Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เอกนัฏ เดินหน้า Energy Transition เปิดทางคนตัวเล็กเป็นเจ้าของพลังงาน

เอกนัฏ เดินหน้า Energy Transition เปิดทางคนตัวเล็กเป็นเจ้าของพลังงาน

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์พลังงาน ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาหรือความมั่นคงในการจัดหา แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ขณะที่ก๊าซ LNG ซึ่งใช้ในระบบผลิตไฟฟ้ามีสัดส่วนการนำเข้าประมาณ 30% และเกือบครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง ซึ่งเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถา “Thailand’s Energy Transition: เปลี่ยนผ่านอย่างไรให้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในงาน GCNT EXPO 2026 ว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และหันมาใช้ทรัพยากรที่ประเทศมีอยู่ ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตร พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล แต่โจทย์ที่มากกว่าการเปลี่ยนแหล่งพลังงาน คือทำอย่างไรให้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปถึงประชาชน และเปิดให้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และคนทั่วไปมีส่วนร่วมกับระบบพลังงานใหม่

จากน้ำมันนำเข้าสู่ “บ่อน้ำมันบนดิน”

แนวทางแรก คือการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ด้วยการเพิ่มบทบาทเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชเกษตรของไทย ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รมว.พลังงาน เรียกแนวทางนี้ว่า การเปลี่ยนจากการพึ่งพาบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง มาสู่ “บ่อน้ำมันบนดิน” ที่เกษตรกรไทยเป็นผู้ผลิต

ประเทศไทยมีกำลังผลิตเอทานอลประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน และมีกำลังการผลิตที่สามารถเพิ่มขึ้นไปถึง 6 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมมีความพร้อมจากฐานการผลิตภาคเกษตร โดยไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับสองของโลกรองจากบราซิล

ในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง รมว.พลังงานยกตัวอย่างว่า หากต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินจากสิงคโปร์ในราคามากกว่า 25 บาทต่อลิตร ขณะที่เอทานอลในประเทศสามารถผลิตได้ในระดับประมาณ 20 บาทต่อลิตร การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ผลิตในประเทศ จึงมีทั้งมิติด้านต้นทุน การลดการขาดดุลจากการนำเข้าน้ำมัน และการส่งรายได้กลับไปยังเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

“แทนที่จะไปอุดหนุนเจ้าของบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง จากนี้ต่อไปผู้ผลิตน้ำมันคือเกษตรกรของประเทศไทย” รมว.พลังงาน กล่าว

PDP ใหม่ดันพลังงานสะอาดเกิน 60%

การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในภาคไฟฟ้า จะเกิดขึ้นผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ หลังจากประเทศไทยใช้แผนฉบับ 2018 Revision มานานประมาณ 8 ปี รมว.พลังงานกล่าวว่า แผนใหม่จะกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero

ในช่วง 10 ปีแรก แผนดังกล่าวจะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 24,000 เมกะวัตต์ ซึ่งหมายถึงโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้า แต่รัฐบาลต้องการให้กำลังผลิตส่วนหนึ่งกระจายไปถึงประชาชน ไม่ได้อยู่เฉพาะในมือผู้ประกอบการรายใหญ่

แนวคิดที่กระทรวงพลังงานกำลังผลักดันคือ Solar Rooftop ล้านหลังคาเรือน โดยแบ่งกำลังผลิตประมาณ 5,000-7,000 เมกะวัตต์ออกมาให้ประชาชนทั่วประเทศมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า หลังคาละประมาณ 5 กิโลวัตต์ แทนการมองโครงการนี้เป็นเพียงการนำแผงโซลาร์ไปแจกประชาชน

Solar Rooftop ล้านหลังคาเปิดทางประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า

ข้อจำกัดสำคัญของประชาชนที่ต้องการผลิตไฟฟ้าคือเงินลงทุน รัฐบาลจึงวางแนวทางจัดหาเงินกู้เพื่อนำมาลงทุนให้ โดยประชาชนไม่ต้องออกเงินลงทุนในช่วงเริ่มต้น แต่ใช้พื้นที่หลังคาหรือที่ดินสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์

ผู้ติดตั้งจะถูกนำเข้าสู่แพลตฟอร์มเปิด เพื่อให้ประชาชนเลือกผู้ให้บริการได้เอง รมว.พลังงานประเมินว่า อาจมีผู้ประกอบการเข้าร่วมประมาณ 4,000-5,000 ราย ซึ่งจะทำให้เกิดงานติดตั้งและดูแลระบบโซลาร์กระจายทั่วประเทศ ส่วนการไฟฟ้าจะดูแลเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยในการติดตั้ง

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะมีการรับซื้อ รายได้ส่วนหนึ่งนำไปชำระคืนเงินลงทุน และอีกส่วนช่วยลดค่าไฟในช่วงประมาณ 7-10 ปีแรก เมื่อคืนทุนแล้ว ประชาชนจะเป็นเจ้าของระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาหรือที่ดินของตัวเอง

“ไม่ได้แจกตังค์ครับ แต่เอาโรงไฟฟ้าไปแจกให้ ทุกคนมีส่วนร่วมหมด” คุณเอกนัฏกล่าว

แนวทางนี้จึงเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้ใช้ไฟเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า และทำให้พลังงานสะอาดสามารถกลายเป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือนได้ในอนาคต

Direct PPA เปิดตลาดไฟสะอาดทุกอุตสาหกรรม

อีกด้านของการเปลี่ยนผ่านคือ การปรับโครงสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้า จากระบบ Enhanced Single Buyer ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าหลัก ไปสู่การมีตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA เพิ่มขึ้นอีกตลาดหนึ่ง

รมว.พลังงานกล่าวว่า มติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เปิดตลาดดังกล่าวให้กว้างกว่ากรอบเดิมที่เตรียมทดลองกับ Data Center จำนวน 2,000 เมกะวัตต์เป็นเวลา 2 ปี โดยเปิดให้ผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดสามารถซื้อไฟโดยตรงจากผู้ผลิตได้ ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และไม่ติดกรอบ 2,000 เมกะวัตต์

การเปิดตลาดนี้มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสำหรับการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับมือกับกฎเกณฑ์ด้านคาร์บอน เช่น CBAM ขณะเดียวกัน โจทย์ของกระทรวงพลังงาน คือทำอย่างไรไม่ให้ตลาดใหม่กลายเป็นพื้นที่สำหรับผู้ผลิตรายใหญ่เท่านั้น

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ Smart Grid และการพัฒนา Virtual Power Plant ซึ่งสามารถรวบรวมกำลังผลิตจากแหล่งขนาดเล็กหลายแห่ง ทั้งโซลาร์ตามบ้าน โรงงาน อาคาร และผู้ประกอบการรายย่อย ให้รวมกันจนมีขนาดเพียงพอสำหรับเข้าสู่ตลาดซื้อขายไฟฟ้า

“ตัวใหญ่ทำได้ คนตัวเล็กรวมตัวกันก็ทำได้เช่นเดียวกัน” รมว.พลังงานกล่าว

Smart Grid เปิดทางผู้ผลิตรายเล็กเข้าสู่ตลาดไฟฟ้า

การขยายพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก จำเป็นต้องมาพร้อมการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า รมว.พลังงานกล่าวถึง Grid Modernization และ Smart Grid ที่สามารถคาดการณ์ ติดตาม และควบคุมการไหลของไฟฟ้า รวมถึงรองรับระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อบริหารแหล่งผลิตไฟฟ้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

ระบบดังกล่าวจะทำให้ไฟฟ้าจากบ้าน โรงงาน หรืออาคารหลายแห่งสามารถถูกรวบรวมเข้าด้วยกันในรูป Virtual Power Plant และเข้าสู่ตลาดในฐานะผู้ผลิตรายหนึ่งได้ โครงสร้างตลาดไฟฟ้าจึงมีโอกาสเปลี่ยนจากระบบที่การผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องอาศัยเงินลงทุนและขนาดธุรกิจสูง ไปสู่ระบบที่ผู้ผลิตรายเล็กสามารถรวมกำลังและเข้าถึงตลาดได้

เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่าน จึงไม่ได้อยู่เพียงการมีไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น แต่ต้องทำให้พลังงานเป็นทั้งต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตและธุรกิจ รวมถึงเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้ประชาชน

Data Center โตได้แต่ต้องไม่ดันค่าไฟประชาชน

การเติบโตของ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI กำลังสร้างโจทย์ใหม่ให้ระบบพลังงาน เพราะธุรกิจประเภทนี้จะกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ กระทรวงพลังงานจึงต้องวางกติกาเพื่อให้การลงทุนใหม่เดินหน้าได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากร

หนึ่งในแนวทางคือการแยกประเภทผู้ใช้ไฟสำหรับ Data Center เพื่อให้รับผิดชอบต้นทุน LNG ที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าสำหรับการใช้ของตัวเอง ไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังค่าไฟของประชาชน พร้อมผลักดันให้ Data Center ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นและเข้าถึงตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง

รัฐบาลยังเตรียมกำหนดพื้นที่หรือ Zoning ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center เพื่อไม่ให้การตั้งโครงการกระทบต่อระบบจ่ายไฟและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ยังเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมใหม่ซึ่งเป็นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI สามารถเติบโตได้

Energy Transition ที่ไม่ทิ้งคนตัวเล็กไว้ข้างหลัง

ภาพของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รมว.พลังงานนำเสนอ จึงครอบคลุมตั้งแต่การลดการนำเข้าน้ำมันด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ การเพิ่มพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า การเปิดให้ประชาชนเป็นเจ้าของ Solar Rooftop การสร้างตลาด Direct PPA ไปจนถึงการใช้ Smart Grid และ Virtual Power Plant เชื่อมผู้ผลิตรายเล็กเข้าสู่ตลาดพลังงาน

แกนของนโยบายทั้งหมดอยู่ที่การเปิดให้คนจำนวนมากขึ้น มีส่วนร่วมกับระบบพลังงาน จากเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพ ประชาชนที่ผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน ผู้ประกอบการรายเล็กที่สามารถรวมกำลังผลิตเข้าสู่ตลาด ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

รมว.พลังงานย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการรับมือวิกฤติ หรือแก้ปัญหาพลังงานรายวัน แต่เป็นช่วงเวลาของการปรับโครงสร้างและวางรากฐานใหม่ให้ประเทศ โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต้องไม่จำกัดโอกาสไว้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่

“ในทุกก้าวคิดถึงคนตัวเล็ก คิดถึงประชาชนทั่วไปทั้งหมด ในที่สุดก็จะเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญไปสู่อนาคต ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญก็คือจะไม่ทิ้งใครข้างหลัง”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Net Zero จากเป้าหมายปี 2593 สู่สิ่งที่ธุรกิจต้องเริ่มทำวันนี้

กรุงเทพฯ บริหารเมืองด้วย Data จาก PM 2.5 ถึง Climate Change

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar