Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Nature Positive ทางรอดไทย ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจและปากท้อง

Nature Positive ทางรอดไทย ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจและปากท้อง

“ปีหน้าเขาต้องทำยังไงดี?”

คำถามสั้น ๆ จากคนในจังหวัดน่านหลังเผชิญภัยพิบัติ กลายเป็นคำถามใหญ่ที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำกลับมาคิดต่อ เพราะแม้การเข้าไปช่วยเหลือหลังเกิดเหตุจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ไม่มีใครตอบคนในพื้นที่ได้ชัดเจนว่า ปีหน้าพวกเขาจะต้องรับมืออย่างไร

จากน่าน ข่าวน้ำท่วมเกิดขึ้นต่อในภาคกลาง ก่อนที่การลงพื้นที่จังหวัดสงขลาจะมีเรื่องการป้องกันภัยพิบัติเป็นวาระใหญ่ ประเทศกำลังใช้งบประมาณจำนวนมากกับปัญหาเหล่านี้ ขณะที่คำถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนต้องกลับมาถามเรื่องเดิมอีกในปีหน้า ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งหาคำตอบ

สำหรับ ศ.ดร.ยศชนัน เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เขาเคยทำงานเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ในภาคการศึกษา ทั้งเรื่องนวัตกรรมและสุขภาพ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขามองว่า แม้ SDGs จะมีปี 2030 เป็นเป้าหมายร่วมกัน แต่ในความเป็นจริงแต่ละเรื่องมีกรอบเวลาและความเร่งด่วนไม่เหมือนกัน บางเป้าหมายช้าเกินไปแล้ว

โจทย์จึงไม่ใช่แค่เดินหน้าตามแผนเดิม แต่ต้องย้อนกลับมาดูว่า สิ่งที่สูญเสียไปจะฟื้นคืนมาได้อย่างไร

รัฐบาลจึงนำแนวคิด Back casting กลับมาใช้ มองจากปลายทางที่ต้องการแล้ววางแผนย้อนกลับมาถึงสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ การฟื้นสิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถอาศัยเครื่องมือเพียงด้านเดียว ต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงกลไกทางการเงินเข้ามาทำงานร่วมกัน

จาก Net Zero สู่ Nature Positive

เมื่อย้อนกลับไปหา First Principle ของปัญหา ศ.ดร.ยศชนัน มองเห็น “ธรรมชาติ” อยู่เบื้องหลังหลายเรื่อง ตั้งแต่น้ำ ทะเล สุขภาพ นวัตกรรม ทรัพยากร สิ่งมีชีวิตบนบก ไปจนถึงความยากจน ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่มาก ปัญหาคือเราอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้ธรรมชาติของเราสูญเสียอะไรไปแล้วบ้าง

ทะเลเป็นตัวอย่างหนึ่ง หากไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตประเภทใดหายไป การแก้ปัญหาก็อาจไม่ตรงจุด

วิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทมากกว่าการอธิบายความเสียหาย แต่ต้องช่วยค้นกลับไปถึงต้นตอว่า ระบบนิเวศขาดอะไรไป แล้วนำสิ่งนั้นกลับคืนมา ศ.ดร.ยศชนัน เสนอว่า เทคนิคทางวิทยาศาสตร์สามารถช่วยตรวจสอบได้ว่าทะเลขาดสิ่งมีชีวิตประเภทใด ก่อนคืนสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นกลับสู่ทะเล เพื่อเปิดทางให้ธรรมชาติกลับมาช่วยเหลือและเกื้อกูลกันเอง

พื้นที่เสี่ยงเช่นนี้เป็นจุดที่รัฐบาลต้องเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะงานวิจัยเชิงลึกที่มีความเสี่ยงสูง รัฐสามารถรับความเสี่ยงในช่วงการศึกษาและสร้างต้นแบบ ก่อนเปิดทางให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมนำองค์ความรู้ไปขยายผลในระดับที่ใหญ่ขึ้น เป้าหมายคือทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยกลับมาเพิ่มขึ้น

นี่คือ Nature Positive ในความหมายที่ ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายไว้ว่าเป็นการต่อยอดจาก Net Zero ไปสู่การฟื้นธรรมชาติกลับคืนมา เพราะบางพื้นที่ไม่สามารถรองรับผลกระทบได้อีก หากไม่มีธรรมชาติเป็นฐานอยู่เบื้องหลัง

และ Nature Positive ไม่ใช่งานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคน เป็นเรื่องของทุกกระทรวง เป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การฟื้นธรรมชาติจะเดินต่อไม่ได้หากแยกออกจากชีวิตจริงของผู้คน

Circular Economy ต้องสร้างรายได้ให้ชุมชน

“เราไม่สามารถบอกให้คนทำ Nature Positive ในขณะเดียวกันเขาไม่มีข้าวกิน”

ประโยคนี้วางเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านไว้อย่างชัดเจน การอนุรักษ์หรือฟื้นฟูธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้ยาก หากคนในพื้นที่ต้องเลือกระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการทำมาหากิน ทางออกจึงต้องทำให้สองเรื่องเดินไปด้วยกัน และ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นกลไกที่ ศ.ดร.ยศชนัน นำมาเชื่อมกับโจทย์นี้

กรณีที่จังหวัดเชียงรายเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวของเกษตรกร นั่นคือการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

การบอกให้เลิกเผาอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะเกษตรกรต้องมีรายได้และต้องทำมาหากิน โจทย์จึงเปลี่ยนเป็นว่า วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เคยต้องเผาจะถูกเปลี่ยนให้สร้างเงินได้มากขึ้นอย่างไร คำตอบต้องเชื่อมตั้งแต่เกษตรกร โรงงานแปรรูป ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อสร้างเส้นทางให้วัสดุที่เคยถูกทิ้งกลับมามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ในช่วงเริ่มต้นอาจต้องมีสิ่งสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ ปุ๋ย หรือความช่วยเหลืออื่นตามที่ ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างไว้ แต่เป้าหมายปลายทางไม่ใช่การทำให้เกษตรกรพึ่งพาความช่วยเหลือตลอดไป หากต้องทำให้เห็นชัดว่า วัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่สามารถเพิ่มมูลค่าได้จริง

เมื่อมองลึกลงไป แต่ละพื้นที่ยังมี “ของดี” ของตัวเองที่สามารถต่อยอดได้ ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างข้าวว่า หากขายเป็นกิโลจะมีมูลค่าระดับหนึ่ง แต่เมื่อองค์ความรู้เข้ามาเพิ่มมูลค่า ข้าวสามารถพัฒนาไปได้มากกว่านั้น แนวทางเช่นนี้ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลายฝ่าย รวมถึงโรงงานต้นแบบในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่างานวิจัยสามารถเดินต่อไปสู่การใช้งานจริงได้

จุดที่มีความเสี่ยงสูง รัฐบาลรับหน้าที่ลงทุนวิจัยและพัฒนาต้นแบบ ส่วนภาคส่วนอื่นรับช่วงต่อในการขยายผล

เมื่อกลไกนี้ทำงาน Circular Economy จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ แต่เชื่อมเข้ากับรายได้ของคน การเพิ่มมูลค่าทรัพยากร และการฟื้นความหลากหลายทางชีวภาพของแต่ละพื้นที่ไปพร้อมกัน

ฟื้นธรรมชาติต้องให้ชุมชนร่วมออกแบบ

การเปลี่ยนแปลงจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไปได้ไม่ไกล ศ.ดร.ยศชนัน ให้น้ำหนักกับการออกแบบจากชุมชน เพราะคนในพื้นที่รู้ว่าตัวเองมีอะไร กำลังเผชิญปัญหาแบบใด และอะไรคือทางเลือกที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงไม่ใช่เพียงการขอความคิดเห็น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขาเอง

เมื่อพูดถึงชุมชน เรื่องจึงเดินต่อไปถึงโอกาสของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่อาจไม่เหมาะกับเส้นทางการศึกษาแบบเดียวกันทั้งหมด

ศ.ดร.ยศชนัน ตั้งคำถามถึงการให้คุณค่ากับอาชีวศึกษา โดยมองว่าเด็กบางคนอาจไม่ได้เหมาะกับการเรียนในเส้นทางทั่วไป แต่สามารถเรียนไปพร้อมกับทำงานได้ หากระบบเปิดพื้นที่ให้พวกเขากลับเข้ามาเรียนรู้ เด็กที่เคยหลุดออกจากเส้นทางเดิมอาจเริ่มมีรายได้ กลับมาเรียนอีกครั้งเมื่อพร้อม และมีโอกาสพัฒนาไปเป็นช่างฝีมือของประเทศ

นี่คือเรื่องของความเท่าเทียม

เมื่อคนได้รับโอกาสให้ยืนได้ด้วยตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับบ้านเกิดก็เปลี่ยนไป เด็กที่มองเห็นอนาคตของตัวเองย่อมมีโอกาสกลับมาปกป้องประเทศและพื้นที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา การรักษาธรรมชาติจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการสั่งให้คนอนุรักษ์ แต่เริ่มจากการทำให้คนมีโอกาส มีรายได้ และมีส่วนในการกำหนดอนาคตของตัวเอง

Nature Positive ในมุมนี้จึงกว้างกว่าการฟื้นจำนวนสิ่งมีชีวิตหรือความหลากหลายทางชีวภาพ และ Circular Economy ก็ไม่ได้จบอยู่ที่การจัดการวัสดุเหลือใช้ ทั้งสองเรื่องมาบรรจบกันตรงคำถามเดียวกันว่า จะทำอย่างไรให้ธรรมชาติฟื้นกลับมา โดยที่คนซึ่งอยู่กับธรรมชาติสามารถมีชีวิตและเศรษฐกิจที่เดินต่อไปได้

เพราะหากคนยังอยู่ไม่ได้ การขอให้เขารักษาธรรมชาติย่อมเป็นเรื่องยาก

แต่หากการฟื้นธรรมชาติสร้างรายได้ เปิดโอกาส และทำให้ชุมชนมองเห็นอนาคตของตัวเองได้ การดูแลทรัพยากรก็ไม่ใช่ภาระที่ถูกส่งลงมาจากข้างบนอีกต่อไป หากกลายเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่คนในพื้นที่มีส่วนร่วมสร้างขึ้นด้วยตัวเอง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Unilever ปิดวงจรทรัพยากร สร้างคุณค่าใหม่ด้วย Circular Economy

Nature Positive Finance เมื่อ ‘ทุนธรรมชาติ’ ต้องเข้าสู่สมการการเงิน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar