เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งเศรษฐกิจที่ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ภาระการคลังที่จำกัดความสามารถในการลงทุนของภาครัฐ และโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ระบบสาธารณสุขซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย อาจต้องเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ ด้วยการนำจุดแข็งด้านการแพทย์ งานวิจัย ข้อมูลสุขภาพ และนวัตกรรมมาต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับประเทศไทยไปสู่ Global Medical Hub ที่ไม่ได้พึ่งเพียงรายได้จากการรักษาผู้ป่วยต่างชาติ
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ในหัวข้อ “Healthspan Edge and the Roadmap to Global Medical Hub” ว่า การลงทุนด้านสุขภาพสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้หลายทาง ตั้งแต่การลดผลกระทบของโรคเรื้อรังต่อประชากรวัยทำงาน การนำข้อมูลสุขภาพและข้อมูลพันธุกรรมมาต่อยอดสู่งานวิจัยและนวัตกรรม การสร้างธุรกิจเทคโนโลยีการแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาบริการทางการแพทย์และระบบรองรับสังคมสูงวัย โดยหากสามารถเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันและขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ มีศักยภาพสร้างผลกระทบต่อ GDP ของประเทศประมาณร้อยละ 2.1
NCDs จากปัญหาสุขภาพสู่ต้นทุนเศรษฐกิจ
จุดตั้งต้นของแนวคิดนี้อยู่ที่การมองความเจ็บป่วยให้ไกลกว่าค่ารักษาพยาบาล เพราะผลกระทบจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เกิดขึ้นกับประชากรวัยทำงานโดยตรง เมื่อคนหนึ่งคนป่วย ผลิตภาพในการทำงานลดลง บางคนต้องออกจากตลาดแรงงาน ขณะที่สมาชิกในครอบครัวอาจต้องหยุดงานเพื่อดูแลผู้ป่วย ความเจ็บป่วยของคนหนึ่งคนจึงส่งผลต่อรายได้ของทั้งครัวเรือน และเมื่อเกิดขึ้นในวงกว้างย่อมกลายเป็นต้นทุนของเศรษฐกิจประเทศ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การป้องกันโรคไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะนโยบายสาธารณสุข แต่เป็นการลงทุนทางเศรษฐกิจด้วย
โจทย์นี้ยิ่งสำคัญเมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 3 ด้าน ด้านแรกคือเศรษฐกิจที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ประเทศต้องหาอุตสาหกรรมใหม่มาสร้างการเติบโต ด้านที่ 2 คือข้อจำกัดทางการคลังจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เอกชนยังลังเลที่จะลงทุนหากไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน และด้านที่ 3 คือวิกฤติสุขภาพจากประชากรสูงวัย กำลังแรงงานที่ลดลง และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขอย่างไร แต่คือจะทำให้ระบบสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของทางออกทางเศรษฐกิจได้หรือไม่
ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ มองว่า การไปถึงจุดนั้นต้องแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพร้อมกัน ทั้ง NCDs ที่กระทบประชากรวัยทำงาน นวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไปไม่ถึงตลาด ความแตกกระจายของข้อมูลและระบบการรักษาที่ทำให้ยากต่อการให้การรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งไม่สามารถรับมือด้วยวิธีเดิมอย่างการสร้างโรงพยาบาลเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบระบบสุขภาพและความเป็นอยู่ใหม่ทั้งระบบ
คัดกรองก่อนป่วยปูฐานการแพทย์แม่นยำ
การเปลี่ยนระบบเริ่มจากการจัดการ NCDs ซึ่งแม้ประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ และระบบตรวจคัดกรองอยู่แล้ว แต่จำนวนผู้ป่วย NCDs ยังเพิ่มขึ้น ปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่ระบบยังพึ่งการที่ประชาชนเข้ามาหาบริการสุขภาพ ขณะที่ผู้มีความเสี่ยงสูงจำนวนหนึ่งอาจไม่เข้ารับการตรวจจนกระทั่งมีอาการและโรคลุกลามแล้ว นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองแบบเดียวกันกับทุกคนยังไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล
ข้อเสนอจึงวางระบบคัดกรองสองระดับ โดยระดับแรกมุ่งประชากรประมาณ 15-30 ล้านคน โดยเฉพาะวัยทำงาน ใช้การตรวจสุขภาพพื้นฐาน เช่น น้ำตาลในเลือด ไขมัน และความดันโลหิต ก่อนคัดผู้มีความเสี่ยงสูงประมาณ 500,000 คนเข้าสู่ระดับที่สอง ซึ่งใช้การแพทย์แม่นยำและการตรวจพันธุกรรมแบบเจาะจง หลักคิดคือไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพงกับประชากรทุกคน แต่เลือกใช้กับกลุ่มที่สามารถสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด เพื่อเชื่อมการดูแลสุขภาพประชากรจำนวนมากเข้ากับการแพทย์ขั้นสูงอย่างคุ้มค่า
แต่คุณค่าของระบบไม่ได้หยุดอยู่ที่การคัดกรอง ข้อมูลสุขภาพและพันธุกรรมที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสร้าง National Genomics Database ให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ใช้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนายา การวินิจฉัย และการรักษาที่เหมาะกับลักษณะทางพันธุกรรมของคนไทย รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมการแพทย์
แนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เพราะไทยมีฐานจากโครงการ Genomics Thailand มีข้อมูลจากผู้ที่ได้รับการถอดรหัสพันธุกรรมแล้ว รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูง จึงเสนอให้ใช้แนวทาง Brownfield ต่อยอดจากสิ่งที่ลงทุนไว้แล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและทำให้เดินหน้าได้เร็วขึ้น โดยช่วงประมาณสามปีแรกจะเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานและทดลองโครงการ ก่อนขยายการตรวจคัดกรองและการตรวจพันธุกรรมในระยะต่อไป
ปิด “Valley of Death” พานวัตกรรมไทยสู่ตลาด
ข้อมูลและงานวิจัยจะสร้างผลทางเศรษฐกิจไม่ได้ หากนวัตกรรมยังไปไม่ถึงตลาด ปัจจุบันประเทศไทยมีนักวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ แต่หลายโครงการไม่สามารถเปลี่ยนจากงานวิจัยไปเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจได้ เนื่องจากขาดเงินทุนสำหรับเทคโนโลยีที่ต้องใช้เวลาพัฒนา เผชิญกระบวนการกำกับดูแลที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน รวมถึงระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ในประเทศ ปัญหานี้ทำให้งานวิจัยจำนวนหนึ่งติดอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “Valley of Death”
ข้อเสนอจึงวางโครงสร้างเงินทุนตั้งแต่ Seed สำหรับเงินทุนระยะเริ่มต้น Growth สำหรับเงินทุนที่มากขึ้นพร้อมการเข้าถึงลูกค้า ไปจนถึง Exit ซึ่งรวมถึงเส้นทางเข้าสู่ตลาดทุน เพื่อสร้างสะพานตั้งแต่งานวิจัยไปสู่การลงทุน การเติบโต และการระดมทุน โดยระยะแรกเสนอให้เริ่มจาก Digital Health และ AI เนื่องจากสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ค่อนข้างเร็ว ก่อนขยายไปยัง Medtech ด้านอื่น เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนสตาร์ตอัปเท่านั้น แต่ต้องทำให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอด ขยายตัว และสร้างมูลค่าได้ จน Bio-Medtech สามารถพัฒนาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย
ยกระดับมะเร็ง–Precision Medicine สู่จุดแข็ง Medical Hub
อีกด้านที่ไทยมีโอกาสต่อยอดคือการแพทย์แม่นยำ โดยเฉพาะการรักษามะเร็ง ซึ่งไทยมีความสามารถทางคลินิกและประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน แต่ยังเผชิญปัญหาการดูแลและข้อมูลที่กระจัดกระจาย ขณะที่ผู้ป่วยที่เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Precision Medicine ยังมีสัดส่วนไม่มาก ทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับวิธีรักษาที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสมเสมอไป
ข้อเสนอจึงมุ่งสร้าง Cancer Center of Excellence ควบคู่กับ Precision Medicine Hub เพื่อรวบรวมศักยภาพด้านการรักษามะเร็งที่มีความซับซ้อน และยกระดับประเทศไทยจากสถานที่ที่ผู้ป่วยเดินทางเข้ามารักษา ไปสู่พื้นที่สร้างองค์ความรู้ทางการแพทย์ขั้นสูง โดยโมเดลจะรักษาสมดุลระหว่างการให้บริการคุณภาพสูงแก่คนไทยผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กับการรองรับผู้ป่วยต่างชาติและกลุ่มรายได้สูง ซึ่งสามารถสร้างรายได้กลับมาลงทุนในระบบสุขภาพต่อไป
อย่างไรก็ตาม คอขวดสำคัญไม่ได้อยู่ที่อาคารหรือเครื่องมือแพทย์ แต่อยู่ที่บุคลากร เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านจีโนมิกส์ ชีวสารสนเทศศาสตร์ การให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ และการแพทย์ขั้นสูงยังมีจำนวนจำกัด การขยาย Precision Medicine จึงต้องลงทุนพัฒนาคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี ฐานข้อมูล และระบบบริการ โดยเป้าหมายสุดท้ายของศูนย์ไม่ใช่เพียงการสร้างโรงพยาบาลที่ดีขึ้น แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
Silver Community เปลี่ยนสังคมสูงวัยเป็นโอกาสเศรษฐกิจ
ขณะที่การแพทย์แม่นยำตอบโจทย์ด้านการรักษา อีกส่วนของยุทธศาสตร์มองไปถึงการใช้ชีวิตของประชากรสูงวัย ผ่านแนวคิด Silver Community ซึ่งเสนอให้พัฒนาเมืองรองของไทยเป็นชุมชนสำหรับวัยเกษียณระดับโลก โดยตั้งเป้าดึงดูดผู้เกษียณทั้งชาวไทยและต่างชาติประมาณ 2 ล้านคน และใช้แนวทาง Brownfield ปรับปรุงสินทรัพย์ที่มีอยู่แทนการสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ เพื่อลดเงินลงทุนและทำให้เกิดกระแสเงินสดได้เร็วขึ้น
Silver Community ไม่ได้หมายถึงเพียงที่พักสำหรับผู้เกษียณ แต่ต้องออกแบบคุณภาพชีวิตโดยอาศัยแนวคิด Blue Zone และกรอบเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุขององค์การอนามัยโลก ครอบคลุมอาหาร ที่อยู่อาศัย การมีส่วนร่วมทางสังคม การเข้าถึงบริการสุขภาพ ระบบขนส่ง ทางเดิน พื้นที่สาธารณะ ตลอดจนบริการที่ช่วยให้ผู้สูงวัยยังคงใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงและเชื่อมโยงกับสังคม โดยข้อเสนอระบุโมเดลของเชียงใหม่ที่เน้น Wellness และคุณภาพสิ่งแวดล้อม พัทยาที่ใช้การพัฒนาเมืองสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและสะดวก และหัวหินที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และบริการที่เหมาะกับวัยเกษียณ พร้อมใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP เข้ามาสนับสนุนการลงทุน
จาก Medical Tourism สู่เศรษฐกิจสุขภาพใหม่
เมื่อเชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน ภาพของ Global Medical Hub ตามข้อเสนอนี้จึงกว้างกว่าการดึงผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาในประเทศไทย โดยมีวงจรการเติบโตที่เชื่อมข้อมูลสุขภาพเข้ากับการวิจัยและพัฒนา นำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในชุมชนจริง สร้างความต้องการบริการสุขภาพเพื่อดึงดูดการลงทุน และใช้ AI เข้ามาช่วยรับมือกับข้อจำกัดด้านบุคลากรทักษะสูง เมื่อข้อมูลสร้างงานวิจัย งานวิจัยสร้างนวัตกรรม นวัตกรรมสร้างความต้องการ และความต้องการนำไปสู่การลงทุน ระบบสุขภาพจึงสามารถสร้างมูลค่ากลับเข้าสู่เศรษฐกิจและนำไปลงทุนต่อได้อีกครั้ง
ข้อเสนอทั้งหมดถูกรวมเป็นสี่แกนสำคัญ ได้แก่ การป้องกัน NCDs และการใช้ข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคล การสร้างระบบนิเวศ Medtech การพัฒนาบริการทางการแพทย์ระดับโลก และการสร้างระบบรองรับสังคมสูงวัยผ่าน Silver Community พร้อมเสนอ Thailand Global Medical Hub Fund ในลักษณะ Fund of Funds เพื่อสนับสนุนการลงทุนในแต่ละด้าน และทำให้การลงทุนเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ก่อนนำมูลค่าที่เกิดขึ้นกลับไปลงทุนในระบบต่อไป
ปลายทางของแนวคิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Medical Tourism เท่านั้น แต่คือการใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และสุขภาพสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ พร้อมกับทำให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น สุขภาพดีขึ้น พึ่งพาตัวเองได้นานขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี หากทำได้ สุขภาพจะไม่ใช่เพียงปลายทางของงบประมาณสาธารณะ แต่จะกลายเป็นการลงทุนที่สร้างทั้งคุณภาพชีวิต งาน ธุรกิจ ความรู้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน
AI กับ Healthspan Economy สมการใหม่รับสังคมสูงวัย



