียนราษฎรที่มีรูปแบบซับซ้อน เช่น ขบวนการแอบอ้างสวมสิทธิ์แจ้งเกิดเท็จ หรือการจดทะเบียนสมรสแฝงของชาวต่างชาติเพื่อขอสถานะในประเทศไทย (กรณีพ่อทิพย์แม่ทิพย์) เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของฐานข้อมูลประชาชนไทยให้อยู่ในมาตรฐานสูงสุด
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ: ดูแลสิทธิประชาชนทันใจด้วย Chatbot “พี่คุ้มครอง”
ปรียาภา ขำคม นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สังกัดศูนย์ข้อมูลและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สะท้อนถึงข้อจำกัดในภารกิจการให้ความรู้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิ์ประชาชนว่า ปัจจุบันกรมฯ เผชิญความท้าทายจากจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอต่อการให้บริการปรึกษาข้อกฎหมายแก่ประชาชนทั่วประเทศ
จึงเป็นที่มาของการพัฒนา AI Chatbot นามว่า “พี่คุ้มครอง” ให้บริการตอบคำถามกฎหมายเบื้องต้นแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน LINE Official Account ครอบคลุมกฎหมายภายใต้กระทรวงยุติธรรมและกฎหมายทั่วไปในชีวิตประจำวันรวมกว่า 201 ฉบับ ซึ่งเปิดให้บริการมากว่าหนึ่งปี มีประชาชนลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 4,000 ราย และตอบคำถามไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นครั้ง
ในระยะถัดไป กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีแผนพัฒนาให้ประชาชนสามารถใช้บริการตรวจสอบสถานะการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาผ่าน “พี่คุ้มครอง” ได้โดยตรง โดยอาศัยระบบยืนยันตัวตนผ่าน ThaiID ของกรมการปกครองเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ กรมฯ ยังวางแผนนำ Agentic AI เข้ามาประมวลผลข้อมูลเอกสารหลักฐาน คัดกรองความถูกต้อง และช่วยเขียนร่างสำนวนเบื้องต้นสำหรับการพิจารณาจ่ายเงินเยียวยา เพื่อย่นระยะเวลาการทำงานและมอบบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้นแก่ประชาชนโดยในอนาคตต้องการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อขอรับข้อมูลใบเสร็จหรือใบชันสูตรพลิกศพแบบดิจิทัลซึ่งแต่เดิมต้องใช้เวลาในการจัดส่งค่อนข้างนาน
ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จของ Agentic AI ในภาครัฐ
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานจริง ทั้ง 5 หน่วยงานเห็นพ้องต้องกันว่า การก้าวไปสู่ระบบ Agentic AI เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนนั้น มีปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จที่ภาครัฐไทยต้องร่วมกันสร้างขึ้น ดังนี้
- เป้าหมายและขอบเขตที่ชัดเจน (Strategy & Goal): การเริ่มนำเทคโนโลยีมาปรับใช้งานต้องกำหนดเป้าหมายและขอบเขต (Scope) การทำงานให้สอดคล้องกับภารกิจองค์กรอย่างแท้จริงและได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้นำหน่วยงานเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง
- คุณภาพและความพร้อมของข้อมูล (Data Quality): ข้อมูลที่นำมาให้ AI ประมวลผลและตอบคำถามประชาชนจะต้องมีความถูกต้อง มีมาตรฐาน มีการจัดทำโครงสร้างระบบข้อมูลและ Meta Data ที่ชัดเจน
- การเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกัน (Integration & Open Data): การบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันและการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อทำลายระบบข้อมูลแบบแยกส่วน (Silo) จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสร้างระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Government) ให้แก่ประชาชน
- การพัฒนาและเตรียมความพร้อมของคน (People): ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม ตลอดจนสร้างทีมงานที่สามารถปรับแต่งระบบ (Fine Tuning) และดูแลการทำงานของ AI ได้อย่างถูกต้อง
- ธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล AI (AI Governance Framework): หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องกำหนดกรอบธรรมาภิบาลและความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ AI (AI Governance) เพื่อเป็น “แนวป้องกัน” (Guard Rail) ไม่ให้ AI ทำงานผิดเพี้ยน ประมวลผลผิดพลาด หรือเปิดเผยข้อมูลที่ละเมิดกฎหมาย
การก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI ของทั้ง 5 หน่วยงานนำร่องในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านระบบราชการไทยจากการทำงานเอกสารแบบเดิม ไปสู่ระบบบริการอัจฉริยะที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เนคเทคก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 จัด NECTEC ACE 2026 ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่อนาคต
AIS ถอดบทเรียน Sovereign AI จากใช้งานจริง สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อภาครัฐ



