ประเทศไทยมีขยะอาหารมากถึง 12,000 ล้านกิโลกรัมต่อปี ขณะที่คนไทยหนึ่งคนทิ้งขยะอาหารเฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าปริมาณขยะ คือประมาณ 40% ของขยะอาหารทั้งหมดในประเทศไทยยังเป็นอาหารที่รับประทานได้ และไม่ควรถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบ
ทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย SOS Thailand กล่าวในงานสัมมนา ESGNIVERSE 2026 : Real – World of Sustainability (POLYCRISIS PULSE) ว่า การแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจากการแยกให้ชัดระหว่าง “ขยะอาหาร” กับ “อาหารส่วนเกิน” หรือ Surplus Food เพราะอาหารส่วนเกินยังเป็นอาหารที่รับประทานได้และปลอดภัย เพียงแต่หมดเวลาขายแล้ว เช่น สินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกนำออกจากชั้นวางก่อนหมดอายุจริง อาหารที่มีอายุคงเหลือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของช่องทางจำหน่าย หรือผลผลิตทางการเกษตรที่มีขนาดและรูปลักษณ์ไม่ตรงตามมาตรฐาน ทั้งที่ยังสามารถรับประทานได้
การเปลี่ยนจากคำว่า “ขยะอาหาร” มาเป็น “อาหารส่วนเกิน” จึงมีผลต่อวิธีจัดการอาหารโดยตรง เพราะหากยังมองสิ่งเหล่านี้เป็นอาหาร ธุรกิจจะเริ่มคิดว่าจะจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะนำไปทิ้ง ขณะเดียวกัน ผู้รับอาหารก็มีความรู้สึกแตกต่างกันระหว่างการได้รับสิ่งที่เรียกว่าขยะอาหารกับการได้รับอาหารส่วนเกินที่แบรนด์แบ่งปันให้กับชุมชน
ขยะอาหารสร้างต้นทุนมากกว่าที่คิด
ความเข้าใจว่าอาหารสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ทำให้หลายคนอาจมองไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบ ทวียกตัวอย่างกะหล่ำปลีหนึ่งหัว ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 7-20 ปีในการย่อยสลาย เมื่อขยะอาหารอยู่ในหลุมฝังกลบจะก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก
นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นปลายทางแล้ว การทิ้งอาหารยังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรที่ใช้มาตลอดกระบวนการผลิตและขนส่ง ทวียกตัวอย่างแครอทซึ่งอาจถูกคัดออกตั้งแต่ฟาร์มเพราะมีขนาดสั้นหรือยาวเกินไป ก่อนถูกคัดอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ร้านอาหารหรือโรงแรม หากสีไม่ตรงกับความต้องการ ทั้งที่ตลอดกระบวนการดังกล่าวมีการใช้ทรัพยากรและการขนส่งเกิดขึ้นแล้ว
อีกด้านหนึ่งคือภาระในการจัดการขยะของภาครัฐและท้องถิ่น ทวีระบุว่า การจัดการขยะเป็นการดำเนินงานที่ขาดทุน โดยค่าขยะที่ประชาชนจ่ายอาจอยู่ที่ 20 หรือ 60 บาท แต่ต้นทุนจริงสูงกว่านั้นประมาณ 10 เท่า ยิ่งมีขยะถูกส่งไปหลุมฝังกลบมาก พื้นที่ก็ยิ่งเต็มเร็วขึ้นและเหลือพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ด้านอื่นน้อยลง
สำหรับธุรกิจ การทิ้งอาหารก็มีต้นทุนเช่นเดียวกัน อาหารที่ขายไม่หมดไม่ได้เคลื่อนย้ายไปยังถังขยะด้วยตัวเอง แต่ต้องใช้พนักงานจัดการ ต้องใช้ถุงดำ และบางแบรนด์อาจใช้สารเคมีเพื่อทำให้อาหารไม่สามารถรับประทานได้อีก กระบวนการทั้งหมดใช้ทั้งเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่าย ขณะที่พนักงานหรือเชฟที่ตั้งใจทำอาหารขึ้นมาก็ต้องเผชิญกับการนำอาหารที่ตนเองทำไปทิ้งทุกวัน
อาหารเหลือต้องส่งต่อก่อนทิ้ง

การป้องกันไม่ให้เกิดอาหารส่วนเกินเป็นทางเลือกแรกของการจัดการอาหาร ธุรกิจสามารถคำนวณปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการ และปัจจุบันมีเทคโนโลยีรวมถึง AI เข้ามาช่วยคำนวณ แต่ในทางปฏิบัติยังมีอาหารเหลืออยู่ เนื่องจากหลายแบรนด์ต้องเตรียมสินค้าให้เพียงพอสำหรับลูกค้า เพราะหากสินค้าไม่เพียงพอ ลูกค้าอาจเปลี่ยนไปซื้อจากแบรนด์อื่น
เมื่อยังมีอาหารเหลือ ทางเลือกถัดมา คือการจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยส่งต่อให้คนรับประทานก่อน หากไม่สามารถทำได้จึงพิจารณานำไปเป็นอาหารสัตว์ ทำปุ๋ย ผลิตพลังงาน และท้ายที่สุดจึงเป็นการนำไปฝังกลบ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้นหากอาหารนั้นยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นได้
อาหารส่วนเกินสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายจุดของห่วงโซ่อาหาร สำหรับโรงแรมอาจเป็นวัตถุดิบที่เหลือจากการประกอบอาหาร หรือ Snack Box ที่เตรียมไว้มากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานจริง ซูเปอร์มาร์เก็ตอาจมีผัก ผลไม้ หรือไข่ไก่ที่ขายไม่หมด แม้ผ่านการลดราคาแล้ว ขณะที่ร้านอาหารมีอาหารที่ผลิตเกินจากยอดขายจริง
โรงงานผู้ผลิตก็มีอาหารส่วนเกินจากสินค้าที่ไม่สามารถส่งออกได้ หรือสินค้าที่ยังไม่หมดอายุแต่มีอายุคงเหลือไม่ถึงเกณฑ์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกำหนด เช่น อาหารกระป๋องที่มีอายุหนึ่งปี แต่ช่องทางจำหน่ายกำหนดว่าต้องมีอายุคงเหลืออย่างน้อย 80% สินค้าที่เหลืออายุไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวจึงไม่สามารถนำขึ้นชั้นวางได้ แม้ยังมีเวลาอีกหลายเดือนก่อนหมดอายุ รวมถึงสินค้าที่มีปัญหาเรื่องฉลากจนไม่สามารถจำหน่ายได้
ภาคเกษตรก็มีผลผลิตที่ถูกคัดออกเพราะขนาดเล็กหรือใหญ่เกินมาตรฐาน ขณะที่ตลาดค้าส่งมีผักที่ขายไม่หมดในวันนั้นและต้องแข่งขันกับผักล็อตใหม่ที่จะเข้ามาในวันรุ่งขึ้น การลดราคาสินค้าเก่าอาจกระทบราคาของสินค้าใหม่ ทำให้สินค้าที่ยังรับประทานได้ต้องถูกนำไปทำลาย
SOS เชื่อมอาหารส่วนเกินสู่ชุมชน
แม้ธุรกิจจะต้องการส่งต่ออาหาร แต่ความกังวลสำคัญคือความปลอดภัยของอาหาร ความรับผิดชอบหากเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ผู้รับจะนำอาหารไปขายต่อหรือไม่ รวมถึงการเก็บข้อมูล เอกสาร และการติดตามว่าอาหารถูกส่งไปที่ใด
ทวีระบุว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย Good Samaritan Law ที่ปกป้องผู้บริจาคอาหาร SOS Thailand จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเมื่อมีการลงนามข้อตกลงร่วมกัน ตัวกลางจะเข้ามารับผิดชอบในกรณีที่ผู้ประกอบการกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจากอาหารที่ส่งต่อ
ระบบยังครอบคลุมการคัดกรองความปลอดภัยของอาหารและการจัดการเครือข่ายผู้รับ SOS มีรถควบคุมอุณหภูมิที่สามารถรองรับทั้งอาหารสด อาหารแช่แข็ง และไอศกรีม เพื่อรักษาความปลอดภัยของอาหารระหว่างการขนส่ง พร้อมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เนื่องจากอาหารส่วนเกินจำนวนมากมีอายุการเก็บรักษาสั้น บางประเภทอาจเหลือเวลาเพียงหนึ่งวันและไม่สามารถรอจนถึงวันทำการถัดไปได้
SOS ยังชั่งน้ำหนักและเก็บข้อมูลอาหารที่แต่ละแบรนด์บริจาคในแต่ละวัน และสามารถแยกข้อมูลตามสาขาได้ รวมถึงออกหนังสือขอบคุณและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับหรือเรียกคืนเมื่อเกิดปัญหา ทวีระบุว่า SOS Thailand ทำงานด้านนี้มาเป็นปีที่ 10 และยังไม่เคยพบกรณีอาหารเป็นพิษในชุมชนจากอาหารที่องค์กรส่งต่อ
ลดต้นทุนต่อยอด ESG และคาร์บอนเครดิต
ในมุมธุรกิจ การส่งต่ออาหารส่วนเกินช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำลายอาหาร ตั้งแต่ถุงดำ น้ำยาที่ใช้ทำลายอาหาร ไปจนถึงเวลาของพนักงาน ขณะเดียวกัน อาหารที่เดิมธุรกิจยังไม่มีทางออกและต้องนำไปทิ้ง สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม CSR ได้
ทวียังระบุว่า การส่งต่ออาหารส่วนเกินสามารถสนับสนุนการรายงานด้าน ESG Scope 3 และช่วยด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์เมื่อธุรกิจสื่อสารสิ่งที่ทำผ่านช่องทางต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงาน โดยบางแบรนด์มีพนักงานเขียนการ์ดส่งไปพร้อมอาหาร เพื่อบอกผู้รับว่าตั้งใจทำอาหารและอยากให้ผู้รับมีความสุขกับอาหารที่ได้รับ
อีกประเด็นที่ SOS กำลังดำเนินการคือคาร์บอนเครดิต โดยทวีระบุว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ได้ประกาศรับรองมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่ออาหารส่วนเกิน และ SOS ทำงานร่วมกับ MTEC ในการจัดทำขั้นตอนสำหรับการขอคาร์บอนเครดิต โดย SOS เป็นหน่วยงานนำร่องในการทดลองดำเนินการ และคาดว่าอาจมีคาร์บอนเครดิตล็อตแรกภายในปีนี้
ในระยะแรก แบรนด์ที่จะเข้าร่วมต้องบริจาคอาหารผ่าน SOS โดยมีเงื่อนไขสำคัญคืออาหารต้องปลอดภัย บริจาคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ต้องส่งต่อก่อนวันหมดอายุ และปัจจุบันครอบคลุมเฉพาะอาหารประเภทของแข็ง ส่วนเครื่องดื่ม เช่น นมพาสเจอร์ไรส์หรือน้ำโซดา ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ แต่มีการทำงานเพื่อให้ครอบคลุมเครื่องดื่มในอนาคต
หลักการคำนวณจะนำปริมาณคาร์บอนจากกรณีที่อาหารถูกนำไปทิ้งมาเปรียบเทียบกับคาร์บอนที่เกิดจากการขนส่งอาหารส่วนเกินของตัวกลาง ผลต่างที่เกิดขึ้นจึงเป็นส่วนที่นำไปใช้ในการคำนวณคาร์บอนเครดิต
Starbucks-KFC ส่งต่ออาหารกว่า 250,000 กิโลกรัม
Starbucks เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ SOS Thailand นำมาใช้สะท้อนผลของการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ปัจจุบัน SOS ทำงานร่วมกับ Starbucks มากกว่า 290 สาขาในประเทศไทย ผ่านโครงการ Food Share โดยนำเบเกอรีส่วนเกินไปส่งต่อให้กับผู้รับ รวมถึงสถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชน และมีปริมาณอาหารที่ส่งต่อแล้วมากกว่า 100,000 กิโลกรัม
ทวีเล่าว่า เด็กและเยาวชนบางส่วนในสถานสงเคราะห์ไม่เคยได้รับประทานเบเกอรีในลักษณะนี้มาก่อน การได้รับอาหารจึงช่วยเปิดประสบการณ์ และเป็นแรงผลักดันให้บางคนต้องการฝึกอาชีพและออกไปหางานทำ ขณะที่ Starbucks นำโครงการ Food Share ไปสื่อสารเพื่อให้ลูกค้ารับรู้ถึงสิ่งที่แบรนด์ดำเนินการ
KFC ประเทศไทยทำงานร่วมกับ SOS ผ่านโครงการ Harvest หรือที่เรียกว่า “โครงการไก่น้อง” โดย SOS เข้าไปรับไก่ส่วนเกินและส่งต่อไปยังชุมชน ปัจจุบันโครงการครอบคลุมมากกว่า 280 สาขาทั่วประเทศ และส่งต่ออาหารแล้วมากกว่า 150,000 กิโลกรัม
KFC ยังนำเรื่องราวของโครงการไปสื่อสารและใช้อินฟลูเอนเซอร์ร่วมประชาสัมพันธ์ ทวีระบุว่าเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นไปในทิศทางบวก มีทั้งข้อความขอบคุณแทนเด็ก ๆ การชื่นชมโครงการ และผู้บริโภคบางส่วนระบุว่าหากมีโอกาสจะเข้าไปใช้บริการของแบรนด์
จากอาหารส่วนเกินสู่แรงผลักดันเชิงนโยบาย
ทวียกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเพื่อแสดงให้เห็นมาตรการสนับสนุนการส่งต่ออาหารส่วนเกินในต่างประเทศ โดยระบุว่าสหรัฐอเมริกามีเครดิตภาษีสูงถึง 15% ขณะที่ฝรั่งเศสให้เครดิตภาษีสูงถึง 60% และมีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับการส่งต่ออาหารส่วนเกิน
ประเทศไทยยังไม่มีเครดิตภาษีในลักษณะเดียวกัน แต่ทวีมองว่า หากมีธุรกิจเข้ามาดำเนินการเรื่องอาหารส่วนเกินมากขึ้น และร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ อาจนำไปสู่มาตรการสนับสนุนในประเทศไทยได้ในอนาคต
สำหรับธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจว่าอาหารที่กำลังนำไปทิ้งเป็นขยะอาหารหรืออาหารส่วนเกิน SOS Thailand เปิดให้ติดต่อเพื่อเข้าไปประเมินและแนะนำว่าอาหารประเภทใดสามารถบริจาคได้ และควรจัดการอย่างไรให้ปลอดภัย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สิ่งที่ SOS Thailand ต้องการผลักดันจึงเริ่มจากการทำให้ธุรกิจมองอาหารที่เหลือจากการขายหรือการผลิตให้ต่างออกไป เพราะสิ่งที่เคยถูกนำไปทิ้งและสร้างค่าใช้จ่ายในการกำจัด อาจยังเป็นอาหารที่สามารถส่งต่อให้กับชุมชนได้ หากได้รับการคัดแยกและจัดการอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานความปลอดภัย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Waste to Worth เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
PPWR เปลี่ยนเกมบรรจุภัณฑ์เปิดโอกาส SME ไทยในตลาด EU



