กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.)
ความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการรถไฟและชิ้นส่วนระบบรางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมุ่งผลักดันเทคโนโลยีฝีมือคนไทยไปใช้จริง (เทคลงราง) บูรณาการเป้าหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (ล็อกเป้า) และดันสัดส่วนการผลิตในประเทศ หรือ Local Content (เป๋าตุง) เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมระบบรางอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. โดย บพข. ตั้งเป้าสนับสนุนทุนวิจัยกว่า 300 ล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี เพื่อยกระดับผู้ประกอบการกลุ่มระบบรางมากกว่า 150 ราย และผลักดันสัดส่วน Local Content ให้ได้ถึงร้อยละ 70 โดยวางแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่
- ลดอุบัติเหตุทางรางให้เป็นศูนย์ (Zero Accident) – นำเทคโนโลยีและงานวิจัยของคนไทยมาใช้ป้องกันอุบัติเหตุ โดยมี บพข. เป็นกลไกสนับสนุนทุนวิจัยที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถนำไปผลิตและส่งมอบให้กระทรวงคมนาคมใช้งานได้จริง
- ชุบชีวิตอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ – ผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปเดิม เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบราง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่อุตสาหกรรมโลหะ แต่ยังครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ยางพาราและภาคการเกษตรต้นน้ำ เพื่อรองรับแรงงานนับล้านคนและป้องกันปัญหาการตกงาน
- ยกระดับมาตรฐานและการทดสอบ (NQI) – ร่วมมือกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติและภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทดสอบระบบรางของอาเซียน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายจับคู่ธุรกิจ (Matching) ระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้ส่งออกของไทย
ด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การพัฒนาระบบรางต้องเน้นการสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เชื่อมโยงไร้รอยต่อ ทั้งรถไฟระหว่างเมือง ขนส่งมวลชนเมือง และการขนส่งสินค้า โดยใช้นวัตกรรมที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาต่างประเทศ
ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเสริมถึงการจัดแสดงนวัตกรรมภายในงานว่า แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการยกระดับความปลอดภัย การซ่อมบำรุง และการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศที่นำไปใช้งานได้จริง
รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ให้ข้อมูลว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า รฟท. มีความต้องการตู้โดยสารและตู้บรรทุกประมาณ 2,500 คัน ซึ่งประกอบกับ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง 2568 ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนด้านมาตรฐานและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดย บพข. จะนำโจทย์ใช้งานจริงจาก รฟท. และการสนับสนุนด้านมาตรฐานจาก สทร. มากำหนดการให้ทุนวิจัยเพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศตั้งแต่ร้อยละ 20 ถึง 70 ตามความพร้อมของเทคโนโลยี
อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยืนยันความพร้อมในการนำโจทย์จากการปฏิบัติงานจริง ทั้งด้านการเดินรถ การซ่อมบำรุง ระบบอาณัติสัญญาณ รถจักรและล้อเลื่อน มาแปลงเป็นโจทย์วิจัยและเปิดพื้นที่ทดสอบระบบภายใต้มาตรฐานสากล
ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) กล่าวว่า สทร. มุ่งสร้างรากฐานระบบรางไทยให้ยั่งยืนด้วยการเชื่อม “ทุนวิจัย–เทคโนโลยี–มาตรฐาน–ผู้ใช้จริง–ภาคอุตสาหกรรม” เข้าด้วยกัน นำโจทย์จริงจาก รฟท. มาพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างระบบทดสอบในประเทศ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้ใช้งานได้จริง ยกระดับผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และดึงมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ พร้อมส่งมอบระบบรางที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานสากลแก่ประชาชน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
แผน AI แห่งชาติระยะ 2 โจทย์ใหญ่ไทย ต้องก้าวจาก ‘ผู้ใช้’ สู่ ‘ผู้พัฒนา’
ก.พ.ร. – สวทช. – DGA ผสานพลังนำ AI ยกระดับงานบริการภาครัฐ



