Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

กลุ่มสามารถ ปรับทัพรับอนาคต ดัน AI–พลังงานสะอาด สร้างรายได้ใหม่ ส่งต่อผู้นำรุ่นใหม่

กลุ่มสามารถ ปรับทัพรับอนาคต ดัน AI–พลังงานสะอาด สร้างรายได้ใหม่ ส่งต่อผู้นำรุ่นใหม่

กลุ่มบริษัทสามารถ (SAMART) เดินหน้าปรับองค์กรครั้งใหม่ หลังดำเนินธุรกิจมายาวนาน 72 ปี โดยเตรียมต่อยอดฐานธุรกิจเดิมไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ธุรกิจองค์กร และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งเป้าให้ธุรกิจใหม่สร้างรายได้อย่างน้อย 10% ภายใน 2–3 ปี พร้อมเปิดตัวทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ “SAMART NEW GEN” ซึ่งจะเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญและร่วมขับเคลื่อนองค์กรในระยะต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจเสาอากาศโทรทัศน์ จานดาวเทียม ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 จนถึงการเป็นบริษัทเทคโนโลยีในปัจจุบัน การปรับทัพครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวขององค์กรที่ต้องการลดการยึดติดกับภาพจำเดิม และสร้างโอกาสจากธุรกิจนวัตกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต

ครึ่งปีแรกกำไรโต 30% งานในมือแตะ 14,889 ล้านบาท

วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร – ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และพัฒนาธุรกิจใหม่ กลุ่มบริษัทสามารถ
วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร – ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และพัฒนาธุรกิจใหม่ กลุ่มบริษัทสามารถ

ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มสามารถมีรายได้รวม 5,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้ 5,300 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จาก 215 ล้านบาทในปีก่อน

เฉพาะไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 2,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% และมีกำไรสุทธิประมาณ 131–141 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8

ปัจจุบัน กลุ่มสามารถมีมูลค่างานตามสัญญาที่ยังไม่รับรู้รายได้ 14,889 ล้านบาท และเตรียมเข้าประมูลโครงการใหม่มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่างานในมือให้เกิน 20,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี เพื่อรองรับการเติบโตและสร้างรายได้ในระยะต่อไป

เดิมบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ไว้ประมาณ 14,000 ล้านบาท แต่ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลช่วงครึ่งปีแรกส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณชะลอตัว ประกอบกับสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่กระทบจำนวนเที่ยวบิน บริษัทจึงอาจปรับลดเป้าหมายรายได้ลง อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังมั่นใจว่ากำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีก่อน ซึ่งทำได้ 480 ล้านบาท และคาดว่ากำไรสุทธิมีโอกาสแตะระดับ 1,000 ล้านบาทในปีหน้า

3 ธุรกิจหลักหนุนฐานรายได้

ธุรกิจดิจิทัลไอซีทีโซลูชัน ภายใต้บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่ม ในไตรมาส 2 บริษัทลงนามสัญญาโครงการใหม่รวม 2,358 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศเพื่อบริหารทรัพยากรองค์กรของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการพัฒนาระบบรังวัดอิเล็กทรอนิกส์ของกรมที่ดิน

ปัจจุบัน SAMTEL มีมูลค่างานในมือประมาณ 7,997 ล้านบาท และคาดว่าจะเข้าร่วมประมูลงานใหม่อีกไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง หลังงบประมาณภาครัฐเริ่มกลับมาเบิกจ่าย

ธุรกิจสาธารณูปโภคและขนส่งมีมูลค่างานในมือ 6,738 ล้านบาท โดยบริษัท เทด้า จำกัด หรือ TEDA ซึ่งรับงานก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง เริ่มขยายไปสู่งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยสำหรับเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่งผลให้รายได้เติบโต 21%

ส่วนบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV ผู้ให้บริการบริหารจราจรทางอากาศในกัมพูชา แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในไตรมาส 2 แต่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3

รายได้มากกว่า 70% ของ SAV มาจากเที่ยวบินที่บินผ่านน่านฟ้ากัมพูชา โดยเที่ยวบินจากเวียดนามที่ผ่านน่านฟ้ากัมพูชาเติบโต 24% และมีสัดส่วนเกือบ 40% ของเที่ยวบินผ่านทั้งหมด ขณะเดียวกัน นโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนตุลาคม ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนรายได้

ธุรกิจดิจิทัลคอมมิวนิเคชัน ภายใต้บริษัท สามารถดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC มีรายได้จากการติดตั้งอุปกรณ์ระบบวิทยุสื่อสารดิจิทัลเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทย สัญญาปัจจุบันจะสิ้นสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม แต่บริษัทคาดว่าจะได้รับการต่อสัญญาหรือชนะการประมูลงานต่อเนื่อง ปัจจุบันธุรกิจนี้มีมูลค่างานในมือ 154 ล้านบาท

วาง 4 ธุรกิจใหม่สร้างรายได้ 10% ใน 2–3 ปี

กลุ่มสามารถตั้งเป้าให้ธุรกิจใหม่สร้างรายได้อย่างน้อย 10% ของรายได้รวมภายใน 2–3 ปี โดยวางทิศทางไว้ 4 ด้าน ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาครัฐและภาคเอกชน พลังงานสะอาด ธุรกิจองค์กร และเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ด้านปัญญาประดิษฐ์ บริษัทเริ่มทดลองใช้ภายในองค์กรด้วยการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับฝ่ายการเงินและบัญชี ระบบดังกล่าวสามารถรวบรวมข้อมูลธุรกรรมนับแสนรายการจาก SAP แล้วประมวลผลเป็นงบการเงินและไฟล์นำเสนอสำหรับคณะกรรมการ ช่วยลดเวลาทำงานจากเดิม 30–35 ชั่วโมง เหลือไม่ถึง 30 นาที

บริษัทตั้งเป้าอบรมพนักงานให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้ 500–600 คนภายในสิ้นปีนี้ หลังจากอบรมผู้บริหารแล้วกว่า 150 คน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน ก่อนนำระบบที่พัฒนาขึ้นไปให้บริการแก่ลูกค้าภาครัฐและเอกชน โดยอาศัยฐานลูกค้าที่มีอยู่ในหลายกระทรวง รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการรายใหญ่

ด้านพลังงานสะอาด กลุ่มสามารถจัดตั้งบริษัท สามารถ กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อพัฒนาโซลูชันด้านโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจากจีนติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยเตรียมเปิดตัวและทดสอบระบบในเดือนกันยายนนี้

สำหรับธุรกิจองค์กร บริษัทจะขยายบริการระบบคลาวด์ ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากฐานลูกค้าภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนมากขึ้น

ส่วนเทคโนโลยีแห่งอนาคต บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ระบบอัตโนมัติ และการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยเตรียมนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาจัดแสดงในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

เปิดตัว “SAMART NEW GEN” รับช่วงบริหารองค์กร

(จากซ้าย) นิธินันท์ วิไลลักษณ์ ชัยชนก วิไลลักษณ์ พรชนก วิไลลักษณ์ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ พัทธนันท์ วิไลลักษณ์ และ  รัฐนันนท์ วิไลลักษณ์
(จากซ้าย) นิธินันท์ วิไลลักษณ์ ชัยชนก วิไลลักษณ์ พรชนก วิไลลักษณ์ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ พัทธนันท์ วิไลลักษณ์ และ รัฐนันนท์ วิไลลักษณ์

การปรับองค์กรครั้งนี้ยังรวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บริหารรุ่นเดิมไปสู่ทีม “SAMART NEW GEN” ซึ่งจะเข้ามารับผิดชอบทั้งงานปฏิบัติการ การเงิน การพัฒนาธุรกิจ นักลงทุนสัมพันธ์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร เพื่อเปิดทางให้ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ มุ่งดูแลยุทธศาสตร์ภาพรวมและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้มากขึ้น

แมน–ชัยชนก วิไลลักษณ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จาก Cornell University และด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลจาก UC Berkeley รวมทั้งมีประสบการณ์ทำงานวิจัยที่ Stanford University โดยจะรับผิดชอบการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

โฟน–รัฐนันนท์ วิไลลักษณ์ ปรับบทบาทจากงานนักลงทุนสัมพันธ์ไปดูแลงานปฏิบัติการ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของกลุ่ม

พัท–พัทธนันท์ วิไลลักษณ์ สำเร็จการศึกษาด้านการเงินจาก University of Illinois และด้านการตลาดจากต่างประเทศ จะเข้ามาดูแลงานพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ พร้อมเรียนรู้โครงสร้างของบริษัทต่าง ๆ ภายในกลุ่ม

มายด์–พรชนก วิไลลักษณ์ ทายาทของ จรัล วิไลลักษณ์ สำเร็จการศึกษาจาก University of Illinois Urbana-Champaign รวมถึงระดับปริญญาโทจาก Columbia University และ UCL จะรับผิดชอบงานบริหารการเงินและบัญชีของกลุ่ม

ปาร์คกี้–นิธินันท์ วิไลลักษณ์ บุตรชายคนเล็กของคุณวัฒน์ชัย สำเร็จการศึกษาด้านภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลจาก Syracuse University และมีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวูด จะเข้ามาดูแลงานประชาสัมพันธ์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่และปรับภาพลักษณ์ของบริษัท

ปรับวัฒนธรรมองค์กรเปิดพื้นที่รับคนรุ่นใหม่

นอกจากปรับโครงสร้างผู้บริหารแล้ว กลุ่มสามารถยังเริ่มเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อรองรับบุคลากรรุ่นใหม่ โดยจัดทำพื้นที่ทำงานร่วมกันภายในอาคารสำนักงาน เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

ทิศทางของกลุ่มสามารถหลังดำเนินธุรกิจมายาวนาน 72 ปี จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรักษาฐานรายได้จากธุรกิจเดิม แต่กำลังเตรียมองค์กรสำหรับการเติบโตระยะต่อไป ทั้งการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีใหม่ ควบคู่กับการส่งต่อบทบาทให้ผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ดาต้าเซ็นเตอร์แสนล้าน: ไทยได้อะไรจากคลื่นลงทุนครั้งใหญ่

กรุงศรี ฟินโนเวต เข้าลงทุนใน 3 สตาร์ตอัปต่างประเทศสาย AI-InsurTech-FinTech

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar