Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

AI กับ Healthspan Economy สมการใหม่รับสังคมสูงวัย

AI กับ Healthspan Economy สมการใหม่รับสังคมสูงวัย

เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง โจทย์ใหญ่ของระบบสาธารณสุขในอนาคตอาจไม่ใช่การสร้างโรงพยาบาลให้มากขึ้นหรือรักษาโรคให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนไม่ป่วย หรือป่วยช้าที่สุด และยังสามารถทำงาน เคลื่อนไหว คิด ตัดสินใจ และใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้นานที่สุด

เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund และกรรมการบริหารโรงพยาบาลสมิติเวช มองว่า ระบบสุขภาพจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Sick-care หรือการรอให้เกิดโรคแล้วจึงรักษา ไปสู่การดูแลเชิงป้องกันและการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยมี AI และข้อมูลสุขภาพเข้ามาช่วยให้มนุษย์เข้าใจสัญญาณจากร่างกายและมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นโรค

การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่ Healthspan Economy ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงว่า มนุษย์จะมีอายุยืนขึ้นอีกกี่ปี แต่ถามต่อว่า ในจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ เราจะมีสุขภาพดี ทำงานได้ คิดได้ เคลื่อนไหวได้ และพึ่งพาตัวเองได้กี่ปี แนวคิดดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญเมื่อหลายประเทศในเอเชียเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

สิงคโปร์มีอัตราการเจริญพันธุ์เพียง 0.8 ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในทิศทางเดียวกัน เมื่อประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ภาระจากโรคเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายในการรักษา และจำนวนผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นย่อมเพิ่มขึ้นตาม หากระบบยังคงรอรักษาเมื่อคนป่วย ระบบสาธารณสุขของหลายประเทศอาจเผชิญปัญหารุนแรงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

สุขภาพดีเพิ่ม 1 ปี มูลค่าเศรษฐกิจ 2.2 แสนล้านดอลลาร์

Healthspan จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะคนที่มีอายุยืนและยังมีสุขภาพดีสามารถทำงาน มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ เป็นผู้บริโภค และไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวหรือระบบสาธารณสุขก่อนเวลาอันควร

หากสามารถเพิ่มช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี หรือ Healthy Year ให้ประชากรไทยได้เพียง 1 ปี มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP ไทย และให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึงร้อยละ 16.1 ขณะที่สหรัฐอเมริกา การเพิ่มอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี 1 ปี มีศักยภาพสร้างมูลค่าถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้สมการสุขภาพเปลี่ยนไป จากเดิมที่ระบบทุ่มทรัพยากรเพื่อรักษาความเจ็บป่วย ไปสู่การลงทุนเพื่อยืดช่วงเวลาที่ประชากรยังแข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ เพราะยิ่งคนมีสุขภาพดีได้นานเท่าไร ภาระจากโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาวก็ยิ่งเกิดช้าลง ขณะที่ประชากรยังสามารถมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้น

Healthspan Economy จึงครอบคลุมสินค้า บริการ เทคโนโลยี และการลงทุนที่ช่วยขยายช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี ตั้งแต่ Self-care, Preventive Care, Age Well, Holistic Wellness ไปจนถึง AI-enabled Smart Hospital โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือเปลี่ยนการดูแลสุขภาพจากการตามรักษาโรค ไปสู่การจัดการความเสี่ยงก่อนเกิดโรค

Large Human Model เมื่อ AI เริ่มอ่านสัญญาณร่างกาย

การป้องกันก่อนเกิดโรคจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นสัญญาณจากร่างกายได้เร็วพอ และนี่คือจุดที่ AI เข้ามามีบทบาท

แม้มนุษย์จะเข้าใจโลกภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับยังเข้าใจร่างกายตัวเองไม่มากนัก ทั้งที่ร่างกายส่งสัญญาณอยู่ตลอดเวลา อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพในปัจจุบันสามารถตรวจวัดข้อมูลได้เพียงบางส่วน โดยประเมินว่าอาจคิดเป็นประมาณร้อยละ 1 ของสัญญาณทั้งหมดที่เกิดขึ้นในร่างกาย

AI กับ Healthspan Economy สมการใหม่รับสังคมสูงวัย
เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund และกรรมการบริหารโรงพยาบาลสมิติเวช

นอกเหนือจากข้อมูลที่คุ้นเคยอย่างอัตราการเต้นของหัวใจ ยังมีความดันโลหิต คลื่นสมอง การนอนหลับ ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ ระดับน้ำตาล คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ฮอร์โมนความเครียด ค่าออกิจนในเลือด โปรตีโอมิกส์ การแสดงออกของยีน การอักเสบ องค์ประกอบของร่างกาย และอุณหภูมิ ปัญหาจึงไม่ใช่การขาดข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คือข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันเพื่อทำความเข้าใจร่างกายในภาพรวม

จาก Large Language Model หรือ LLM ที่ทำให้ AI สามารถประมวลผลภาษา จึงเกิดแนวคิด Large Human Model หรือ LHM ที่นำข้อมูลและกำลังประมวลผลมาใช้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์อย่างรอบด้าน หากทำได้ ระบบสุขภาพจะไม่ได้เห็นเพียงผลตรวจ ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่สามารถติดตามเส้นทางสุขภาพของแต่ละคน และมองเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อนโรคแสดงอาการ

นี่คือแกนสำคัญของ AI Native DNA เพราะบทบาทของ AI ในระบบสุขภาพไม่ได้อยู่ที่การเข้ามาแทนแพทย์หรือทำทุกอย่างแทนมนุษย์ แต่อยู่ที่การนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาช่วยให้เราเข้าใจร่างกายของตัวเองได้เร็วและละเอียดกว่าเดิม

รู้ความเสี่ยงก่อนป่วย เปลี่ยนเกมการรักษา

แนวทางดังกล่าวถูกวางไว้ผ่านกระบวนการ Measure, Track, Optimize และ Intervene โดยเริ่มจากการตรวจวัดก่อนที่จะถูกบังคับให้ต้องตรวจเพราะเกิดความเจ็บป่วย

เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund และกรรมการบริหารโรงพยาบาลสมิติเวช

Measure คือการตรวจวัดเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกาย ส่วน Track คือการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะผลตรวจเพียงครั้งเดียว อาจไม่สามารถบอกทิศทางสุขภาพได้ สิ่งที่จำเป็นคือข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลระยะยาว และข้อมูลที่ช่วยคาดการณ์ เพื่อสร้างค่าพื้นฐานของแต่ละคนและตรวจจับได้เมื่อสัญญาณสุขภาพเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งสามารถปรากฏก่อนพัฒนาเป็นโรคเบาหวานหลายปี หากตรวจพบได้ตั้งแต่ช่วงนั้น ก็มีโอกาส Optimize หรือปรับพฤติกรรมให้เหมาะกับแต่ละคน และ Intervene หรือเข้าไปจัดการก่อนความเสี่ยงจะกลายเป็นโรค

แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านการลงทุนของ Disrupt Health Impact Fund ใน Diamond บริษัทจากเยอรมนีที่พัฒนาเทคโนโลยี Non-invasive Glucose Monitoring หรือการตรวจวัดระดับน้ำตาลโดยไม่ต้องเจาะผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีที่พยายามทำให้การติดตามสุขภาพเกิดขึ้นได้ง่ายและต่อเนื่องขึ้น

ประสบการณ์ส่วนตัวยิ่งทำให้เรื่องการป้องกันมีความหมายชัดเจนขึ้น หลังได้รับคำเตือนจากแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวชว่า หากยังใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไปอาจเป็นโรคเบาหวานและมีความเสี่ยงต่อชีวิตภายใน 6 เดือน เรืองโรจน์เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการทำ Fasting ออกกำลังกาย และตรวจวัดร่างกายอย่างต่อเนื่อง จนลดน้ำหนักได้ 22 กิโลกรัมภายใน 1 ปี และมองว่าสุขภาพของตัวเองในปัจจุบันดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การรอให้ผลตรวจยืนยันว่าเป็นโรคแล้ว แต่คือการมองเห็นทิศทางของสุขภาพก่อนถึงจุดนั้น และมีโอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันเวลา

Healthspan ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่ต้องพึ่งพาตัวเองได้

การไม่มีโรคเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเมื่ออายุมากขึ้นคนสูญเสียกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อนแอ เดินไม่ได้ ความจำลดลง หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ Healthspan จึงครอบคลุมการรักษาความสามารถทั้งทางร่างกายและสติปัญญาให้นานที่สุด

การทำ Strength Training ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและป้องกันSarcopenia การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักช่วยรักษากระดูก ขณะที่การดูแลสมดุลและการเคลื่อนไหวช่วยลดความเสี่ยงจากการล้ม ส่วนการรักษาความสามารถของสมองต้องอาศัยทั้งการฝึกสมอง การนอนหลับที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ Deep Sleep และการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม

เทคโนโลยีกำลังขยายบทบาทจากอุปกรณ์บนข้อมือไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยผ่านแนวคิด Residential Wellness ที่นำ Ambient Sensing มาติดตามการเดิน การล้มและการนอน ใช้ Home Diagnostics สำหรับตรวจข้อมูลสุขภาพ รวมถึงหุ่นยนต์ที่ช่วยเรื่องยาและการเคลื่อนไหว บ้านจึงสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ และช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างปลอดภัยและเป็นอิสระนานขึ้น

หลักคิดเดียวกันยังถูกนำไปใช้กับสุขภาพจิต ผ่านความร่วมมือกับ MIT Media Lab และภาควิชาจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนา Safe & Responsible AI เพื่อช่วยตรวจจับปัญหาสุขภาพจิตในเด็กด้อยโอกาสพื้นที่ชนบท เริ่มนำร่องกับเด็ก 400 คน และตั้งเป้าขยายไปสู่นักเรียน 400,000 คน

ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรัง สุขภาพจิต หรือการดูแลผู้สูงอายุ หลักการเดียวกันคือการตรวจจับสัญญาณให้เร็ว เข้าใจความเสี่ยง และเข้าไปจัดการก่อนที่ปัญหาจะทำให้คนสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

ยิ่งใช้ AI ยิ่งต้องรักษาความสามารถของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาช่วยรักษาความสามารถของมนุษย์มีความย้อนแย้งในตัวเอง เพราะเทคโนโลยีเดียวกันอาจทำให้มนุษย์สูญเสียความสามารถบางอย่าง หากปล่อยให้ AI ทำหน้าที่แทนการคิดมากเกินไป

ตัวอย่างคือ Single Prompt หรือการสั่ง AI เพียงครั้งเดียวแล้วนำคำตอบไปใช้ทันทีโดยไม่คิด วิเคราะห์ หรือตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่การคิดน้อยลงและพึ่งพา AI มากเกินไป ประเด็นนี้เชื่อมกับ Healthspan โดยตรง เพราะความสามารถทางสติปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไม่ต่างจากมวลกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงของกระดูก

Human-centric ในบริบทนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการออกแบบเทคโนโลยีให้ใช้งานง่าย แต่หมายถึงการทำให้เทคโนโลยียังคงเป็นเครื่องมือของมนุษย์ ไม่เข้ามาแทนที่ความสามารถในการคิด ตัดสินใจเคลื่อนไหว และดูแลตัวเอง

ผู้ใช้เองก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ติดตามสุขภาพทุกชนิดเพียงเพราะได้รับความนิยมจากคนมีชื่อเสียงหรือสื่อสังคมออนไลน์ สิ่งสำคัญคือรู้ว่าอุปกรณ์นั้นวัดอะไร มีข้อจำกัดอย่างไรและข้อมูลที่ได้จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร

นี่จึงอาจเป็นแก่นสำคัญที่สุดของ AI Native DNA เพราะปลายทางของการนำ AI เข้าสู่ระบบสุขภาพไม่ควรอยู่ที่การสร้าง AI ที่รู้จักมนุษย์มากที่สุด แต่อยู่ที่การใช้ AI เพื่อทำให้มนุษย์รู้จักตัวเองมากขึ้น

ในวันที่สังคมสูงวัยกำลังทำให้ระบบสุขภาพแบบเดิมมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ Healthspan Economy จึงเสนอสมการใหม่ จากการทุ่มทรัพยากรเพื่อรักษาคนหลังเกิดโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อยืดจำนวนปีที่คนยังแข็งแรง คิดได้ ทำงานได้ เคลื่อนไหวได้ และพึ่งพาตัวเองได้

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเทคโนโลยีสุขภาพจึงอาจไม่ได้วัดจากจำนวนปีที่ AI ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่อยู่ที่ว่า ในจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่นั้นมนุษย์ยังสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์เพียงใด

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

H.O.W. Club เปิด 8 เทคนิค Pitch Perfect มัดใจนักลงทุน พร้อมเติบโตก้าวกระโดด

เมื่อชีวิตไม่ใช่ของเราแล้ว? ‘นิ้วกลม’ ชี้ทางกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตด้วย ‘จตุร Control’

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar