Net Zero ยังเป็นเรื่องของปี 2593 หรือเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้? เมื่อประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับประมาณ 287 ล้านตันในปีฐาน 2019 ให้เหลือ 152 ล้านตัน และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 คำตอบเริ่มชัดขึ้นว่า เป้าหมายนี้ไม่สามารถรอให้ถึงวันข้างหน้าแล้วค่อยลงมือ
ระยะทางจากวันนี้ถึงปี 2593 อาจดูอีกไกล แต่การเปลี่ยนระบบการผลิต เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน การจัดการป่า หรือแม้แต่วิธีคิดของคนในองค์กร ล้วนต้องใช้เวลา คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “Net Zero เป็นกระแสหรือความจริง” แต่อยู่ที่ภาคธุรกิจและประเทศไทยจะเปลี่ยนเป้าหมายที่ประกาศไว้ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร
โจทย์นี้ถูกหยิบมาพูดคุยบนเวที “Net Zero: Hype or Reality” ในงานการประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond” ผ่านมุมมองของ อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ เข็มอัปสร สิริสุขะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mission Earth จำกัด
ทั้ง 3 คนมาจากพื้นที่การทำงานที่ต่างกัน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การดูแลป่าและสร้างคาร์บอนเครดิตร่วมกับชุมชน ไปจนถึงการผลักดัน ESG ให้เข้าไปอยู่ในธุรกิจจริง เมื่อนำมุมมองเหล่านี้มาต่อกัน เส้นทางไปสู่ Net Zero จึงไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีบริหารองค์กร และวิธีคิดว่าใครควรรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
เทคโนโลยี Net Zero พร้อม แต่ต้นทุนยังเป็นโจทย์

ในภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำหลายอย่างไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดสำหรับอนาคตอีกต่อไป คุณอรลา กล่าวถึง BIG ซึ่งเป็นผู้พัฒนา Climate Solution มาอย่างยาวนาน ผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีก๊าซอุตสาหกรรม หนึ่งในแนวทางที่บริษัทนำมาใช้คือ Low Carbon Industrial Gas เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของ BIG บริษัทสามารถประกาศการลดคาร์บอนได้ประมาณ 50% เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง BIG ยังเข้าไปศึกษกระบวนการทำงานในโรงงานของลูกค้า เพื่อค้นหาว่าส่วนใดสามารถปรับเปลี่ยนและลดการปล่อยได้ เพราะหากองค์กรต้องการไปถึง Net Zero การลดคาร์บอนไม่สามารถเป็นโครงการที่แยกออกจากธุรกิจหลัก แต่ต้องเข้าไปอยู่ในงานประจำวัน ทุกกระบวนการ และการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร
ไฮโดรเจนเป็นอีกเทคโนโลยีที่ BIG กำลังให้ความสนใจ คุณอรลาอธิบายว่า เทคโนโลยีการผลิตมีอยู่แล้ว และหากนำไฮโดรเจนมาใช้กับรถ ของเสียที่เกิดขึ้นคือน้ำ ปัญหาคือราคาของการเปลี่ยนผ่านยังสูง ทั้งต้นทุนการผลิตและความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง ทำให้การมีเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถนำมาใช้ในวงกว้างได้ทันที
ประสบการณ์จากการทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นทำให้เธอเห็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของการเปลี่ยนผ่าน บริษัทที่กำหนด Roadmap ไปสู่ Net Zero ต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่มีรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เมื่อภาคธุรกิจไม่ต้องรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง การลงทุนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จึงเดินหน้าได้เร็วขึ้น
สำหรับธุรกิจไทย โจทย์จึงไม่จบที่การมีเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีนั้นเข้าไปอยู่ในกลยุทธ์และกระบวนการทำงานจริง รวมถึงพาคู่ค้าในห่วงโซ่เดียวกันขยับตามไปด้วย เพราะต่อให้องค์กรหนึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ESG หากคู่ค้ายังไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ไม่สามารถส่งต่อไปถึงลูกค้าได้เต็มที่
Net Zero 2593 ไปไม่ถึง หากไม่มีป่า
การลดการปล่อยจากภาคอุตสาหกรรมเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ ดร.ธนพงศ์ กล่าวถึงบทบาทของป่าในฐานะส่วนที่ขาดไม่ได้ของเป้าหมายประเทศ โดยประเทศไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับประมาณ 287 ล้านตัน ในปีฐาน 2019 ให้เหลือ 152 ล้านตัน และมีเป้าหมายระยะ 20 ปีที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าอีกประมาณ 30 ล้านไร่ จากป่าธรรมชาติที่มีอยู่ประมาณ 100 ล้านไร่
“ถ้าไม่มีป่าไม้ ไม่มีทางสำเร็จ” ดร.ธนพงศ์ กล่าว เพราะโจทย์ของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงการเพิ่มพื้นที่ป่าใหม่ แต่ต้องรักษาป่าที่มีอยู่ไม่ให้หายไปด้วย ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเงิน คน และกลไกที่จะทำให้ชุมชนสามารถดูแลพื้นที่เหล่านั้นได้ต่อเนื่อง
ประสบการณ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างของการนำกลไกทางเศรษฐกิจเข้ามาช่วยรักษาป่า จากพื้นที่ซึ่งเคยมีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าประมาณ 91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคเหนือที่ประมาณ 60% มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำพื้นที่ดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนเป็นโครงการคาร์บอนเครดิต และได้รับคาร์บอนเครดิตประมาณ 400,000 กว่าตัน
ประสบการณ์จากดอยตุงถูกขยายไปสู่ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งดำเนินงานกับ 103 ชุมชน มีประชาชนเกี่ยวข้องประมาณ 166,000 คน และมีเงินเข้าสู่ชุมชนแล้ว 260 ล้านบาท เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้พัฒนาชุมชน ดูแลป่า และป้องกันไฟป่า พร้อมกับช่วยลดปัญหา PM2.5 (ตัดข้อมูลสถิติพื้นที่ไฟป่าลดลงจาก 22% เหลือต่ำกว่า 1% ออก เนื่องจากไม่ปรากฏการกล่าวถึงตัวเลขนี้ในบันทึกเสวนา)
กลไกดังกล่าวทำให้ความต้องการของภาคธุรกิจกับการรักษาป่ามาเจอกัน เอกชนต้องการคาร์บอนเครดิตเพื่อใช้กับเป้าหมายด้านคาร์บอน ส่วนชุมชนต้องการเงินสำหรับดูแลป่าที่ตัวเองรับผิดชอบ เมื่อเงินกลับเข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ป่าก็มีโอกาสได้รับการดูแลต่อเนื่อง และชุมชนสามารถพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ได้
Carbon Credit ช่วยได้ แต่ต้องลดคาร์บอนก่อน
การทำให้ป่ามีมูลค่าผ่านคาร์บอนเครดิตมีประโยชน์ต่อการรักษาพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจควรใช้เครดิตเป็นคำตอบแรก ดร.ธนพงศ์ เตือนว่า หากองค์กรซื้อคาร์บอนเครดิตจำนวนมากเพื่อชดเชยการปล่อย โดยไม่พยายามเปลี่ยนกระบวนการของตัวเอง อาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่อง Greenwashing (ปรับแก้ตัวสะกดคำว่า Greenwashing ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและบริบทสากล จากคำถอดเสียงดั้งเดิมที่ออกเสียงคล้าย Watching) ได้
วิธีคิดจึงต้องเริ่มจากการทำ Carbon Footprint เพื่อให้รู้ก่อนว่าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากส่วนไหนและมากเท่าไร เมื่อรู้แหล่งปล่อยหลักจึงสามารถวางแผนจัดการได้ถูกจุด จากนั้นต้องกำหนดเป้าหมายและลดการปล่อยจากกระบวนการของตัวเองให้ได้อย่างน้อย 90% ส่วนคาร์บอนเครดิตสามารถใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และใช้กับประมาณ 10% สุดท้ายที่ไม่สามารถลดลงได้แล้ว
หากองค์กรเลือกซื้อเครดิตโดยที่โครงสร้างการผลิตยังเหมือนเดิม จำนวนเครดิตที่ต้องซื้อก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามการปล่อย และต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ การลดการปล่อยจากต้นทางจึงยังเป็นงานหลัก ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในส่วนที่จำเป็นจริง ๆ
เงินจากคาร์บอนเครดิตยังสามารถย้อนกลับไปสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและการรักษาป่า ทำให้เครื่องมือนี้มีบทบาททั้งต่อเป้าหมายของภาคธุรกิจและการสร้างรายได้ให้คนที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แต่เงื่อนไขสำคัญยังเหมือนเดิม คือ ต้องไม่ใช้การชดเชยเป็นเหตุผลในการเลื่อนการปรับตัวของธุรกิจออกไป เป้าหมายจึงไม่ใช่การมีคาร์บอนเครดิตให้มากที่สุด แต่คือการลดสิ่งที่ต้องชดเชยให้เหลือน้อยที่สุด
ESG ต้องเป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่กิจกรรม
สำหรับคุณเข็มอัปสร เส้นทางการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มจากการร่วมงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก่อนเปลี่ยนจากการทำงานแบบ Non-Profit มาสู่ธุรกิจเพื่อสังคม เพราะเห็นว่าการทำให้เกิดความยั่งยืนจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเธอร่วมก่อตั้ง Mission Earth ซึ่งดำเนินงานมานานกว่า 2 ปี ให้บริการด้าน ESG ทั้งการให้คำปรึกษา การจัดกิจกรรม ค่าย และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ประสบการณ์จากการทำงานทำให้คุณเข็มอัปสร เห็นความแตกต่างระหว่างการทำ “กิจกรรม ESG” กับการเกิด Transformation ภายในองค์กรอย่างชัดเจน กิจกรรมอาจเกิดขึ้นแล้วจบลง โดยไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดหรือกระบวนการทำงาน แต่ Transformation ต้องเริ่มตั้งแต่วิธีคิดและตามไปตลอดเส้นทางของธุรกิจ
เธอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ข้าวที่ทำอยู่ การคิดเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เริ่มเมื่อสินค้าเสร็จแล้ว แต่ย้อนกลับไปตั้งแต่พื้นที่นาที่มีป่าล้อมรอบ การดูแลกระบวนการปลูกและปุ๋ย เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนบรรจุภัณฑ์ก็ต้องดูต่อว่าขวดเป็นอย่างไร กระดาษที่ใช้ทำฉลากผลิตด้วยพลังงานลมและผ่านการรับรองFSC หรือไม่ จนถึงปลายทางหลังการใช้งานว่าสามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ซ้ำ หรือควรแยกทิ้งอย่างไร
เมื่อ ESG ต้องเดินไปตลอดกระบวนการ การฝากความรับผิดชอบไว้กับแผนก Sustainability เพียงไม่กี่คนจึงไม่เพียงพอ คุณเข็มอัปสรยกภาพองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน แต่มีคนทำงานด้านSustainability เพียงสองคนว่า คนจำนวนเท่านี้ไม่สามารถทำให้แนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในการทำงานของทุกแผนกได้
องค์กรจึงต้องเปลี่ยนวิธีมอง ESG จากเรื่องที่อยู่ภายนอกธุรกิจหรือกิจกรรมแบบ CSR ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ Core Strategy เมื่อความยั่งยืนอยู่ในกลยุทธ์หลัก การตัดสินใจตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กระบวนการทำงาน ไปจนถึงคนในแต่ละแผนกจึงมีโอกาสเดินไปในทิศทางเดียวกัน
Net Zero ต้องเริ่มจากผู้นำองค์กร
การนำ Sustainability เข้าไปอยู่ใน Core Strategy ไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น คุณเข็มอัปสร กล่าวว่า แม้แต่องค์กรที่สนใจและเห็นความสำคัญก็ยังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน ส่วนองค์กรที่ยังไม่เห็นความจำเป็นหรือไม่มีแรงบีบให้ต้องทำ การสร้างความเข้าใจจะยิ่งยากขึ้น
Leadership และ Commitment จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากผู้นำเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นมากพอ องค์กรสามารถขยับไปพร้อมกันได้ เพราะESG ไม่สามารถเป็นงานของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกแยกออกจากธุรกิจหลัก
คุณอรลากล่าวในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนต้องเริ่มจาก Direction ของบริษัท หากไม่มี Mission ที่ชัดเจน การนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจะทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงต้องเจอกับทั้งต้นทุนและการปรับ Process ภายในองค์กร
สำหรับบริษัทที่ยังลังเลเพราะมองเห็นต้นทุนอยู่ตรงหน้า คุณเข็มอัปสรชวนให้กลับคำถามเสียใหม่ว่า หากวันนี้ไม่ทำ อีก 10 ปีข้างหน้าจะสูญเสียอะไรเพราะการเปลี่ยนองค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถตัดสินใจวันนี้แล้วเปลี่ยนทุกอย่างได้ในวันพรุ่งนี้ ยิ่งองค์กรใหญ่ การเคลื่อนตัวก็ยิ่งต้องใช้เวลา
การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นในช่วงแรก และองค์กรต้องยอมรับ Trade-off บางอย่าง แต่คุณเข็มอัปสร มองว่าในอนาคต สิ่งที่ทำอาจช่วยสร้างความผูกพันต่อองค์กรหรือแบรนด์ และอาจนำไปสู่ยอดขายหรือผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ คำถามจึงอยู่ที่องค์กรมี Commitment มากพอที่จะเดินต่อเนื่องแค่ไหน และพร้อมยอมรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านในวันนี้เพื่อผลลัพธ์ระยะยาวหรือไม่
จากเป้าหมาย Net Zero สู่การลงมือทำ
เมื่อการเปลี่ยนผ่านต้องใช้เวลา การเริ่มต้นจึงมีความหมายมากกว่าการรอให้ทุกอย่างพร้อม ดร.ธนพงศ์ เสนอให้สนับสนุนการผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ซึ่งคาดว่าจะผ่านการบังคับใช้เร็วที่สุดในช่วงไตรมาส 3 ของปีหน้า (ปี 2027) เพื่อให้เกิดกติกาที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเอง ผ่านกลไกการจ่ายเงินชดเชยหากยังปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์
เมื่อการปล่อยคาร์บอนมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ธุรกิจก็จะมีเหตุผลทางการค้าในการลงทุนกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น กลไกกฎหมายดังกล่าวยังช่วยดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนให้เข้ามาสนับสนุนงานดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน เพราะการเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าตามเป้าหมายของประเทศเป็นภารกิจที่ไม่สามารถพึ่งพาแค่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้
สำหรับคุณอรลาสิ่งที่ควรเริ่มทำไม่ได้ซับซ้อน เธอกล่าวเน้นย้ำว่า “ทำเลยค่ะ อย่ารอ” ไม่จำเป็นต้องรอให้โลกวิกฤตหนักไปกว่านี้ ไม่ต้องรอให้กฎหมายหรือบทลงโทษมีผลบังคับใช้ โดยเธอกล่าวเห็นชอบร่วมกับตัวแทนจากภาคการเกษตรกรรม (สยามคูโบต้า) บนเวทีว่า แม้จะเป็นการลดคาร์บอนได้เพียงหนึ่งตันจากการหยอดกระปุกสะสมความสำเร็จเล็ก ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรเริ่มทำทันที ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถเริ่มได้จากระดับบุคคล ก่อนขยายผลไปสู่ครอบครัวและองค์กร
คุณเข็มอัปสรกล่าวถึงโจทย์เดียวกันว่า ต้องเปลี่ยน Commitment หรือสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำ ให้เป็น Implementation หรือการลงมือทำจริง โดยไม่ดูถูกการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เพราะเมื่อคนเริ่มเปลี่ยน องค์กรก็มีโอกาสเปลี่ยนตาม
เป้าหมายปี 2593 ยังอยู่ข้างหน้า แต่ทุกสิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อไปให้ถึง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ระบบการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน วิธีบริหารองค์กร หรือการรักษาป่า ล้วนต้องใช้เวลา การรอจนถึงวันที่กฎหมายหรือตลาดบังคับจึงไม่ได้ทำให้โจทย์ง่ายลง แต่อาจทำให้เหลือเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่านน้อยกว่าเดิม
Net Zero อาจเป็น “Mission to the Moon” หรือภารกิจเยือนดวงจันทร์ อย่างที่มีการเปรียบเปรยบนเวทีเสวนา มันคือเป้าหมายที่ยากและยังมีหลายเรื่องที่ต้องค้นหาคำตอบระหว่างทาง ทั้งต้นทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ กลไกสนับสนุนจากภาครัฐ การปรับตัวของธุรกิจ การสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมรักษาป่า และการนำ ESG เข้าไปอยู่ในกลยุทธ์หลักขององค์กรจริง ๆ แต่ความยากไม่ได้แปลว่าเราต้องรอจนทุกอย่างพร้อมแล้วค่อยก้าวเดิน
สิ่งที่ตกผลึกจากทั้งสามมุมมองคือ Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการทำงานของส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงลำพัง เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอาจช่วยภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อย แต่ต้องมีต้นทุนที่จับต้องได้และมีนโยบายสนับสนุนการใช้งาน ป่าชุมชนช่วยดูดซับคาร์บอนและสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต แต่คาร์บอนเครดิตต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทดแทนการลดการปล่อยที่ต้นทางขององค์กร ขณะที่ ESG จะเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้จริงก็ต่อเมื่อมันหลุดออกจากกรอบของการเป็น “กิจกรรม CSR แบบครั้งคราว” แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจของผู้นำ กระบวนการทำงาน และคนทุกระดับในองค์กรอย่างแท้จริง
ระยะทางสู่ปี 2593 สั้นลงทุกปี การเปลี่ยน Commitment ให้เป็น Implementation จึงไม่ควรรอให้กฎหมาย ตลาด หรือภาษีคาร์บอนเป็นฝ่ายบังคับก่อน เพราะหลายเรื่องสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ แม้จะเป็นการลดคาร์บอนเพียงหนึ่งตัน การปรับกระบวนการเพียงหนึ่งจุด หรือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนเพียงหนึ่งคน
“ทำเลยค่ะ อย่ารอ” คุณอรลากล่าวทิ้งท้าย
ประโยคนี้อาจเป็นคำตอบที่ตรงและทรงพลังที่สุดต่อคำถาม “Net Zero: Hype or Reality” เพราะสิ่งที่จะทำให้เป้าหมายนี้หลุดพ้นจากการเป็นเพียงกระแสหรือตัวเลขบนแผ่นกระดาษ ไม่ได้อยู่ที่การประกาศเป้าหมายอันสวยหรูในปี 2593 แต่อยู่ที่การเลือกลงมือทำจริงของภาคธุรกิจ ภาครัฐ ชุมชน และพวกเราทุกคนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Unilever ปิดวงจรทรัพยากร สร้างคุณค่าใหม่ด้วย Circular Economy
Nature Positive ทางรอดไทย ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจและปากท้อง



