เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นไม่ได้หมายความว่าประเทศจะมั่งคั่งขึ้นเสมอไป หากรายได้ที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับป่า แหล่งน้ำ ดิน และทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมลง เพราะทรัพยากรเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นฐานของการผลิตและการดำเนินธุรกิจ เมื่อฐานดังกล่าวอ่อนแอลง ผลกระทบย่อมย้อนกลับมาสู่รายได้ ความสามารถในการแข่งขัน และท้ายที่สุดคือระบบการเงิน
ปัญหายิ่งชัดขึ้นเมื่อทิศทางของเงินทุนในปัจจุบันยังสวนทางกับเป้าหมายการฟื้นฟูธรรมชาติ เงินที่ไหลไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม มีสัดส่วนมากกว่าเงินที่นำไปฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 30 ต่อ 1 โดยเงินในฝั่งแรกอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 260 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่เงินที่สนับสนุนสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านล้านบาท ช่องว่างขนาดใหญ่ทำให้โจทย์ของ Nature Positive Finance ไม่ได้อยู่ที่ระบบการเงินมีเงินหรือไม่ แต่อยู่ที่ทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่เปลี่ยนทิศทางไปสู่การรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติได้จริง
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาหารือในเวที “Nature Positive Finance; ทุนธรรมชาติ รากฐานใหม่ของการเงินเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน” ภายในงาน MFLF Sustainability Forum 2026 โดย ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส ธนาคารโลก ผู้รับผิดชอบประเทศไทย ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมสะท้อนโจทย์สำคัญตั้งแต่การทำให้มูลค่าของธรรมชาติปรากฏในระบบเศรษฐกิจ การประเมินความเสี่ยงที่ส่งต่อมายังภาคการเงิน ไปจนถึงการสร้างกลไกให้เงินทุนไหลไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติ
GDP โต แต่ทุนธรรมชาติอาจหดหาย
คุณขวัญพัฒน์ ชวนมองการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านอีกมุมหนึ่ง โดยเปรียบทรัพยากรธรรมชาติเสมือนเครื่องจักรที่ใช้สร้างรายได้ หากประเทศมองเพียง GDP และเงินออมที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้คำนึงว่าเครื่องจักรที่ใช้สร้างรายได้นั้นกำลังเสื่อมลง ภาพความมั่งคั่งที่เห็นก็อาจสูงกว่าความเป็นจริง เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการสูญเสียทรัพยากรที่เป็นฐานของการสร้างรายได้ในอนาคต
หากนำความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมมาคิดในลักษณะเดียวกับค่าเสื่อมของเครื่องจักร เงินออมที่แท้จริงย่อมลดลงจากตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการผลิตในปัจจุบันเริ่มเห็น Decoupling หรือการที่เศรษฐกิจสามารถเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ต้องแลกกับต้นทุนทางธรรมชาติในระดับเดิม
มุมมองนี้ทำให้ธรรมชาติเริ่มถูกมองในฐานะ Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถดำเนินงานได้หากขาดน้ำ ดิน ป่า หรือทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิต เมื่อธรรมชาติเสื่อมลง สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้ของภาคธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย
ตีมูลค่า ‘ทุนธรรมชาติ’ ให้เศรษฐกิจมองเห็น
เมื่อธรรมชาติเป็นฐานของเศรษฐกิจ คำถามถัดมาคือ จะทำให้คุณค่าที่เคยมองไม่เห็นปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร Natural Capital Accounting หรือการจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ จึงเข้ามามีบทบาท ไม่ใช่เพื่อนำมูลค่าทรัพยากรไปหักออกจาก GDP โดยตรง แต่เพื่อทำให้เห็นว่าเบื้องหลัง GDP ที่เพิ่มขึ้น ประเทศกำลังใช้หรือสูญเสียทุนธรรมชาติไปมากน้อยเพียงใด
กระบวนการเริ่มจากการรู้ว่าประเทศมีทุนธรรมชาติอะไร อยู่ที่ใด และมีความสมบูรณ์เพียงใด ก่อนเชื่อมต่อไปว่าทรัพยากรเหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร ตัวอย่างที่คุณขวัญพัฒน์ยกขึ้นมาคือทรัพยากรน้ำ หากไม่มีน้ำ พื้นที่อุตสาหกรรมอย่าง EEC ย่อมได้รับผลกระทบ หรือหากป่าหายไป ธุรกิจที่พึ่งพาทรัพยากรจากป่าก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ที่ผ่านมา ระบบบัญชีเศรษฐกิจมองเห็นทุนที่เป็นแรงงานและเครื่องจักร แต่ทุนธรรมชาติยังไม่ได้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจน การจัดทำ Natural Capital Accounting จึงเป็นความพยายามนำต้นทุนและคุณค่าของธรรมชาติเข้ามาอยู่ในการประเมินทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารโลกอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและธนาคารกสิกรไทยในเรื่องดังกล่าว
ธรรมชาติเสื่อม ความเสี่ยงถึงระบบการเงิน
การทำให้ทุนธรรมชาติปรากฏในระบบเศรษฐกิจไม่ได้มีความหมายเฉพาะในแง่การประเมินความมั่งคั่งของประเทศ แต่ยังเชื่อมโดยตรงกับการบริหารความเสี่ยงของภาคการเงิน คุณชนานันท์อธิบายว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติสามารถส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินได้อย่างน้อย 2 ทาง คือ Physical Risk และ Transition Risk
Physical Risk เกิดขึ้นเมื่อสภาพแวดล้อมเสื่อมลงจนกระทบต่อธุรกิจโดยตรง หากดิน น้ำ หรือทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตมีปัญหา ความสามารถในการผลิตและรายได้ของธุรกิจก็ลดลง ขณะที่ Transition Risk มาจากกติกาและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เมื่อประเทศคู่ค้าให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวตามเงื่อนไขใหม่
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ส่งออก เพราะเมื่อกติกาลงลึกไปถึงแหล่งที่มาของสินค้า ความเสี่ยงย่อมส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย หากธุรกิจปรับตัวไม่ทัน สูญเสียรายได้หรือความสามารถในการแข่งขัน ความเสี่ยงของลูกค้าก็จะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
ในมุมของธนาคารแห่งประเทศไทย ไทยจึงไม่จำเป็นต้องเริ่ม Nature Finance จากศูนย์ เพราะระบบการเงินมีฐานจาก Sustainable Finance และ Climate Finance อยู่แล้ว ตั้งแต่ปี 2566 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผลักดันให้สถาบันการเงินนำมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในกระบวนการดำเนินธุรกิจปกติ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ สิ่งที่ต้องต่อยอดคือการนำมิติด้านธรรมชาติเข้ามาอยู่ในระบบดังกล่าวมากขึ้น
เปิดทางให้เงินทุนไหลสู่ธรรมชาติ
เมื่อมองเห็นความเสี่ยงและคุณค่าของทุนธรรมชาติแล้ว โจทย์สำคัญคือการสร้างช่องทางให้เงินทุนไหลไปสู่การฟื้นฟูได้จริง คุณขวัญพัฒน์เสนอหลัก 3S ได้แก่ Simple Secure และ Scalable โดยระบบและผลิตภัณฑ์ทางการเงินต้องไม่ซับซ้อนจนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่ลงทุนสร้างผลลัพธ์จริง และต้องออกแบบให้โครงการสามารถขยายผลได้ รวมถึงแก้ข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรค
Nature Positive Finance จึงไม่ใช่เพียงการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ แต่ต้องสร้างระบบรองรับตั้งแต่ข้อมูล วิธีวัดผล มาตรฐาน การตรวจสอบ ไปจนถึงกฎหมาย เพราะต่อให้มีเงินพร้อมลงทุน หากผู้ลงทุนไม่สามารถรู้ได้ว่าเงินไปที่ไหน สร้างผลลัพธ์อะไร หรือโครงการติดข้อจำกัดจนขยายไม่ได้ เงินทุนก็ยากที่จะไหลเข้าสู่การฟื้นฟูธรรมชาติในระดับที่มากพอ
คุณพิพิธมองโจทย์เดียวกันจากบทบาทของธนาคารพาณิชย์ว่า ระบบธนาคารและตลาดทุนมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เพราะเป็นผู้จัดสรรเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกสิกรไทยจึงมองการจัดสรรทุนผ่าน 3 มิติ ได้แก่ Financial Lens ที่พิจารณาผลตอบแทนทางการเงิน โดยธนาคารขยับ Commitment จากระดับ 200,000-300,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 400,000-500,000 ล้านบาท ตามด้วย Ecosystem Lens ที่มองความแข็งแรงของลูกค้าและธุรกิจในห่วงโซ่ เพราะหากลูกค้าแข่งขันไม่ได้ ผลกระทบย่อมย้อนกลับมายังธนาคาร และ Sociological Lens ที่ขยายไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมและธรรมชาติ
หัวใจสำคัญในมุมของคุณพิพิธคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างสามารถตีราคา มีตลาด หรือมีเครื่องมือทางการเงินที่สมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มดำเนินการ เพราะการสร้างมาตรฐานและระบบเปิดเผยข้อมูลสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อวางฐานสำหรับการจัดสรรเงินทุนในอนาคต
Data คอขวดใหญ่ของ Nature Finance
แม้ประเทศไทยจะมีฐานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนอยู่แล้ว แต่ Nature Finance มีความซับซ้อนกว่า Climate Finance เพราะธรรมชาติไม่มีตัวชี้วัดเดียวที่ใช้ได้เหมือนกันทุกพื้นที่ ความหลากหลายทางชีวภาพของแต่ละแห่งแตกต่างกัน และความเสียหายต่อระบบนิเวศในพื้นที่หนึ่งไม่สามารถแก้ด้วยการไปฟื้นฟูอีกพื้นที่แล้วถือว่าหักล้างกันได้ง่าย ๆ
Data และการวัดผลจึงเป็นคอขวดสำคัญ คุณชนานันท์มองว่าหากวัดไม่ได้ ภาคการเงินก็ยากที่จะนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ขณะที่การสร้างมาตรฐานต้องเชื่อมข้อมูลระดับประเทศกับสภาพจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เห็นทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ไม่ใช่มองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในขอบเขตของบริษัทหรือโครงการ
การวัดยังต้องเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ Output ไปสู่ Outcome ตัวอย่างเช่น หากใช้เครื่องมือทางการเงินสนับสนุนการปลูกป่า จำนวนต้นไม้หรือพื้นที่ที่ปลูกเป็นสิ่งที่วัดได้ง่าย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือป่ากลับมาสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 10-20 ปี การติดตามจึงต้องต่อเนื่องทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และสามารถใช้เทคโนโลยีอย่าง Remote Sensing เข้ามาช่วยติดตามความเปลี่ยนแปลงได้
หลักเดียวกันยังหมายความว่า Nature Positive ต้องสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในภาพรวม ไม่ใช่แก้ปัญหาในจุดหนึ่งแล้วผลักภาระไปอีกจุดหนึ่ง หากโครงการลดความเสี่ยงของชุมชนต้นน้ำ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงให้ชุมชนปลายน้ำ ผลลัพธ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถเรียกว่าเป็นบวกต่อธรรมชาติได้ การออกแบบมาตรฐานและระบบวัดผลจึงต้องรับฟังผู้ได้รับผลกระทบและมองความเชื่อมโยงของระบบนิเวศให้พ้นขอบเขตโครงการ
จาก CSR สู่ Blended Finance
อีกแหล่งเงินที่สามารถนำมาจัดสรรใหม่คือเงินที่ภาคเอกชนใช้อยู่แล้วเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คุณพิพิธตั้งข้อสังเกตว่าเงินเหล่านี้ยังมีลักษณะกระจัดกระจาย ตั้งแต่กิจกรรมปล่อยปลา ปล่อยเต่า ไปจนถึงกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ หากประเทศไทยสามารถสร้างเป้าหมายร่วม ระบบธรรมาภิบาล แรงจูงใจ และมาตรฐานวัดผล เงินจากภาคเอกชนก็สามารถมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากขึ้น
กลไกอย่าง Blended Finance สามารถเข้ามาช่วยลดความเสี่ยง หรือ De-risk โดยเปิดทางให้องค์กรเพื่อการพัฒนาและแหล่งทุนประเภทต่าง ๆ เข้ามาร่วมรับความเสี่ยง เพื่อให้โครงการที่ยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ภายใต้รูปแบบธุรกิจปัจจุบัน มีโอกาสดึงเงินทุนเข้ามาและขยายผลได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาดหรือเครื่องมือทุกอย่างพัฒนาไปถึงจุดสมบูรณ์ก่อน
ภาพที่เกิดขึ้นจากเวที MFLF Sustainability Forum 2026 จึงชี้ว่า โจทย์ของ Nature Positive Finance ไม่ใช่การสร้างโลกการเงินอีกใบขึ้นมาสำหรับธรรมชาติ แต่คือการทำให้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจและการเงินที่มีอยู่แล้ว ให้มองเห็นว่าประเทศมีทุนธรรมชาติเท่าใด ทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างไร การสูญเสียธรรมชาติสร้างความเสี่ยงมากเพียงใด และเงินทุนควรถูกจัดสรรไปทางไหนเพื่อรักษาฐานดังกล่าวไว้
เมื่อธรรมชาติเป็นทั้งฐานการผลิต แหล่งรายได้ และปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขัน การฟื้นฟูทุนธรรมชาติจึงไม่ใช่ภาระที่อยู่นอกธุรกิจ และไม่ใช่เพียงงบประมาณสำหรับกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาเงินเพิ่ม แต่คือการทำให้ธรรมชาติถูกวัด มองเห็น และนำเข้าไปอยู่ในการตัดสินใจของระบบการเงิน เพื่อเปลี่ยนทิศทางเงินทุนจากกิจกรรมที่สร้างความเสื่อมโทรม ไปสู่การรักษาและฟื้นฟูทุนที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพาในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน
CIMB ไทย ชี้ 3 เมกะเทรนด์เปลี่ยนเกมกรีนไฟแนนซ์ ดันเกณฑ์ปล่อยกู้สู่ยุคใหม่



