Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Net Zero จากเป้าหมายปี 2593 สู่สิ่งที่ธุรกิจต้องเริ่มทำวันนี้

Net Zero จากเป้าหมายปี 2593 สู่สิ่งที่ธุรกิจต้องเริ่มทำวันนี้

Net Zero ยังเป็นเรื่องของปี 2593 หรือเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้? เมื่อประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับประมาณ 287 ล้านตันในปีฐาน 2019 ให้เหลือ 152 ล้านตัน และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 คำตอบเริ่มชัดขึ้นว่า เป้าหมายนี้ไม่สามารถรอให้ถึงวันข้างหน้าแล้วค่อยลงมือ

ระยะทางจากวันนี้ถึงปี 2593 อาจดูอีกไกล แต่การเปลี่ยนระบบการผลิต เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน การจัดการป่า หรือแม้แต่วิธีคิดของคนในองค์กร ล้วนต้องใช้เวลา คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “Net Zero เป็นกระแสหรือความจริง” แต่อยู่ที่ภาคธุรกิจและประเทศไทยจะเปลี่ยนเป้าหมายที่ประกาศไว้ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

โจทย์นี้ถูกหยิบมาพูดคุยบนเวที “Net Zero: Hype or Reality” ในงานการประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond” ผ่านมุมมองของ อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ เข็มอัปสร สิริสุขะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mission Earth จำกัด

ทั้ง 3 คนมาจากพื้นที่การทำงานที่ต่างกัน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การดูแลป่าและสร้างคาร์บอนเครดิตร่วมกับชุมชน ไปจนถึงการผลักดัน ESG ให้เข้าไปอยู่ในธุรกิจจริง เมื่อนำมุมมองเหล่านี้มาต่อกัน เส้นทางไปสู่ Net Zero จึงไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีบริหารองค์กร และวิธีคิดว่าใครควรรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

เทคโนโลยี Net Zero พร้อม แต่ต้นทุนยังเป็นโจทย์

 อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ เข็มอัปสร สิริสุขะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mission Earth จำกัด
(จากซ้าย) –อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ เข็มอัปสร สิริสุขะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mission Earth จำกัด

ในภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำหลายอย่างไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดสำหรับอนาคตอีกต่อไป คุณอรลา กล่าวถึง BIG ซึ่งเป็นผู้พัฒนา Climate Solution มาอย่างยาวนาน ผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีก๊าซอุตสาหกรรม หนึ่งในแนวทางที่บริษัทนำมาใช้คือ Low Carbon Industrial Gas เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของ BIG บริษัทสามารถประกาศการลดคาร์บอนได้ประมาณ 50% เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง BIG ยังเข้าไปศึกษกระบวนการทำงานในโรงงานของลูกค้า เพื่อค้นหาว่าส่วนใดสามารถปรับเปลี่ยนและลดการปล่อยได้ เพราะหากองค์กรต้องการไปถึง Net Zero การลดคาร์บอนไม่สามารถเป็นโครงการที่แยกออกจากธุรกิจหลัก แต่ต้องเข้าไปอยู่ในงานประจำวัน ทุกกระบวนการ และการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร

ไฮโดรเจนเป็นอีกเทคโนโลยีที่ BIG กำลังให้ความสนใจ คุณอรลาอธิบายว่า เทคโนโลยีการผลิตมีอยู่แล้ว และหากนำไฮโดรเจนมาใช้กับรถ ของเสียที่เกิดขึ้นคือน้ำ ปัญหาคือราคาของการเปลี่ยนผ่านยังสูง ทั้งต้นทุนการผลิตและความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง ทำให้การมีเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถนำมาใช้ในวงกว้างได้ทันที

ประสบการณ์จากการทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นทำให้เธอเห็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของการเปลี่ยนผ่าน บริษัทที่กำหนด Roadmap ไปสู่ Net Zero ต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่มีรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เมื่อภาคธุรกิจไม่ต้องรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง การลงทุนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จึงเดินหน้าได้เร็วขึ้น

สำหรับธุรกิจไทย โจทย์จึงไม่จบที่การมีเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีนั้นเข้าไปอยู่ในกลยุทธ์และกระบวนการทำงานจริง รวมถึงพาคู่ค้าในห่วงโซ่เดียวกันขยับตามไปด้วย เพราะต่อให้องค์กรหนึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ESG หากคู่ค้ายังไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ไม่สามารถส่งต่อไปถึงลูกค้าได้เต็มที่

Net Zero 2593 ไปไม่ถึง หากไม่มีป่า

การลดการปล่อยจากภาคอุตสาหกรรมเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ ดร.ธนพงศ์ กล่าวถึงบทบาทของป่าในฐานะส่วนที่ขาดไม่ได้ของเป้าหมายประเทศ โดยประเทศไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับประมาณ 287 ล้านตัน ในปีฐาน 2019 ให้เหลือ 152 ล้านตัน และมีเป้าหมายระยะ 20 ปีที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าอีกประมาณ 30 ล้านไร่ จากป่าธรรมชาติที่มีอยู่ประมาณ 100 ล้านไร่

“ถ้าไม่มีป่าไม้ ไม่มีทางสำเร็จ” ดร.ธนพงศ์ กล่าว เพราะโจทย์ของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงการเพิ่มพื้นที่ป่าใหม่ แต่ต้องรักษาป่าที่มีอยู่ไม่ให้หายไปด้วย ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเงิน คน และกลไกที่จะทำให้ชุมชนสามารถดูแลพื้นที่เหล่านั้นได้ต่อเนื่อง

ประสบการณ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างของการนำกลไกทางเศรษฐกิจเข้ามาช่วยรักษาป่า จากพื้นที่ซึ่งเคยมีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าประมาณ 91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคเหนือที่ประมาณ 60% มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำพื้นที่ดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนเป็นโครงการคาร์บอนเครดิต และได้รับคาร์บอนเครดิตประมาณ 400,000 กว่าตัน

ประสบการณ์จากดอยตุงถูกขยายไปสู่ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งดำเนินงานกับ 103 ชุมชน มีประชาชนเกี่ยวข้องประมาณ 166,000 คน และมีเงินเข้าสู่ชุมชนแล้ว 260 ล้านบาท เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้พัฒนาชุมชน ดูแลป่า และป้องกันไฟป่า พร้อมกับช่วยลดปัญหา PM2.5 (ตัดข้อมูลสถิติพื้นที่ไฟป่าลดลงจาก 22% เหลือต่ำกว่า 1% ออก เนื่องจากไม่ปรากฏการกล่าวถึงตัวเลขนี้ในบันทึกเสวนา)

กลไกดังกล่าวทำให้ความต้องการของภาคธุรกิจกับการรักษาป่ามาเจอกัน เอกชนต้องการคาร์บอนเครดิตเพื่อใช้กับเป้าหมายด้านคาร์บอน ส่วนชุมชนต้องการเงินสำหรับดูแลป่าที่ตัวเองรับผิดชอบ เมื่อเงินกลับเข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ป่าก็มีโอกาสได้รับการดูแลต่อเนื่อง และชุมชนสามารถพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ได้

Carbon Credit ช่วยได้ แต่ต้องลดคาร์บอนก่อน

การทำให้ป่ามีมูลค่าผ่านคาร์บอนเครดิตมีประโยชน์ต่อการรักษาพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจควรใช้เครดิตเป็นคำตอบแรก ดร.ธนพงศ์ เตือนว่า หากองค์กรซื้อคาร์บอนเครดิตจำนวนมากเพื่อชดเชยการปล่อย โดยไม่พยายามเปลี่ยนกระบวนการของตัวเอง อาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่อง Greenwashing (ปรับแก้ตัวสะกดคำว่า Greenwashing ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและบริบทสากล จากคำถอดเสียงดั้งเดิมที่ออกเสียงคล้าย Watching) ได้

วิธีคิดจึงต้องเริ่มจากการทำ Carbon Footprint เพื่อให้รู้ก่อนว่าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากส่วนไหนและมากเท่าไร เมื่อรู้แหล่งปล่อยหลักจึงสามารถวางแผนจัดการได้ถูกจุด จากนั้นต้องกำหนดเป้าหมายและลดการปล่อยจากกระบวนการของตัวเองให้ได้อย่างน้อย 90% ส่วนคาร์บอนเครดิตสามารถใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และใช้กับประมาณ 10% สุดท้ายที่ไม่สามารถลดลงได้แล้ว

หากองค์กรเลือกซื้อเครดิตโดยที่โครงสร้างการผลิตยังเหมือนเดิม จำนวนเครดิตที่ต้องซื้อก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามการปล่อย และต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ การลดการปล่อยจากต้นทางจึงยังเป็นงานหลัก ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในส่วนที่จำเป็นจริง ๆ

เงินจากคาร์บอนเครดิตยังสามารถย้อนกลับไปสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและการรักษาป่า ทำให้เครื่องมือนี้มีบทบาททั้งต่อเป้าหมายของภาคธุรกิจและการสร้างรายได้ให้คนที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แต่เงื่อนไขสำคัญยังเหมือนเดิม คือ ต้องไม่ใช้การชดเชยเป็นเหตุผลในการเลื่อนการปรับตัวของธุรกิจออกไป เป้าหมายจึงไม่ใช่การมีคาร์บอนเครดิตให้มากที่สุด แต่คือการลดสิ่งที่ต้องชดเชยให้เหลือน้อยที่สุด

ESG ต้องเป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่กิจกรรม

สำหรับคุณเข็มอัปสร เส้นทางการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มจากการร่วมงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก่อนเปลี่ยนจากการทำงานแบบ Non-Profit มาสู่ธุรกิจเพื่อสังคม เพราะเห็นว่าการทำให้เกิดความยั่งยืนจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเธอร่วมก่อตั้ง Mission Earth ซึ่งดำเนินงานมานานกว่า 2 ปี ให้บริการด้าน ESG ทั้งการให้คำปรึกษา การจัดกิจกรรม ค่าย และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประสบการณ์จากการทำงานทำให้คุณเข็มอัปสร เห็นความแตกต่างระหว่างการทำ “กิจกรรม ESG” กับการเกิด Transformation ภายในองค์กรอย่างชัดเจน กิจกรรมอาจเกิดขึ้นแล้วจบลง โดยไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดหรือกระบวนการทำงาน แต่ Transformation ต้องเริ่มตั้งแต่วิธีคิดและตามไปตลอดเส้นทางของธุรกิจ

เธอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ข้าวที่ทำอยู่ การคิดเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เริ่มเมื่อสินค้าเสร็จแล้ว แต่ย้อนกลับไปตั้งแต่พื้นที่นาที่มีป่าล้อมรอบ การดูแลกระบวนการปลูกและปุ๋ย เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนบรรจุภัณฑ์ก็ต้องดูต่อว่าขวดเป็นอย่างไร กระดาษที่ใช้ทำฉลากผลิตด้วยพลังงานลมและผ่านการรับรองFSC หรือไม่ จนถึงปลายทางหลังการใช้งานว่าสามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ซ้ำ หรือควรแยกทิ้งอย่างไร

เมื่อ ESG ต้องเดินไปตลอดกระบวนการ การฝากความรับผิดชอบไว้กับแผนก Sustainability เพียงไม่กี่คนจึงไม่เพียงพอ คุณเข็มอัปสรยกภาพองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน แต่มีคนทำงานด้านSustainability เพียงสองคนว่า คนจำนวนเท่านี้ไม่สามารถทำให้แนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในการทำงานของทุกแผนกได้

องค์กรจึงต้องเปลี่ยนวิธีมอง ESG จากเรื่องที่อยู่ภายนอกธุรกิจหรือกิจกรรมแบบ CSR ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ Core Strategy เมื่อความยั่งยืนอยู่ในกลยุทธ์หลัก การตัดสินใจตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กระบวนการทำงาน ไปจนถึงคนในแต่ละแผนกจึงมีโอกาสเดินไปในทิศทางเดียวกัน

Net Zero ต้องเริ่มจากผู้นำองค์กร

การนำ Sustainability เข้าไปอยู่ใน Core Strategy ไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น คุณเข็มอัปสร กล่าวว่า แม้แต่องค์กรที่สนใจและเห็นความสำคัญก็ยังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน ส่วนองค์กรที่ยังไม่เห็นความจำเป็นหรือไม่มีแรงบีบให้ต้องทำ การสร้างความเข้าใจจะยิ่งยากขึ้น

Leadership และ Commitment จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากผู้นำเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นมากพอ องค์กรสามารถขยับไปพร้อมกันได้ เพราะESG ไม่สามารถเป็นงานของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกแยกออกจากธุรกิจหลัก

คุณอรลากล่าวในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนต้องเริ่มจาก Direction ของบริษัท หากไม่มี Mission ที่ชัดเจน การนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจะทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงต้องเจอกับทั้งต้นทุนและการปรับ Process ภายในองค์กร

สำหรับบริษัทที่ยังลังเลเพราะมองเห็นต้นทุนอยู่ตรงหน้า คุณเข็มอัปสรชวนให้กลับคำถามเสียใหม่ว่า หากวันนี้ไม่ทำ อีก 10 ปีข้างหน้าจะสูญเสียอะไรเพราะการเปลี่ยนองค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถตัดสินใจวันนี้แล้วเปลี่ยนทุกอย่างได้ในวันพรุ่งนี้ ยิ่งองค์กรใหญ่ การเคลื่อนตัวก็ยิ่งต้องใช้เวลา

การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นในช่วงแรก และองค์กรต้องยอมรับ Trade-off บางอย่าง แต่คุณเข็มอัปสร มองว่าในอนาคต สิ่งที่ทำอาจช่วยสร้างความผูกพันต่อองค์กรหรือแบรนด์ และอาจนำไปสู่ยอดขายหรือผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ คำถามจึงอยู่ที่องค์กรมี Commitment มากพอที่จะเดินต่อเนื่องแค่ไหน และพร้อมยอมรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านในวันนี้เพื่อผลลัพธ์ระยะยาวหรือไม่

จากเป้าหมาย Net Zero สู่การลงมือทำ

เมื่อการเปลี่ยนผ่านต้องใช้เวลา การเริ่มต้นจึงมีความหมายมากกว่าการรอให้ทุกอย่างพร้อม ดร.ธนพงศ์ เสนอให้สนับสนุนการผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ซึ่งคาดว่าจะผ่านการบังคับใช้เร็วที่สุดในช่วงไตรมาส 3 ของปีหน้า (ปี 2027) เพื่อให้เกิดกติกาที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเอง ผ่านกลไกการจ่ายเงินชดเชยหากยังปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์

เมื่อการปล่อยคาร์บอนมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ธุรกิจก็จะมีเหตุผลทางการค้าในการลงทุนกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น กลไกกฎหมายดังกล่าวยังช่วยดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนให้เข้ามาสนับสนุนงานดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน เพราะการเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าตามเป้าหมายของประเทศเป็นภารกิจที่ไม่สามารถพึ่งพาแค่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้

สำหรับคุณอรลาสิ่งที่ควรเริ่มทำไม่ได้ซับซ้อน เธอกล่าวเน้นย้ำว่า “ทำเลยค่ะ อย่ารอ” ไม่จำเป็นต้องรอให้โลกวิกฤตหนักไปกว่านี้ ไม่ต้องรอให้กฎหมายหรือบทลงโทษมีผลบังคับใช้ โดยเธอกล่าวเห็นชอบร่วมกับตัวแทนจากภาคการเกษตรกรรม (สยามคูโบต้า) บนเวทีว่า แม้จะเป็นการลดคาร์บอนได้เพียงหนึ่งตันจากการหยอดกระปุกสะสมความสำเร็จเล็ก ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรเริ่มทำทันที ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถเริ่มได้จากระดับบุคคล ก่อนขยายผลไปสู่ครอบครัวและองค์กร

คุณเข็มอัปสรกล่าวถึงโจทย์เดียวกันว่า ต้องเปลี่ยน Commitment หรือสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำ ให้เป็น Implementation หรือการลงมือทำจริง โดยไม่ดูถูกการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เพราะเมื่อคนเริ่มเปลี่ยน องค์กรก็มีโอกาสเปลี่ยนตาม

เป้าหมายปี 2593 ยังอยู่ข้างหน้า แต่ทุกสิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อไปให้ถึง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ระบบการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน วิธีบริหารองค์กร หรือการรักษาป่า ล้วนต้องใช้เวลา การรอจนถึงวันที่กฎหมายหรือตลาดบังคับจึงไม่ได้ทำให้โจทย์ง่ายลง แต่อาจทำให้เหลือเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่านน้อยกว่าเดิม

Net Zero อาจเป็น “Mission to the Moon” หรือภารกิจเยือนดวงจันทร์ อย่างที่มีการเปรียบเปรยบนเวทีเสวนา มันคือเป้าหมายที่ยากและยังมีหลายเรื่องที่ต้องค้นหาคำตอบระหว่างทาง ทั้งต้นทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ กลไกสนับสนุนจากภาครัฐ การปรับตัวของธุรกิจ การสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมรักษาป่า และการนำ ESG เข้าไปอยู่ในกลยุทธ์หลักขององค์กรจริง ๆ แต่ความยากไม่ได้แปลว่าเราต้องรอจนทุกอย่างพร้อมแล้วค่อยก้าวเดิน

สิ่งที่ตกผลึกจากทั้งสามมุมมองคือ Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการทำงานของส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงลำพัง เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอาจช่วยภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อย แต่ต้องมีต้นทุนที่จับต้องได้และมีนโยบายสนับสนุนการใช้งาน ป่าชุมชนช่วยดูดซับคาร์บอนและสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต แต่คาร์บอนเครดิตต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทดแทนการลดการปล่อยที่ต้นทางขององค์กร ขณะที่ ESG จะเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้จริงก็ต่อเมื่อมันหลุดออกจากกรอบของการเป็น “กิจกรรม CSR แบบครั้งคราว” แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจของผู้นำ กระบวนการทำงาน และคนทุกระดับในองค์กรอย่างแท้จริง

ระยะทางสู่ปี 2593 สั้นลงทุกปี การเปลี่ยน Commitment ให้เป็น Implementation จึงไม่ควรรอให้กฎหมาย ตลาด หรือภาษีคาร์บอนเป็นฝ่ายบังคับก่อน เพราะหลายเรื่องสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ แม้จะเป็นการลดคาร์บอนเพียงหนึ่งตัน การปรับกระบวนการเพียงหนึ่งจุด หรือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนเพียงหนึ่งคน

“ทำเลยค่ะ อย่ารอ” คุณอรลากล่าวทิ้งท้าย

ประโยคนี้อาจเป็นคำตอบที่ตรงและทรงพลังที่สุดต่อคำถาม “Net Zero: Hype or Reality” เพราะสิ่งที่จะทำให้เป้าหมายนี้หลุดพ้นจากการเป็นเพียงกระแสหรือตัวเลขบนแผ่นกระดาษ ไม่ได้อยู่ที่การประกาศเป้าหมายอันสวยหรูในปี 2593 แต่อยู่ที่การเลือกลงมือทำจริงของภาคธุรกิจ ภาครัฐ ชุมชน และพวกเราทุกคนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Unilever ปิดวงจรทรัพยากร สร้างคุณค่าใหม่ด้วย Circular Economy

Nature Positive ทางรอดไทย ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจและปากท้อง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar