Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ยศชนัน ชี้ไทยต้องเปลี่ยนกติกา สร้างเศรษฐกิจที่โตไปกับความยั่งยืน

ยศชนัน ชี้ไทยต้องเปลี่ยนกติกา สร้างเศรษฐกิจที่โตไปกับความยั่งยืน

โลกวันนี้ไม่ได้เดินด้วยกติกาชุดเดียวกับเมื่อ 20 ปี 5 ปี หรือแม้แต่ 3 ปีก่อน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนไป และวิกฤติที่เกิดซ้อนกัน ทำให้วิธีคิดและกฎเกณฑ์เดิมอาจไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน คำถามจึงอยู่ที่ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร เมื่อสิ่งที่เคยใช้ได้ในอดีตอาจใช้ไม่ได้ในวันนี้ และสิ่งที่ใช้ได้วันนี้ก็อาจต้องเปลี่ยนอีกในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวบนเวที GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” ว่า ความยืดหยุ่นจะมีบทบาทมากขึ้นในโลกที่กติกาเปลี่ยนเร็ว กฎบางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกพื้นที่ เป้าหมายบางอย่างก็ไม่ควรรอถึงปี 2030 หากจำเป็นต้องทำวันนี้ก็ควรเริ่มทันที

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อวิกฤติเข้ามาพร้อมกัน คือคนมักเลือกเอาตัวรอดก่อน แล้ววางความยั่งยืนไว้ทีหลัง ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วิธีคิดนี้ต้องเปลี่ยน เพราะการอยู่รอดและความยั่งยืนต้องเดินไปด้วยกัน ตั้งแต่การศึกษา การเงิน การลงทุน การพัฒนาเมือง ไปจนถึงการออกแบบสังคม หากคนยังรู้สึกว่าต้องเลือกระหว่างการหาเลี้ยงชีพกับการทำเรื่องความยั่งยืน เป้าหมายนี้ก็เกิดขึ้นได้ยาก

“เมื่อเกิดวิกฤติ เรามักคิดว่าต้องเอาตัวรอดก่อน จนเรื่องความยั่งยืนถูกวางไว้ทีหลัง แต่วันนี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะการอยู่รอดและความยั่งยืนเป็นสองเรื่องที่ต้องทำไปพร้อมกัน”

ขับเคลื่อนความยั่งยืนไม่ต้องรอกฎหมาย

กฎหมายระยะยาวยังจำเป็น แต่สิ่งที่ต้องทำวันนี้ไม่ควรถูกเลื่อนออกไปเพื่อรอกฎหมาย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ตั้งคำถามว่า หากยังไม่มีใครลงมือทำ คนเขียนกฎหมายจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเขียนอะไร แนวทางที่เขาเสนอจึงเริ่มจากภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ ทดลองทำก่อน เมื่อเห็นว่าอะไรใช้ได้จริง จึงนำประสบการณ์เหล่านั้นมาพัฒนาเป็นกฎหมายและสร้างฉันทามติร่วมกัน

วิธีคิดแบบเดียวกันใช้กับการทำ ESG ในองค์กร หากยังมีคนหรือหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบเรื่อง Sustainability แยกออกมาต่างหาก การเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานจริง ตัวอย่างที่เขาหยิบขึ้นมาคือการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่า หากระบบขององค์กรไม่เปิดทางให้คนทำงานตัดสินใจเลือกสิ่งเหล่านี้ ความตั้งใจด้านความยั่งยืนก็ไปต่อได้ยาก

นี่เป็นเหตุผลที่ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า CEO ต้องเข้ามามีบทบาท เพราะ Sustainability ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทุกแผนก การเปลี่ยนจาก Survival Mode ไปสู่ Transformation Mode ยังต้องมี “Multiplier” เข้ามาช่วย และตัวทวีคูณที่เขาวางไว้คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และคน

เปลี่ยนเกษตรและอุตสาหกรรมจากปริมาณสู่มูลค่า

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการบอกเกษตรกรว่าอะไรทำไม่ได้ ศ.ดร.ยศชนัน เสนอให้มองปลายทางก่อนว่าโอกาสทางเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน หนึ่งในตลาดที่เขามองเห็นคือ Wellness หากสินค้าเกษตรถูกนำไปใช้ในตลาดนี้ ผู้ซื้อย่อมต้องการรู้ว่าวัตถุดิบมาจากไหนและผลิตอย่างไร การตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแปลงปลูกจึงกลายเป็นเงื่อนไขของตลาด และผลักให้ต้นน้ำต้องปรับกระบวนการตามไปด้วย

ภาคอุตสาหกรรมเผชิญโจทย์คล้ายกัน ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขยับไปสู่คุณภาพและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ศ.ดร.ยศชนัน ยกเซมิคอนดักเตอร์และหุ่นยนต์เป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ส่วนพลังงานสามารถต่อยอดไปสู่ Smart Grid ที่เปิดให้คนมีบทบาทเป็นผู้จ่ายพลังงานเข้าสู่ระบบ

เมื่อมองไปถึงจุดนั้น คำถามไม่ได้หยุดอยู่ที่ไทยจะใช้ Smart Grid หรือเทคโนโลยีใหม่อะไร แต่กลับมาที่ว่า หากต้องนำระบบเหล่านี้ไปใช้ทั่วประเทศ ประเทศไทยมีเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเองมากน้อยเพียงใด

จาก Net Zero สู่ Nature Positive

Net Zero ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องทำ แต่ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าบางพื้นที่ของประเทศไทยอาจต้องทำ Nature Positive ควบคู่กันไป การรักษาธรรมชาติจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร พื้นที่หนึ่งเคยมีสิ่งมีชีวิต พืช แบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์แบบใด และวันนี้เหลืออยู่เท่าไร การวัดข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้ทั้งเซนเซอร์ ภาพถ่าย และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

เหตุผลที่ธรรมชาติถูกนำเข้ามาอยู่ในโจทย์เศรษฐกิจ เพราะความหลากหลายทางชีวภาพเชื่อมโยงกับดิน น้ำ และอาหารโดยตรง ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจึงไม่ควรรับภาระการอนุรักษ์อยู่ฝ่ายเดียว หากธรรมชาติเป็นสมบัติที่มีความหมายต่อโลก ก็สามารถหาวิธีเชื่อมการรักษาธรรมชาติเข้ากับระบบการเงินได้

ภาพที่ศ.ดร.ยศชนัน ต้องการเห็นจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างเศรษฐกิจกับธรรมชาติ แต่เป็นสถานการณ์ที่ “GDP เพิ่ม Nature เพิ่ม Community ดีขึ้น Biodiversity ต้องดีขึ้น” ซึ่งทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลชุมชน และการรักษาธรรมชาติถูกวางอยู่ในโจทย์เดียวกัน

จากป่า ทะเล เกาะ ปะการัง ไปจนถึงเมืองและชุมชน ประเทศไทยมีทรัพยากรที่สามารถใช้เป็นฐานของนวัตกรรมได้ ศ.ดร.ยศชนัน จึงตั้งคำถามกลับว่า ในเมื่อหลายประเทศเป็นผู้กำหนดแนวโน้มอุตสาหกรรมที่คนอื่นเดินตาม ทำไมประเทศไทยจึงไม่สร้างแนวทางด้าน Nature Tech ของตัวเอง และชวนประเทศอื่นเข้ามาร่วมพัฒนา

จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้างเทคโนโลยี

การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องทำทุกอย่างเอง แต่บางเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เฉพาะของประเทศอาจไม่มีผู้ผลิตต่างประเทศพัฒนาให้ เพราะเขาไม่เห็นปัญหาแบบเดียวกับที่ไทยเห็น หากประเทศไทยเองก็ไม่มีความสามารถที่จะสร้างขึ้นมา ปัญหาก็จะกลับมาที่การพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

“คำว่า ‘เราทำไม่เป็น เราทำไม่ได้’ ต้องจบไป เพราะถ้าเราต้องการสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง การวางรากฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แข็งแรงเป็นเรื่องที่จำเป็น”

ฐานวิทยาศาสตร์ที่เขาพูดถึงลงลึกไปถึง Synthetic Biology ไมโครไบโอม และ Genomics ในภาคเกษตร ตั้งแต่การทำความเข้าใจดิน ปุ๋ย รากพืช ไปจนถึงสารอาหารที่เกิดขึ้นในผลผลิต ความรู้ระดับพื้นฐานเหล่านี้สามารถย้อนกลับไปเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรและเชื่อมต่อกับ Wellness Economy ที่กล่าวถึงก่อนหน้า

พื้นที่วิจัยก็ไม่จำเป็นต้องอยู่หลังประตูห้องปฏิบัติการเสมอไป หากมองเมือง ทะเล ป่า และชุมชนเป็น Lab ประเทศไทยจะมีพื้นที่สำหรับทดลองและสร้างองค์ความรู้จำนวนมาก มหาวิทยาลัยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศสามารถเข้ามาอยู่ในกระบวนการนี้ได้ นักวิชาการที่ทำงานด้าน Genomics ไมโครไบโอม หรือศาสตร์พื้นฐานอื่น ๆ จึงไม่ควรถูกมองว่าอยู่ห่างจากโจทย์การพัฒนาประเทศ เพราะองค์ความรู้เหล่านี้เป็นฐานที่ทำให้การสร้างเทคโนโลยีขั้นต่อไปเกิดขึ้นได้

ธุรกิจโต คนทั้งห่วงโซ่ต้องโตไปด้วย

ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายเรื่องการกระจายความเจริญผ่านภาพของสตาร์ทอัป หากบริษัทหนึ่งกลายเป็นยูนิคอร์นหรือระดมทุนได้สำเร็จ คนทั่วไปอาจไม่ได้รู้สึกว่าความสำเร็จนั้นเกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่ภาพจะเปลี่ยนทันทีหากบริษัทนั้นใช้ผลผลิตจากเกษตรกรในน่าน ส่งให้วิสาหกิจชุมชนแปรรูป เชื่อมต่อกับเอสเอ็มอี และเข้าสู่กระบวนการผลิตในลำพูนหรือกรุงเทพฯ

เมื่อธุรกิจปลายทางเติบโต รายได้จึงไหลกลับไปถึงคนที่อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน การเชื่อมโยงเช่นนี้ยังทำให้สตาร์ทอัปตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าสิ่งที่ทำมี Sustainability จริงหรือไม่ และสามารถใช้ข้อมูลกับ Local Content มาสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

การทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รัฐบาลจึงมีบทบาทตั้งแต่ Green Infrastructure, Digital และ AI Infrastructure, Innovation Infrastructure อย่าง Science Park และ Pilot Plant ไปจนถึง Financial Infrastructure และ Human Capital Infrastructure สำหรับ Lifelong Learning, Upskill และ Reskill เพื่อเปิดทางให้คนที่ต้องการเปลี่ยนสายหรือกลับเข้าสู่สาขาใหม่สามารถทำได้

ช่วงเปลี่ยนผ่านอาจไม่ได้ราบรื่นทันที ศ.ดร.ยศชนัน ประเมินว่าอาจมีระยะที่ “หนืด” อยู่ประมาณ 1-2 ปี ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเดินหน้าเร็วขึ้น ผลของการพัฒนาก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ปรากฏอยู่ในตัวเลขระดับประเทศเสมอไป เพราะบางครั้งสิ่งที่เห็นก่อนคือการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และรอยยิ้มของคนที่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเขาดีขึ้น

From SHOCK to SHIFT ในมุมของศ.ดร.ยศชนัน จึงเริ่มจากการยอมรับว่ากติกาโลกเปลี่ยนแล้ว และประเทศไทยไม่สามารถใช้วิธีเดิมเพื่อรับมือกับโจทย์ใหม่ได้ การอยู่รอดกับความยั่งยืนต้องเดินไปด้วยกัน เศรษฐกิจต้องเชื่อมกับธรรมชาติ เทคโนโลยีต้องมีฐานวิทยาศาสตร์รองรับ และการเติบโตของธุรกิจต้องเชื่อมกลับไปถึงคนต้นน้ำ หากส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ยังทำงานแยกออกจากกัน การเปลี่ยนจาก SHOCK ไปสู่ SHIFT ก็เกิดขึ้นได้ยาก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

GCNT ชู 3 Shift เปลี่ยนความยั่งยืนจากคำมั่นสู่ผลลัพธ์

First Jobber ยุค AI เมื่อโลกงานเปลี่ยน ปริญญาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar