การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ของไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากเดิมที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการจำแนกว่าโครงการใดเป็นโครงการสีเขียว กำลังขยับไปสู่การพิจารณาว่าเงินทุนควรถูกจัดสรรไปยังโครงการใด และโครงการนั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจ สร้างรายได้ และชำระหนี้ได้ในระยะยาวหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เกณฑ์พิจารณาการปล่อยสินเชื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่คุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ครอบคลุมถึงความพร้อมขององค์กร แผนการเปลี่ยนผ่าน ความพร้อมของเทคโนโลยี ตลอดจนความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานแถลงข่าว “Financing Thailand’s Next Economy” ว่า แนวโน้มดังกล่าวกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งสถาบันการเงินและนักลงทุน จากการพิจารณาเฉพาะตัวโครงการ ไปสู่การประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนและทำได้จริง รวมถึงความสามารถของสินทรัพย์ในการดำเนินงานและสร้างรายได้ภายใต้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ มี 3 เมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังมีผลต่อการจัดสรรเงินทุนและการพิจารณาความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจไทย
Transition Finance โจทย์ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือแต่อยู่ที่ความพร้อมของธุรกิจ
เมกะเทรนด์แรก คือการเติบโตของการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ซึ่งกำลังทำให้ความพร้อมขององค์กรกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงเงินทุน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังจะปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์การออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bonds) ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม การมีเครื่องมือทางการเงินไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถระดมทุนได้ทันที เพราะตราสารหนี้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการระดมทุน ไม่ใช่แผนการเปลี่ยนผ่านขององค์กร
สิ่งที่สถาบันการเงินและนักลงทุนต้องการเห็นมากขึ้นคือ ธุรกิจรู้หรือไม่ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ใด สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ควรเริ่มจากโครงการใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่
มีการประเมินว่าโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านในประเทศไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้า มีโอกาสในการระดมทุนและใช้เงินลงทุนประมาณ 230,000 ล้านบาท แต่ความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนของแต่ละโครงการจะแตกต่างกันตามระดับความพร้อมเชิงพาณิชย์
สถาบันการเงินจะพิจารณาดัชนีความพร้อมเชิงพาณิชย์ (Commercial Readiness Index: CRI) ประกอบการตัดสินใจ เช่น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งยังมีระดับความพร้อมต่ำ จึงเข้าถึงเงินทุนได้ยากกว่าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีความพร้อมสูงกว่า ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) กำลังมีบทบาทสำคัญต่อราคาพลังงานสะอาด
ทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของตลาดตราสารหนี้สีเขียวของไทย จากช่วงปี 2563-2567 ที่มีมูลค่าการออกรวม 9,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 19,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเพิ่มเป็น 22,000 ล้านบาทในปีนี้
AI และ Data Center โตแรงแต่เงินทุนจะมอง “คุณภาพการลงทุน” มากขึ้น
เมกะเทรนด์ที่สองมาจากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center ซึ่งกำลังดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ทำให้ประเด็นเรื่องพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ามามีบทบาทต่อการพิจารณาโครงการมากขึ้น
ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลถึง 1.12 ล้านล้านบาท มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center
ขณะเดียวกัน BOI เริ่มเพิ่มเกณฑ์คัดกรองโครงการ Data Center ทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และความสามารถในการรับมือกับภัยจากสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินความสามารถของโครงการในการเข้าถึงเงินทุน
การสร้าง Data Center ขนาด 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุน Hyperscaler ขนาดรวม 5 กิกะวัตต์ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท
การลงทุนดังกล่าวจะเชื่อมโยงไปยังระบบนิเวศเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างโอกาสในระบบนิเวศเทคโนโลยีประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงการลงทุนด้านการจัดการน้ำ เช่น ระบบหล่อเย็นแบบปิดและการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่
ธุรกิจพลังงานสะอาด แบตเตอรี่ และการบริหารจัดการน้ำ จึงมีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของ Data Center และมีแนวโน้มเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น ขณะที่โครงการขนาดใหญ่อย่าง Day One ซึ่งกำลังเปิดตัวในจังหวัดชลบุรี คาดว่าจะมีผู้สมัครงานประมาณ 6,000 คน
Climate Adaptation จากเรื่องสิ่งแวดล้อมสู่ความเสี่ยงทางการเงิน
เมกะเทรนด์ที่สามคือการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ซึ่งกำลังเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดสรรเงินทุนมากขึ้น ที่ผ่านมา การเงินเพื่อความยั่งยืนมักให้น้ำหนักกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) แต่ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มเติมอีก 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 25 ปีข้างหน้า
ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนสำหรับการปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติประมาณ 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเงินลงทุนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ที่ประมาณ 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลสำคัญคือความเสี่ยงทางกายภาพจากน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อภัยเหล่านี้กระทบต่อรายได้ เพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน หรือลดมูลค่าหลักประกัน ความเสี่ยงดังกล่าวจะกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินโดยตรง
หากภาคธุรกิจไม่มีการปรับตัวอย่างเหมาะสม ประเทศไทยอาจสูญเสีย GDP ประมาณ 7% จากผลกระทบของภัยพิบัติ โดยภาคการผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงหากต้องเผชิญภัยธรรมชาติซ้ำซาก
การลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือจึงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) และการใช้แนวทางแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-Based Solution: NBS) เช่น ป่าชายเลน ซึ่งกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาจัดสรรเงินทุน
เมื่อรวมโอกาสทางการเงินและการระดมทุนของโครงการที่มีความพร้อมในการเข้าถึงเงินทุน ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำและการปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติ คาดว่าประเทศไทยจะมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 2.23 ล้านล้านบาทภายในปี 2035
จาก “ผ่านเกณฑ์สีเขียว” สู่แผนธุรกิจที่พิสูจน์ได้
การเปลี่ยนแปลงของตลาดทำให้บทบาทของสถาบันการเงินไม่ได้จำกัดอยู่ที่การพิจารณาปล่อยสินเชื่อ แต่ขยายไปสู่การช่วยให้ธุรกิจเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการระดมทุน
ซีไอเอ็มบี ไทย พัฒนา “Climate Transition Canvas” เครื่องมือช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศแบบหน้าเดียว เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับมาตรการลดคาร์บอน แผนการเงิน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ธนาคารยังมี “Sustainability360 Advisory Program” ให้คำปรึกษาตั้งแต่การจัดทำกรอบการระดมทุน (GSS Framework) การกำหนดตัวชี้วัด (KPI/SPT) การคัดกรองตามเกณฑ์ Taxonomy ตลอดจนการประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ให้ความเห็น (Second Party Opinion: SPO) ได้แก่ DNV, Sustainalytics, S&P และ Fitch รวมถึงผู้ทวนสอบภายนอก (External Assurance) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากการฟอกเขียว (Greenwashing) และเพิ่มความน่าเชื่อถือของโครงการ
ในปี 2568 ซีไอเอ็มบี ไทย อนุมัติการเงินเพื่อความยั่งยืนภายใต้กรอบ GSSIPS รวมประมาณ 22,980 ล้านบาท ขณะที่ Sustainability360 Advisory Program สนับสนุนการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนในตลาดทุนรวมมากกว่า 7,000 ล้านบาท
คุณเจสันกล่าวว่า การพัฒนาโครงการด้านความยั่งยืนไม่ควรพิจารณาเพียงการผ่านเกณฑ์การคัดกรองทางเทคนิค (Technical Screening Criteria: TSC) แต่ต้องคำนึงถึงเกณฑ์การไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น (Do No Significant Harm: DNSH) รวมถึงมาตรฐานการคุ้มครองทางสังคมขั้นต่ำ (Minimum Social Safeguard: MSS) เช่น การไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
สำหรับกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักตาม Thailand Taxonomy ธนาคารจะให้คำแนะนำในการอ้างอิงและเปรียบเทียบกับ ASEAN Taxonomy ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 เพื่อให้โครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างโปร่งใส
ทิศทางของกรีนไฟแนนซ์จึงกำลังขยับจากคำถามว่า “โครงการนี้เป็นสีเขียวหรือไม่” ไปสู่การพิจารณาที่กว้างขึ้นว่า ธุรกิจมีแผนการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนเพียงใด โครงการมีความพร้อมเชิงพาณิชย์หรือไม่ และสามารถดำเนินธุรกิจท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจในระยะต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยไม่ได้ตกขบวน Data Center: เมื่อ ‘มาช้า’ กลายเป็นแต้มต่อในยุค AI
แบงก์ชาติสร้างกลไกการเงิน หนุนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ



