Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

TEGH พลิกธุรกิจเกษตร สู่ Circularity Hub ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน

TEGH พลิกธุรกิจเกษตร สู่ Circularity Hub ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน

ธุรกิจเกษตรอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาแรงงาน ภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนเร็วขึ้น รวมถึงกฎระเบียบใหม่ที่ให้เวลาธุรกิจปรับตัวสั้นลง จากเดิมที่อาจมีเวลาหลายปี เหลือเพียงไม่กี่เดือนในบางกรณี สำหรับบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการผลิตสินค้าให้ได้ตามคุณภาพ ปริมาณและราคา แต่ต้องทำให้ธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอนได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนผ่านของ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH จากธุรกิจที่มี 3 สายหลัก ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และการจัดการกากของเสียอินทรีย์ควบคู่กับพลังงานทดแทน สู่การนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเชื่อมเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจ ภายใต้โมเดล “Thai Eastern Symbiosis” ก่อนต่อยอดธุรกิจใหม่สู่การเป็น Organic Waste Management Hub ของ EEC ตั้งแต่ปี 2023

สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นำเสนอแนวทางดังกล่าวในหัวข้อ “Decoding TEGH’s Strategy: From Rubber Producer to Bio-Complex Leader” ภายในงานสัมมนา Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ซึ่ง The Story Thailand จัดร่วมกับหอการค้าไทย และสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy by UTCC) โดยแกนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่การนำความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมาสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ และเปลี่ยนข้อกำหนดด้านกฎหมายและความยั่งยืนจากภาระให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน

จากขายวัตถุดิบ สู่ขายความมั่นใจ

สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

สำหรับ TEGH ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นที่โรงงาน แต่เริ่มจากต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน เพราะหากวัตถุดิบต้นทางไม่ผ่านข้อกำหนด โรงงานปลายทางก็ไม่สามารถทำให้สินค้าทั้งห่วงโซ่ผ่านมาตรฐานได้ บริษัทจึงเข้าไปทำงานกับเกษตรกรตั้งแต่การตรวจสอบว่าวัตถุดิบไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกหรือตัดไม้ทำลายป่า ส่งเสริมแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่ผิดกฎหมาย ไม่มีแรงงานเด็ก รวมถึงช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องภาษีและการกำจัดบรรจุภัณฑ์จากการเกษตรอย่างถูกวิธี

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้เกษตรกรผ่านข้อกำหนด แต่ต้องทำให้วัตถุดิบที่ออกจากสวนสามารถส่งต่อเข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงขึ้นได้ เมื่อทำได้เช่นนี้ บทบาทของ TEGH ก็เปลี่ยนจากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่การส่งมอบความมั่นใจให้ลูกค้า ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การปฏิบัติตามกฎหมาย และความสามารถในการส่งมอบสินค้าแม้ต้องเผชิญความผันผวนจากสภาพอากาศหรือปัญหาอื่นในห่วงโซ่อุปทาน

ความซับซ้อนอีกด้านอยู่ที่โครงสร้างการซื้อขายสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งไม่ได้เชื่อมตรงระหว่างเกษตรกรกับโรงงาน แต่มีทั้งผู้รวบรวม ผู้รับซื้อรายย่อย ตลาดกลาง และตลาดประมูลหลายทอด การตรวจสอบย้อนกลับจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่สวน ผ่านผู้เกี่ยวข้องแต่ละส่วน จนถึงโรงงานและลูกค้าปลายทาง TEGH จึงพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบสามารถบันทึก ตรวจสอบ และดูข้อมูลย้อนกลับได้แบบเรียลไทม์

เปลี่ยนของเสียเป็นทรัพยากร

หลังจากจัดการต้นน้ำและระบบตรวจสอบย้อนกลับแล้ว TEGH กลับมาจัดการกระบวนการภายใน โดยเริ่มจากการสำรวจว่าการผลิตใช้ทรัพยากรอะไร เกิดของเสียอะไร และสิ่งที่เหลือจากกระบวนการหนึ่งสามารถนำกลับไปใช้ในอีกกระบวนการได้หรือไม่ แนวคิดสำคัญคือการเริ่มจากภายในองค์กรให้แข็งแรงก่อน แล้วจึงขยายออกไปเชื่อมกับระบบภายนอก

โจทย์แรกคือกากอินทรีย์ เนื่องจากอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรสร้างของเสียประเภทนี้จำนวนมาก ขณะที่กากอินทรีย์มากกว่าร้อยละ 90 ในประเทศไทยยังถูกนำไปฝังกลบ แม้เป็นวิธีที่ถูกกฎหมาย แต่ TEGH เลือกเปลี่ยนแนวทางจากการฝังกลบมาเป็นการจัดการของเสีย เพื่อลดปริมาณขยะ นำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ เปลี่ยน Waste ให้เป็นพลังงานชีวภาพสำหรับใช้ในกระบวนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แนวทางดังกล่าวเชื่อมไปถึงการใช้ทรัพยากรอื่น โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งบริษัทนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำในกระบวนการมากกว่าร้อยละ 90 น้ำที่ออกจากกระบวนการหนึ่งถูกส่งต่อไปใช้อีกกระบวนการ ก่อนนำกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำอีกครั้ง บริษัทระบุว่า ปัจจุบันมีแหล่งน้ำเพียงพอรองรับการดำเนินงานได้อีก 18 เดือนแม้ไม่มีฝนตก หลักคิดในการขยายธุรกิจจึงผูกอยู่กับทรัพยากรที่มี หากทรัพยากรไม่เพียงพอก็ไม่ขยายกำลังการผลิต

Low Carbon สร้างมูลค่าเพิ่ม

การลดของเสีย และการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน ไม่ได้จบอยู่ที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ TEGH นำผลจากการปรับกระบวนการไปต่อยอด เป็นสินค้าคาร์บอนต่ำและสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาด บริษัทระบุว่า เป็นผู้ส่งมอบยางแท่งมาตรฐาน FSC ที่ส่งให้ Pirelli เพื่อนำไปผลิตยางล้อ FSC เส้นแรกของโลกสำหรับรถยนต์ BMW เป็นกลุ่มโรงงานแรก ๆ ของโลกที่ส่งออกยางตามข้อกำหนด EUDR ไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของการส่งออก และประกาศ Carbon Neutral Block Rubber ที่ได้รับการรับรองโดย อบก. เพื่อรองรับความต้องการของผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ต้องการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน

TEGH สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 จนอยู่ในระดับที่องค์กรมีความเป็นกลางทางคาร์บอนในสองขอบเขตดังกล่าวจากการประเมินด้วยตนเองแล้ว แต่โจทย์ที่ยากกว่าคือ Scope 3 ซึ่งเชื่อมโยงกับการจัดหาวัตถุดิบและโลจิสติกส์ บริษัทจึงเริ่มวางแนวทางเปลี่ยนระบบขนส่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ได้กำหนดให้เกษตรกรหรือผู้เกี่ยวข้องต้องเปลี่ยนทันที เพราะรถของเกษตรกรมีรอบการใช้งานยาว ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จในต่างจังหวัดยังไม่พร้อมเท่าพื้นที่เมือง จึงกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 10 ปี โดยมุ่งไปสู่ปี 2035

ขณะเดียวกัน TEGH ตั้งเป้าเป็น Strategic Partner ในการขับเคลื่อน Low Carbon Value Chain ภายในปี 2030 ซึ่งทำให้โจทย์ลดคาร์บอนต้องย้อนกลับไปถึงพื้นที่เกษตรอีกครั้ง ตั้งแต่การเก็บข้อมูลคาร์บอนตลอดห่วงโซ่ การฟื้นฟูดิน การเพิ่มอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เพื่อเพิ่มความสามารถของดินในการดูดซับคาร์บอน และทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นจากสินค้าคาร์บอนต่ำสามารถส่งกลับไปถึงเกษตรกรต้นน้ำได้ด้วย

คาร์บอนเครดิตต้องเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่รายได้หลัก

มุมมองที่ชัดเจนของ TEGH คือ ไม่ควรสร้างโมเดลธุรกิจที่ต้องพึ่งรายได้จากคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะธุรกิจเกษตรที่มีอัตรากำไรต่ำ เพราะหากลงทุนแล้วไม่มีผลตอบแทนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตและเกษตรกร ความยั่งยืนของโครงการในระยะยาวย่อมเป็นคำถาม

บริษัทจึงมองคาร์บอนเครดิตเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการที่ลดคาร์บอน มากกว่าจะเป็นสินค้าหลัก สิ่งที่ต้องสร้างให้ได้คือสินค้าคาร์บอนต่ำที่มีมูลค่าเพิ่มและลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น หากไม่มีรายได้จากคาร์บอนเครดิต ธุรกิจก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้ แนวทางนี้ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมถูกเชื่อมเข้ากับรายได้และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง แทนที่จะเป็นโครงการที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

จากการจัดการ Waste สู่ธุรกิจใหม่

ประสบการณ์ในการจัดการกากอินทรีย์ภายในองค์กรกลายเป็นฐานให้ TEGH ขยายไปสู่ธุรกิจบริหารจัดการกากอินทรีย์สำหรับอุตสาหกรรมอื่น เมื่อบริษัทเห็นว่าโจทย์ Waste Management, Energy Transition และ Scope 3 ไม่ได้เกิดกับ TEGH เพียงรายเดียว แต่เป็นปัญหาที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องเผชิญ ประกอบกับกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดของเสียยังคงมีความรับผิดชอบจนกว่าของเสียจะได้รับการจัดการอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพียงส่งต่อให้ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาตแล้วถือว่าสิ้นสุดความรับผิดชอบ

TEGH จึงต่อยอดสู่บริการ Organic Waste Management แบบ Closed Loop และ Waste to Bioenergy แต่ความยากของการจัดการกากอินทรีย์อยู่ที่ของเสียจากแต่ละอุตสาหกรรมมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งของเหลว ของแข็ง กากที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูง และกากที่มีไขมัน การนำของเสียหลายประเภทเข้าสู่ระบบเดียวและทำให้ย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีและจุลินทรีย์ที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

บริษัทพัฒนาจุลินทรีย์ของตนเอง รวมถึงระบบ Multi-feed Digester และ Double Stage Reactor เพื่อรองรับกากอินทรีย์หลายประเภทและเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวภาพได้ตลอด 365 วัน 24 ชั่วโมง ขณะที่ตะกอนชีวภาพซึ่งเหลือจากกระบวนการและยังมีจุลินทรีย์มีชีวิตถูกนำไปวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย พบว่าสามารถช่วยปรับดินแข็งให้เป็นดินร่วน เพิ่มการซึมซับน้ำ และจากการทดลองกับพืชผล พืชดอกและพืชใบ พบว่าอัตราการเติบโตสูงกว่าปกติประมาณ 2.5 เท่า บริษัทจึงนำไปให้เกษตรกรทดลองใช้ และมีแผนนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดต่อไป

การหมุนเวียนทรัพยากร ยังขยายไปถึงการนำขี้เถ้าจากกระบวนการผลิต มาทำเป็นอิฐบล็อกสำหรับงานก่อสร้าง และการนำไบโอชาร์ผสมกับ Waste มาทำบ้านนกแสกแจกให้เกษตรกรสวนปาล์ม เพื่อใช้กลไกตามธรรมชาติช่วยควบคุมหนูในพื้นที่และลดการใช้สารเคมี แนวทางเหล่านี้ ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียถูกนำกลับเข้าสู่ระบบ และสร้างประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทนการนำไปทิ้ง

Circular Economy ต้องสร้างกำไรได้

การเปลี่ยนผ่านของ TEGH ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ปี บริษัทเริ่มทำ Waste Management มาประมาณ 20 ปี ก่อนค่อย ๆ ต่อขยายไปสู่การจัดการทรัพยากร พลังงาน การตรวจสอบย้อนกลับ สินค้าคาร์บอนต่ำ และการจัดการกากอินทรีย์ให้กับอุตสาหกรรมอื่น ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ TEGH มองว่าแต่ละองค์กรไม่สามารถใช้สูตรการเปลี่ยนผ่านเดียวกันได้ เพราะมีงบประมาณ บุคลากร ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาที่ต้องใช้แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือธุรกิจต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน และต้องเริ่มเมื่อใดจึงจะทันต่อการเปลี่ยนแปลง

อีกเงื่อนไขสำคัญคือไม่มีองค์กรใดเปลี่ยนผ่านได้เพียงลำพัง เกษตรกรไม่สามารถปรับวิธีการผลิตได้หากโรงงานไม่เข้าไปสนับสนุน ขณะที่โรงงานก็ไม่สามารถสร้างห่วงโซ่คาร์บอนต่ำได้หากลูกค้าไม่ร่วมเปลี่ยนแปลง การสร้างพันธมิตรจึงเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายหลัง

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจหมุนเวียนในมุมของ TEGH จึงไม่ใช่เพียงการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ แต่เป็นการออกแบบธุรกิจตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การผลิต การใช้ทรัพยากร พลังงาน โลจิสติกส์ ไปจนถึงตลาดปลายทาง ให้เชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียว และทำให้สิ่งที่เคยเป็นต้นทุนหรือความเสี่ยงสามารถสร้างมูลค่ากลับเข้าสู่ธุรกิจได้

เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นต่อเนื่องได้ก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมเดินไปพร้อมกับความแข็งแรงทางการเงิน หาก Circular Economy ช่วยลดความเสี่ยง ลดการใช้ทรัพยากร สร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้พร้อมกัน ความยั่งยืนก็ไม่ใช่ภาระที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เอกนัฏ เดินหน้า Energy Transition เปิดทางคนตัวเล็กเป็นเจ้าของพลังงาน

ไทยยูเนี่ยนใช้ Circular Economy เพิ่มมูลค่าอาหารทะเล พร้อมรักษาทรัพยากรทะเล


×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar