การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไม่ได้กระทบเฉพาะองค์กรที่ต้องเร่งปรับตัว แต่ยังทำให้เกิดคำถามว่า คนที่อยู่นอกองค์กรจะมีความรู้ และความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไร เมื่อองค์กรสามารถพัฒนาบุคลากรของตัวเองได้ แต่หากประชาชนอีกจำนวนมากต้องเดินหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีโอกาสเข้าถึงความรู้ ประเทศก็ยากที่จะเติบโตไปพร้อมกัน
แนวคิดนี้เป็นที่มาของ “ภารกิจคิดเผื่อ” ที่ AIS นำความรู้และประสบการณ์จากการปรับตัวขององค์กรออกมาแบ่งปันสู่สังคม ผ่านบทบาทของ AIS Academy ซึ่งตลอดช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา ได้ขยายโอกาสการเรียนรู้ออกไปนอกกรุงเทพฯ ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น และโคราช บนความเชื่อว่าประเทศไทยไม่ได้มีเพียงกรุงเทพฯ และการพัฒนาคนต้องเกิดขึ้นในวงกว้าง
กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS มองย้อนกลับไปถึงช่วง Digital Disruption ซึ่ง AIS ต้องเปลี่ยนผ่านจากบริษัทโทรศัพท์มือถือและโทรคมนาคม ด้วยการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่เข้ามาปรับองค์กร ในช่วงเวลานั้นเองเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า เมื่อคนในองค์กรมีองค์กรและแหล่งความรู้คอยช่วยพัฒนา แล้วประชาชนที่อยู่นอกองค์กรจะเป็นอย่างไร
เมื่อมาถึงการเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่จาก AI คำถามเรื่องการพัฒนาคนยิ่งมีความสำคัญ เพราะ AI เข้ามาทั้งเร็วและแรง เทคโนโลยีสามารถล้าสมัยได้เร็วเมื่อมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ การเตรียมพร้อมจึงไม่ควรอยู่ที่การลงทุนซื้อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนมีความสามารถนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย
“เวลาที่เราพูดเรื่อง AI เรานึกถึงแต่การลงทุนซื้อเทคโนโลยี แต่ความพร้อมของบุคลากร ความพร้อมของคนไทยในการใช้ประโยชน์กับ AI นั้นมีอยู่เท่าใด”
ลงทุน AI ต้องเริ่มจากความพร้อมของคน
คุณกานติมามองว่า หากองค์กรลงทุนใน AI โดยไม่ได้เตรียมความพร้อมของคนไปพร้อมกัน ช่องว่างดังกล่าวจะกลายเป็นอุปสรรคและอาจสร้างความเสียหายต่อการลงทุน เพราะ AI ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซื้อมาแล้วหยุดอยู่กับที่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถของคนในการเรียนรู้ ปรับตัว และลงมือใช้จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ได้จริง
แนวคิดนี้ถูกนำมาสู่การลงมือทำผ่าน Jump Thailand ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาเข้าร่วม Hackathon โดยทำงานกับข้อมูลจริง ลงมือทำจริง และมุ่งให้ผลงานสามารถนำไปใช้ได้จริง ก่อนส่งต่อประโยชน์กลับคืนสู่สังคม เพราะคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี หากสามารถเชื่อมความสามารถเหล่านี้เข้ากับโจทย์ของประเทศ ก็จะกลายเป็นอีกกำลังหนึ่งในการพัฒนาสังคม
ในมุมของคุณกานติมา ภารกิจดังกล่าวไม่ได้แยกคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นพลังเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องเชื่อมคนแต่ละเจเนอเรชันให้เข้ามาช่วยกันและร่วมรับผิดชอบต่อประเทศ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ควรเป็นภาระของใครเพียงฝ่ายเดียว
จาก Digital Disruption สู่การแบ่งปันความรู้
แนวคิดเรื่องการพัฒนาคนไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับกระแส AI แต่มีที่มาจากช่วง Digital Disruption ซึ่ง AIS ต้องปรับตัวจากบริษัทที่ทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือและโทรคมนาคม ไปสู่การนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่เข้ามาเปลี่ยนองค์กร
ระหว่างที่องค์กรมีระบบ และทรัพยากรสำหรับพัฒนาบุคลากรของตัวเอง คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ แล้วประชาชนที่อยู่นอกองค์กรจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หากความรู้และโอกาสในการปรับตัวกระจุกอยู่เฉพาะในองค์กร คนอีกจำนวนมากอาจต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีเครื่องมือเพียงพอ
จากคำถามนั้น AIS Academy จึงเข้ามามีบทบาทในการนำองค์ความรู้ที่องค์กรมีออกไปแบ่งปันกับประชาชน และไม่ได้จำกัดพื้นที่การเรียนรู้อยู่เฉพาะกรุงเทพฯ ตลอดช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา มีการนำบุคลากรและกิจกรรมด้านความรู้ออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น และโคราช ภายใต้ความคิดว่าประเทศไทยไม่ได้มีเพียงกรุงเทพฯ และโอกาสในการเข้าถึงความรู้ควรเดินทางไปถึงคนในพื้นที่อื่นด้วย
“ภารกิจคิดเผื่อ” จากการดูแลกันสู่การพัฒนาประเทศ

เบื้องหลังการแบ่งปันความรู้คือแนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ” ซึ่งคุณกานติมาอธิบายผ่านภาพง่าย ๆ ของสังคมไทยในอดีต เมื่อผู้คนทำอาหารแล้วแบ่งให้บ้านข้าง ๆ แต่เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็เปลี่ยนตาม หลายคนแทบไม่ได้พบเพื่อนบ้านหรือใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับ AIS การ “คิดเผื่อ” จึงถูกนำมาตีความในบริบทของความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จากการดูแลคนในองค์กรไปสู่คำถามว่า จะทำอย่างไรให้คนที่อยู่นอกองค์กรมีโอกาสเรียนรู้และเดินหน้าต่อไปได้ด้วย การแบ่งปันความรู้จึงกลายเป็นวิธีหนึ่งของการส่งต่อสิ่งที่องค์กรมีให้กับสังคม
เหตุผลนี้ยังอธิบายว่า ทำไมงานให้ความรู้จึงเปิดให้เข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ได้มุ่งขายสินค้า เพราะงานดำเนินการในนาม AIS Academy ในฐานะสถาบันให้ความรู้ เป้าหมายคือการเชื่อมองค์ความรู้จากภายในองค์กรออกไปสู่ประชาชน เพื่อให้สังคมสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้พร้อมกัน
ประเทศเติบโตธุรกิจจึงเติบโตต่อได้
เหตุผลทางธุรกิจและการพัฒนาประเทศ จึงไม่ได้ถูกแยกออกจากกันในมุมของ AIS Academy คุณกานติมามองว่า หากศักยภาพของประเทศมีข้อจำกัด ธุรกิจก็ไม่สามารถเติบโตไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดนั้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับคนและประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“บริษัทของพวกเราจะเติบโตได้ต่อไป ก็ต่อเมื่อประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
แนวคิดดังกล่าวทำให้ “ภารกิจคิดเผื่อ” ไม่ได้เป็นงานของ AIS เพียงองค์กรเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเข้ามาร่วมกันแบ่งปันความรู้ โดยตั้งอยู่บนความเชื่อเดียวกันว่า การเติบโตขององค์กรต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความเข้มแข็งของประเทศ
สิ่งที่ AIS Academy ต้องการให้เกิดขึ้นหลังจบงานจึงไม่ใช่เพียงการที่ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้จากแต่ละหัวข้อแล้วกลับบ้าน แต่ต้องการให้ความรู้เหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และทำให้แต่ละคนเห็นว่าตัวเองสามารถมีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองได้
คุณกานติมาทิ้งแนวคิดไว้ว่า คนไทยไม่ควรนั่งรอชะตา แต่ต้องลุกขึ้นมากำหนดชะตาของตัวเอง เพื่อทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งและมั่นคงขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Digital Disruption หรือ AI เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอีกกี่ครั้ง สิ่งที่จะกำหนดว่าประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ดีเพียงใด ยังกลับมาอยู่ที่ความพร้อมของคน และความสามารถของสังคมในการแบ่งปันความรู้และช่วยกันเดินไปข้างหน้า
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Industry 5.0 เปลี่ยนโรงงานไทยเริ่มจาก ‘ปัญหาข้อมูลและคน’ ไม่ใช่เทคโนโลยี
ยศชนัน ชู Financial Literacy พางานวิจัยสู่ทุนสร้าง Job Creator



