นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ CEO & Co-Founder ของ RISE เผยมุมมองจากการหารือกับนักลงทุนโลกที่ดาวอส (Davos) ระบุไทยและอาเซียนมีโอกาสสูงในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพ เปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน โดยได้บอกเล่าประสบการณ์และมุมมองจากการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum 2026 ผ่านพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ โดยได้สังเคราะห์สาระสำคัญจากการสนทนากับผู้นำองค์กรและนักลงทุนระดับโลก ซึ่งบทสนทนาเหล่านี้ได้สะท้อนให้ นพ.ศุภชัย มองเห็นโอกาสสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ในการวางตำแหน่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมสุขภาพ (Health Innovation Hub) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
มุมมองต่อระบบสาธารณสุขเพื่อนบ้าน และโอกาสของไทย
จากการได้มีโอกาสสนทนากับ โจนาธาน เลียน (Jonathan Lian) ผู้บริหารระดับสูงจาก ลิปโป กรุ๊ป (Lippo Group) ซึ่งเป็นเจ้าของเครือโรงพยาบาล ซิโลอัม (Siloam Hospitals) เครือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างราคาค่ารักษาพยาบาล พบว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งในอินโดนีเซียมีอัตราค่าบริการที่สูงกว่าประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวอินโดนีเซียที่มีกำลังซื้อนิยมเดินทางออกไปรับการรักษาในต่างประเทศในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และยังพบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ทั้งปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่เข้มงวดต่อแพทย์ต่างชาติ แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการผ่อนคลายกฎระเบียบลงบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ไทยยังมีความต่อเนื่องในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงจากโรงเรียนแพทย์ได้ดีกว่า
จากข้อมูลเชิงลึกดังกล่าว นพ.ศุภชัย กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในแนวคิดการสร้างศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพ (Health Innovation Hub) ที่ควรจะเป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างไทยและอินโดนีเซีย
“ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่เรากำลังทำคือ Health Innovation Hub ที่รวมไทยและอินโดนีเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าด้วยกันคือคำตอบที่ใช่มาก เราสามารถเป็น Landing Pad ให้สตาร์ตอัป Healthtech Medtech และ Biopharma จากสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยไทยช่วยเรื่องมาตรฐานการแพทย์ ส่วนอินโดนีเซียช่วยเรื่อง Market Size มหาศาล”
นอกจากนี้ นพ.ศุภชัย ยังมองเห็นแนวทางว่า แทนที่จะเป็นการแข่งขันกันเอง ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันนำเข้าเทคโนโลยีและกระจายสินค้า (Joint Distribution) ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Medtech) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ในประเทศไทย เพื่อเปิดประเทศสู่การเรียนรู้ทางลัดและเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาต่อไป
เสียงสะท้อนจากทุนญี่ปุ่น: อาเซียนคือทางรอดใหม่
ในมิติของการลงทุน นพ.ศุภชัย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ทัตสึยะ ฮายาชิ (Tatsuya Hayashi) ผู้ก่อตั้ง ยูนิสัน แคปปิตอล (Unison Capital) กองทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity) ของญี่ปุ่น โดยได้รับฟังมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญภาวะหดตัวและทางตัน โดยเฉพาะในวงการสุขภาพที่การนำเทคโนโลยีใหม่หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปปรับใช้ทำได้ล่าช้าเนื่องจากติดขัดด้านกฎระเบียบและการเมือง ขณะเดียวกัน นักลงทุนสถาบันญี่ปุ่นยังมองว่าประเทศจีนมีความเสี่ยงสูงและความไม่แน่นอนทางนโยบาย
จากการสนทนานี้ ทำให้ นพ.ศุภชัย ทราบว่าในสายตานักลงทุนระดับโลก มองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปรียบเสมือน สวิตเซอร์แลนด์แห่งวงการสุขภาพ (Switzerland of Healthcare) หรือพื้นที่ความเป็นกลาง (Neutral Ground) ที่ปลอดภัยและน่าลงทุน เป็นเสมือนพื้นที่ทดสอบ (Sandbox) ขนาดใหญ่ที่จะเป็นเครื่องจักรสร้างการเติบโต (Growth Engine) แห่งใหม่
นพ.ศุภชัย ได้ตกผลึกความคิดจากการสนทนาว่า สิ่งที่กองทุนอย่าง ยูนิสันแคปปิตอล มองหาคือท่อส่งนวัตกรรม (Innovation Pipeline) เข้ามาเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ไทยและอาเซียนสามารถนำเสนอได้
“สิ่งที่พวกเราต้องทำนั้นคลิกกันพอดี เราต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเอานวัตกรรม Deep Tech จากทั่วโลกมาทำ Clinical Trial ในไทยและ SEA ที่เร็วกว่าและต้นทุนถูกกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า เพื่อป้อนกลับเข้าไปในระบบสาธารณสุขขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น การคุยกันวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการยืนยันว่า Thailand & SEA Health Innovation Hub ที่เรากำลังปั้นกันอยู่ มาถูกทางแล้ว” นพ.ศุภชัย กล่าว
ความเป็นกลาง คือกุญแจดึงดูดเทคโนโลยีโลก

นอกจากนี้ นพ.ศุภชัย ยังได้มีโอกาสสนทนาแบบส่วนตัวกับเจ้าชายแม็กซ์ (H.S.H. Prince Maximilian) ประธานแห่ง แอลจีที กรุ๊ป (LGT Group) สถาบันการเงินชั้นนำและผู้ก่อตั้งกองทุน ไลท์ร็อค (Lightrock) ซึ่งได้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องภาวะผู้นำที่เน้นการทำงานเป็นทีม (Teamwork) และการให้เกียรติคนทำงาน รวมถึงได้ให้ข้อคิดเรื่องการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าธุรกิจไม่ควรลงทุนเพียงเพราะความกลัวที่จะตกกระแส (FOMO) แต่ต้องคำนึงถึงคุณค่าที่แท้จริง
ประเด็นสำคัญที่ นพ.ศุภชัย ให้ความสนใจเป็นพิเศษจากบทสนทนานี้ คือมุมมองเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เจ้าชายแม็กซ์มองว่า ความผันผวนในชาติมหาอำนาจตะวันตก กลับกลายเป็นโอกาสของประเทศหรือองค์กรที่วางตัวเป็นกลาง (Neutral) ในการดึงดูดคนเก่งและเม็ดเงินลงทุน ซึ่งแนวคิดนี้ตรงกับวิสัยทัศน์ที่ นพ.ศุภชัย เชื่อมั่นมาตลอด
–ถอดสูตรการลงทุนสไตล์ SeaX Ventures กับ “ศุภชัย ปาจริยานนท์”
“จุดนี้ตรงกับ Vision ที่ผมนำเสนอเรื่อง Thailand as the Switzerland of Healthcare พอดี การที่เรามีระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งและเป็นมิตรกับทุกฝ่าย คือ Key Asset ที่จะดึงดูด Deep Tech จากทั่วโลกมาใช้ไทยเป็นฐานในการ Scale นวัตกรรม”
จากการนำเสนอดังกล่าว นพ.ศุภชัย ระบุว่าเจ้าชายแม็กซ์ได้แสดงความสนใจในโมเดล ไทม์ แมชชีน อาร์บิทราจ (Time Machine Arbitrage) ของ SeaX Ventures ที่มุ่งเน้นการดึงเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ มาตรวจสอบและขยายผลในไทย ซึ่งบทสนทนานี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าแนวทางการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
WASH ทุ่ม 400 ล้าน ปูพรมสาขาทั่วไทยดันรายได้ปี 69 โต 25%
‘ท๊อป จิรายุส’ ร่วมประชุม WEF 2026 ถกวาระ AI และความร่วมมือภูมิภาคอาเซียน
‘เอกนิติ’ นำทีมไทยลุยดาวอสวันแรก ถกธนาคารโลก-ยักษ์เทคฯ เร่งลงทุนดิจิทัลและ AI ในไทย



