Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

บ้านปูหลังควบรวม BPP ปั้นพอร์ตพลังงานใหม่ รับยุค AI-Data Center

บ้านปูเปิดตัว NewCo หลังควบรวม BPP เดินหน้าพลังงานครบวงจร

การควบรวมกิจการระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม2569 และตามด้วยการเริ่มซื้อขายหุ้นของบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการปรับโครงสร้างบริษัท แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบ้านปูในการรวมธุรกิจพลังงานที่เคยอยู่ภายใต้บริษัทต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต

โครงสร้างใหม่ทำให้บ้านปูสามารถรวมกระแสเงินสดและบริหารเงินลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) ประกาศอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทใหม่ที่ระดับ A+ แนวโน้มอันดับเครดิต Stable ส่วนผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม1,438 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,396 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไม่รวมผลกระทบจากรายการป้องกันความเสี่ยง และมี EBITDA รวม 327 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 269 ล้านเหรียญสหรัฐ

บ้านปูยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจใหม่กำลังถูกวางให้รองรับทั้งความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งรูปแบบการผลิต การจัดเก็บ และการใช้พลังงานทั่วโลก

จากการปรับโครงสร้าง สู่เป้าหมายเติบโตระยะยาว

สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโต โดยมุ่งออกแบบและเชื่อมโยงระบบพลังงานให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง พร้อมกำหนดจุดมุ่งหมายของแบรนด์ใหม่ในการขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกด้วยความรับผิดชอบ และสร้างพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคต

เป้าหมายสำคัญของบ้านปูเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 คือการผลักดันEBITDA ให้เติบโตเป็น 1.5 เท่าภายในปี 2573 เพิ่มสัดส่วนกระแสเงินสดจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินให้มากกว่าร้อยละ 50 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงมากกว่าร้อยละ 20

คุณสินนท์อธิบายว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้เป็นขั้นตอนที่สองของแผนปรับโครงสร้างองค์กรสามขั้นตอนของบ้านปู หลังจากขั้นตอนแรกคือการนำธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาภายใต้ BKV เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการปรับพอร์ตสินทรัพย์และการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจแต่ละส่วนสามารถทำงานเชื่อมโยงกันภายใต้กลยุทธ์เดียวกัน

ทิศทางการเติบโตจากนี้จึงถูกวางผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐอเมริกา ธุรกิจเหมืองยุคใหม่ ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ก๊าซสหรัฐฯ เชื่อมโรงไฟฟ้า เจาะความต้องการศูนย์ข้อมูล

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Closed-Loop Gas ภายใต้ BKV เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างธุรกิจใหม่ โดยตั้งเป้าการผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2569 ที่ประมาณ 960 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตเฉลี่ย 836 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวันในปีก่อน

ธุรกิจนี้มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองประมาณ 6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่า และมีอัตราการลดลงของกำลังการผลิตตามธรรมชาติร้อยละ 11 ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคู่แข่งที่สูงกว่าร้อยละ 20 ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาระดับการผลิตโดยใช้เงินลงทุนน้อยกว่า และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเงินทุนและสร้างกระแสเงินสดอิสระในระยะยาว

บ้านปูยังเชื่อมธุรกิจก๊าซต้นน้ำเข้ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ Temple II ในรัฐเท็กซัส ซึ่งมีกำลังการผลิต 768 เมกะวัตต์ และ 755 เมกะวัตต์ตามลำดับ รวมประมาณ 1.5 กิกะวัตต์ โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 โรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งมียอดขายไฟฟ้ารวม 2,222 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติรวมอยู่ที่ 89 พันล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่า (Bcfe) และไม่มีการหยุดจ่ายไฟฟ้าโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าในช่วงไตรมาสดังกล่าว

ทำเลของโรงไฟฟ้า Temple ทั้งสองแห่งอยู่ตามแนวทางหลวง I-35 ระหว่างดัลลัสและออสติน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศูนย์ข้อมูลและผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวนมาก ในไตรมาส 2 ปี 2569 โรงไฟฟ้ามีอัตราความพร้อมจ่ายร้อยละ 94 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยร้อยละ 70

บ้านปูอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวโดยตรงกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Hyperscalers โดยคาดว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวขนาด 1.5 กิกะวัตต์จะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 พร้อมกับการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อจ่ายไฟฟ้าจากระบบจ่ายไฟโมดูลาร์ (Modular Power) อีก 200 เมกะวัตต์ต่อวัน

อีกพื้นที่ที่บ้านปูเตรียมนำรูปแบบธุรกิจเดียวกันไปใช้คือที่ดินมากกว่า 6,000 เอเคอร์ใน Jack County ใกล้ดัลลัสและฟอร์ตเวิร์ธ ซึ่งอยู่ใกล้ทั้งสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 345 กิโลโวลต์และท่อส่งก๊าซธรรมชาติหลัก

ขยาย CCUS ควบคู่ธุรกิจก๊าซ

นอกจากการเชื่อมธุรกิจก๊าซกับการผลิตไฟฟ้าแล้ว บ้านปูยังเดินหน้าโครงการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS เชิงพาณิชย์ โดยปัจจุบันมี 3 โครงการที่เริ่มกักเก็บและอัดฉีดคาร์บอนแล้ว

โครงการ Barnett Zero เปิดดำเนินการตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2566 มีอัตราการกักเก็บเฉลี่ย 183 พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โครงการ Cotton Cove เปิดดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2569 มีอัตรากักเก็บเฉลี่ย 32 พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และโครงการ Eagle Ford เริ่มเปิดดำเนินการในไตรมาส 2 ปี 2569 มีอัตรากักเก็บเฉลี่ย 90 พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยบ้านปูตั้งเป้ายอดการกักเก็บคาร์บอนรวม 1.5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2571

เหมืองยังเป็นฐานเงินสดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แม้บ้านปูกำลังเพิ่มน้ำหนักให้ธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหิน แต่กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ หรือ Next-Gen Mining ยังคงมีบทบาทในฐานะแหล่งกระแสเงินสดสำคัญ โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจเหมืองสร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 54 ของรายได้รวม มีปริมาณการผลิตถ่านหิน 10.4 ล้านตันเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อนหน้า และมียอดขาย 11.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3

สำหรับปี 2569 เหมืองในอินโดนีเซียตั้งเป้าผลิต 22-22.5 ล้านตัน และยอดขาย 28.2 ล้านตัน ส่วนออสเตรเลียตั้งเป้าการผลิตและยอดขายเท่ากันที่ 7.9 ล้านตัน ขณะที่เหมืองในจีนรวมกับมองโกเลียตั้งเป้าผลิต 12.5 ล้านตัน และยอดขาย 10.9 ล้านตัน

ในจีน บริษัทยังเดินหน้าก่อสร้างโรงปรับปรุงคุณภาพถ่านหิน หรือ Coal Washing Plant เพื่อเพิ่มราคาส่งมอบเฉลี่ย พร้อมวางแผนอพยพชุมชนเพื่อขยายอายุการดำเนินงานของเหมืองในอนาคต ขณะเดียวกัน การยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์สำคัญมากขึ้น หลังภาครัฐจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยโดยบ้านปูนำระบบตรวจสอบอัจฉริยะและ AI เข้ามาใช้ปรับปรุงการดำเนินงาน

ในด้านการขาย บริษัทมีสัดส่วนราคาขายถ่านหินที่อิงตลาดลอยตัวหรือดัชนีตลาดมากกว่าร้อยละ 30 ของพอร์ตทั้งหมด ทำให้สามารถรับประโยชน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาถ่านหินโลกปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

บ้านปูยังทยอยเปลี่ยนรถบรรทุกในเหมืองไปสู่ระบบรถยนต์ไฟฟ้า และเริ่มขยายไปยังแร่เชิงกลยุทธ์ เช่น นิกเกิลและบอกไซต์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยเริ่มจากการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 10 ในบริษัทAKP ในอินโดนีเซีย เพื่อศึกษาตลาดและโอกาสการลงทุนระยะยาว

Power+ ขยับจากโรงไฟฟ้าสู่ระบบกักเก็บพลังงาน

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หรือ Power+ มีพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมแบบดั้งเดิมขนาด 3,935 เมกะวัตต์ และพลังงานหมุนเวียนอีก 1,011 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้า BLCP ซึ่งสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะสิ้นสุดในปี 2575 อยู่ระหว่างการหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการต่ออายุสัญญา โดยบริษัทมองว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างเสถียรและมีต้นทุนต่ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการขยายธุรกิจในกลุ่ม Power+ กำลังให้น้ำหนักกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS มากขึ้น ปัจจุบันบ้านปูมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติและอยู่ระหว่างการพัฒนาภายในปี 2572 รวม 10 โครงการ คิดเป็นกำลังกักเก็บไฟฟ้ารวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมงครอบคลุมออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน

โครงการขนาดใหญ่คือ Wooreen ในออสเตรเลีย ขนาด 1,400 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถจ่ายไฟรองรับความต้องการสูงสุดของครัวเรือนประมาณ 230,000 ครัวเรือน ขณะที่โครงการ Megamouth ในฮิวสตัน รัฐเท็กซัส มีกำลัง 100 เมกะวัตต์ หรือความจุ 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง และเตรียมเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อทำตลาดใน ERCOT

ในจีน โครงการ Jinhu Qiangfeng ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นการผสานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 120 เมกะวัตต์เข้ากับ BESS ขนาด 20 เมกะวัตต์ชั่วโมงส่วนในญี่ปุ่น โครงการ Iwate Tono ขนาด 15 เมกะวัตต์ หรือ 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์และเชื่อมต่อสายส่งแล้ว

บ้านปูยังมีโครงการในแผนพัฒนาอีกหลายแห่ง ทั้ง Nikko ขนาด 160 เมกะวัตต์ชั่วโมง Hiyoshibaru ขนาด 80 เมกะวัตต์ชั่วโมง Kerang ในออสเตรเลียขนาด 206 เมกะวัตต์ชั่วโมง Aizu และ Tsuno ขนาดโครงการละ 104 เมกะวัตต์ชั่วโมง รวมถึง Kamigumi-Tokyo ขนาด 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง

ประสบการณ์จากการดำเนินงานและซื้อขายไฟฟ้าในตลาดต่างประเทศยังเป็นฐานที่บ้านปูเตรียมนำกลับมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย หากตลาดซื้อขายไฟฟ้าเปิดเสรีมากขึ้นในอนาคต

Future Tech เชื่อมพลังงานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน AI

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต หรือ Future Tech ดำเนินงานผ่านบ้านปู เน็กซ์ (Banpu Next) โดยมุ่งเป็นผู้ให้บริการพลังงานสะอาดและโซลูชันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบครบวงจรในเอเชียแปซิฟิก ครอบคลุมระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ระบบทำความเย็นอัจฉริยะสำหรับอาคาร และระบบยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของ Prima Fleet

บริการเหล่านี้มุ่งตอบโจทย์ทั้งอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรปและบริษัทจากยุโรปที่มีเป้าหมาย Net Zero

อีกทิศทางที่บ้านปูให้ความสำคัญมากขึ้นคือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และศูนย์ข้อมูล โดยการลงทุนผ่าน Corporate Venture Capital หรือCVC ถูกปรับให้เน้นเทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและระบบบริหารพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล หลังความต้องการใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลของบริษัทระบุว่า ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ในศูนย์ข้อมูลสามารถดึงไฟฟ้าในลักษณะผันผวนและเกิดการกระชากของโหลดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของ AI

พอร์ต CVC ของบ้านปูจึงให้ความสนใจกับเทคโนโลยีระบบทำความเย็นสำหรับชิปประมวลผลขั้นสูง ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานและลดค่าไฟเทคโนโลยี Silicon Photonics ที่ใช้แสงในการส่งข้อมูลแทนกระแสไฟฟ้าเพื่อลดความร้อนในชิป รวมถึงระบบโรงไฟฟ้าเสมือน หรือ Virtual Power Plant ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบจ่ายไฟ

การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงไม่ได้แยกออกจากธุรกิจพลังงานเดิม แต่ถูกวางให้เป็นส่วนเชื่อมระหว่างโรงไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และลูกค้ากลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูง

จากธุรกิจพลังงานหลายส่วน สู่ห่วงโซ่เดียวกัน

โครงสร้างใหม่ของบ้านปูหลังควบรวม BPP จึงสะท้อนทิศทางที่บริษัทต้องการเชื่อมธุรกิจซึ่งเคยกระจายอยู่ในหลายส่วนให้ทำงานเป็นห่วงโซ่เดียวกันมากขึ้น ธุรกิจก๊าซทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งเชื้อเพลิงและฐานกระแสเงินสด โรงไฟฟ้ารองรับความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่ ระบบกักเก็บพลังงานเข้ามาช่วยบริหารความผันผวน ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ถูกนำมาเชื่อมกับความต้องการของศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรม AI

ในช่วงเวลาเดียวกัน ธุรกิจเหมืองยังคงสร้างรายได้เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่บ้านปูเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขยายการลงทุนไปยังธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพลังงานสะอาดมากขึ้น

สำหรับบ้านปู การควบรวมกิจการจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่พยายามเชื่อมพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าด้วยกัน โดยมีทั้งความมั่นคงของกระแสเงินสด ความยืดหยุ่นในการลงทุน และความต้องการพลังงานของเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นโจทย์สำคัญของการเติบโตในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

OASYS ระบบหลังบ้าน Café Amazon เบื้องหลังยอดขายวันละ 1.1 ล้านแก้ว

ARAYA Industrial and Logistics Hub เฟสแรกเต็ม 100% ก่อนเปิดตัว ลุยเฟส 2 อีก 20,000 ตร.ม.


×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar