เมื่อคอมพิวเตอร์คิดเลขได้เร็วกว่ามนุษย์ โปรแกรมแปลภาษาทำให้คนข้ามกำแพงภาษาได้ และ AI สามารถค้นหา รวบรวม เรียบเรียง ไปจนถึงนำข้อมูลไปใช้งานได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ความสามารถหลายอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นเครื่องชี้วัดว่าใคร “ฉลาด” กำลังมีความหมายน้อยลง
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่ แต่คือ เมื่อเครื่องมือทำสิ่งที่มนุษย์เคยใช้วัดความเก่งได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ความฉลาดของมนุษย์ในยุค AI ควรอยู่ตรงไหน
ชนัญญา เตชจักรเสมา Content Creator เจ้าของช่อง Point of View และเพจ Point of View มองว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำทุกอย่างให้เก่งกว่า AI แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรให้ AI ช่วย และอะไรที่มนุษย์ควรเก็บไว้ทำเอง เพราะยิ่ง AI รับภาระงานที่ไม่จำเป็นออกไปได้มากเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งมีเวลาใช้ความสามารถที่เป็นของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
ความฉลาดเปลี่ยนตามเครื่องมือของมนุษย์
หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณชนัญญาเล่าว่า คนที่พูดภาษาอังกฤษคล่อง คิดเลขเร็ว หรืออ่านบทความยากแล้วเข้าใจได้ทันที มักถูกมองว่าเป็นคนฉลาด แต่เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถคำนวณโจทย์ที่ซับซ้อนได้ภายในพริบตา และโปรแกรมแปลภาษาช่วยให้คนเข้าใจภาษาต่าง ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนภาษานั้น ความสามารถเหล่านี้จึงไม่สามารถใช้แบ่งคนฉลาดออกจากคนอื่นได้เหมือนเดิม
เธอจึงย้อนมองวิวัฒนาการของความฉลาดผ่านสี่ยุค เริ่มจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ความฉลาดผูกอยู่กับการเอาชีวิตรอด คนต้องรู้ว่าจะหาอาหารอย่างไร ล่าสัตว์อย่างไร หรือปกป้องครอบครัวอย่างไร ก่อนจะพัฒนาไปสู่การแบ่งหน้าที่ตามความถนัด คนที่ทำด้ามขวานเก่งก็รับหน้าที่ทำด้าม คนที่กระเทาะหินเก่งก็ทำหัวขวาน ส่วนคนที่ล่าสัตว์เก่งนำขวานไปใช้งาน วิธีคิดเช่นนี้ช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องเสียเวลาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เลือกใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี
เมื่อมนุษย์ไม่ต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเอาชีวิตรอด ความฉลาดในยุคโบราณจึงขยับมาสู่ “ความรู้” ผู้ที่เข้าถึงภาษา หนังสือ หรือคัมภีร์ต่าง ๆ มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้มากกว่าคนอื่น กระทั่งความรู้เริ่มถูกแปลและแลกเปลี่ยนข้ามภาษาและวัฒนธรรม มนุษย์จึงสามารถนำสิ่งที่ผู้อื่นค้นพบมาต่อยอด โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนเงื่อนไขนี้อีกครั้ง เมื่อความรู้ไม่ได้อยู่ในมือคนเพียงบางกลุ่ม ทุกคนสามารถค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ได้ ความฉลาดจึงไม่ได้อยู่ที่ใคร “มีข้อมูล” มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ได้ดีกว่า
มาถึงยุค AI เส้นแบ่งขยับอีกครั้ง เพราะ AI ไม่ได้หยุดอยู่ที่การค้นข้อมูล แต่สามารถรวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ และนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้ด้วย จากเดิมที่คนทำคอนเทนต์ต้องค้นข้อมูลจากหลายแหล่งแล้วนำมาเรียบเรียงเอง วันนี้เพียงกำหนดโจทย์ AI ก็สามารถช่วยจัดโครงสร้างเนื้อหาออกมาได้แล้ว
เมื่อความรู้และการนำความรู้ไปใช้กำลังกลายเป็นความสามารถที่เครื่องมือช่วยทำได้ คำถามเรื่องความฉลาดของมนุษย์จึงกลับมาอีกครั้ง
AI ทำได้เหมือนกันความต่างจึงอยู่ที่คนใช้
คุณชนัญญามอง AI ในฐานะเครื่องมือที่เข้ามาช่วยลดเวลาและความยุ่งยากในการทำงาน แต่ความแตกต่างจากเครื่องมือในอดีตคือ เครื่องมือนี้ไม่ได้อยู่ในมือคนใดคนหนึ่ง ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ความสามารถของ AI ได้
“นั่นหมายความว่า หาก AI ช่วยเราเขียน ช่วยค้นข้อมูล หรือช่วยทำงานได้ คู่แข่งของเราก็สามารถใช้ AI ทำสิ่งเดียวกันได้เช่นกัน คำว่าคู่แข่งไม่ใช่ AI แต่คำว่าคู่แข่งของเราก็คือมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ”
เมื่อทุกคนมีเครื่องมือใกล้เคียงกัน ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครใช้ AI หรือไม่ใช้ แต่กลับมาอยู่ที่แต่ละคนนำสิ่งที่ AI ทำได้มาใช้ร่วมกับความสามารถของตัวเองอย่างไร และตรงนี้เองที่ชนัญญามองว่า “ความเป็นมนุษย์” จะมีความหมายมากขึ้น
สิ่งที่ AI ไม่มีคือรสนิยมความรู้สึกและประสบการณ์ของเรา
AI สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากแล้วเสนอคำตอบที่ดูเหมาะสมที่สุดได้ แต่คำตอบที่เหมาะสมจากข้อมูลไม่ได้แปลว่าจะตรงกับมนุษย์แต่ละคนเสมอไป
คุณชนัญญายกตัวอย่างการให้ AI แนะนำร้านอาหาร ต่อให้ระบบรู้ว่าเธอชอบอาหารอิตาเลียน ชอบร้านหรู หรือชอบบรรยากาศที่มีเพลงคลอ และสามารถเลือกร้านที่ตรงเงื่อนไขเหล่านั้นได้ครบถ้วน ก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ AI ไม่รู้ เช่น เธออาจเคยไปร้านนั้นกับแฟนเก่า หรือเคยเห็นแมลงสาบอยู่หน้าร้าน ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่ AI นำมาประมวลผล แต่มีผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจของมนุษย์
หลักเดียวกันเกิดขึ้นกับงานของ Point of View หากสั่งให้ AI เขียนเรื่องประวัติความเป็นมาของคำคำหนึ่ง ระบบอาจค้นรากศัพท์และเรียบเรียงข้อมูลออกมาได้ถูกต้อง แต่สิ่งที่เจ้าของช่องใส่เพิ่มลงไปคือมุกตลก ความกวน ภาพประกอบ หรือรายละเอียดบางอย่างที่อาจไม่จำเป็นต่อสาระของเรื่องเลย หากสั่งให้ AI ตัดเนื้อหาให้กระชับที่สุด รายละเอียดเหล่านี้อาจเป็นสิ่งแรกที่ถูกตัดออก ทั้งที่สำหรับคนดู มันอาจเป็นส่วนที่ทำให้งานชิ้นนั้นมีบุคลิกของ Point of View
ความไม่จำเป็นในสายตาของระบบ จึงอาจเป็นสิ่งที่ทำให้งานชิ้นหนึ่งมีความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่ได้เลือกทุกอย่างจากประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยังเลือกจากความชอบ ความรู้สึก ประสบการณ์ และรสนิยมของตัวเอง
เมื่อ AI รู้สิ่งที่มีอยู่ มนุษย์ยังต้องคิดสิ่งที่ไม่เคยมี
อีกความสามารถที่คุณชนัญญาให้น้ำหนัก คือความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยยกตัวอย่างผลงานศิลปะรูปกล้วยติดเทปบนผนัง หากนำภาพดังกล่าวไปถาม AI ในวันนี้ ระบบสามารถวิเคราะห์และอธิบายได้ว่าเหตุใดสิ่งนี้จึงถูกมองว่าเป็นศิลปะ เพราะมีข้อมูล การถกเถียง และการตีความของมนุษย์เกี่ยวกับผลงานดังกล่าวอยู่แล้ว
แต่เมื่อเธอลองเปลี่ยนเงื่อนไข ให้ AI ตอบโดยจำกัดความรู้ไว้ในยุคของเลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีผลงานดังกล่าวและยังไม่มีการตีความจากมนุษย์ AI กลับไม่มองสิ่งนั้นว่าเป็นศิลปะ
สำหรับคุณชนัญญา ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของ AI ว่า ระบบสามารถรวบรวมและประมวลผลสิ่งที่มนุษย์เคยคิด เคยสร้าง และเคยตีความมาแล้ว เพื่อหาคำตอบที่เหมาะกับโจทย์ที่ได้รับ แต่การก้าวออกจากสิ่งที่มีอยู่ไปสร้างความคิดใหม่ยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องทำ
เธอเชื่อมเรื่องนี้กับแนวคิดเรื่องจินตนาการของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และยกตัวอย่างการคิดต่อยอดทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์และนิวตัน เพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีความรู้จำนวนมากเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการตั้งคำถาม จินตนาการ และเชื่อมโยงสิ่งที่รู้ออกไปสู่สิ่งที่ยังไม่เคยมี
ในวันที่ AI เข้าถึงความรู้จำนวนมหาศาลได้ง่ายกว่ามนุษย์ ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามจำหรือรวบรวมข้อมูลให้ได้มากกว่าเครื่อง แต่คือการนำความรู้เหล่านั้นไปคิดต่อ แล้วใส่มุมมองและความเป็นตัวเองลงไป
ใช้ AI ลดงานคืนเวลาให้ความคิด
วิธีใช้ AI ของ Point of View จึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าจะให้อะไร AI ทำแทนมนุษย์ทั้งหมด แต่เลือกใช้กับงานที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของชนัญญา หรือเป็นงานที่ต้องใช้แรงและเวลา เพื่อเก็บเวลาไว้กับงานที่ต้องใช้ความคิดและตัวตนของเธอเอง
ตัวอย่างหนึ่งคือการแปลวิดีโอของ Point of View ซึ่งปัจจุบันสามารถทำออกมาได้ 21 ภาษา หากเป็นอดีต การทำเช่นนี้หมายถึงการต้องแปลเองหรือจ้างคนแปล แต่ AI ช่วยลดภาระในส่วนนี้ลงได้ โดยเนื้อหาตั้งต้นยังมาจากสิ่งที่เธอคิดและเขียนขึ้นเอง
เมื่อเปิดบริษัททัวร์และต้องตัดสินใจว่า จะทำเว็บไซต์ขายทัวร์อย่างไร เธอใช้ AI ช่วยเขียนเว็บไซต์ขึ้นมาภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง งานที่เดิมอาจต้องใช้ทั้งงบประมาณ เวลา และคนที่มีทักษะเฉพาะ จึงกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เร็วขึ้น แต่ความแตกต่างของเว็บไซต์ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว เพราะใครก็สามารถใช้ AI ช่วยเขียนได้ สิ่งที่ทำให้งานต่างกันคือสิ่งที่เจ้าของงานเลือกใส่ลงไป
แม้แต่การรวบรวมข้อมูลสำหรับ Point of View เธอก็ใช้ AI เพราะไม่เห็นเหตุผลที่จะปฏิเสธเครื่องมือที่ช่วยลดเวลา แต่การให้ AI รวบรวมข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับทุกอย่างที่ระบบเสนอมา คนทำคอนเทนต์ยังต้องเลือกว่าจะเห็นด้วยกับข้อมูลใด ไม่เห็นด้วยกับอะไร หรือเมื่อพบว่าคนส่วนใหญ่เล่าเรื่องหนึ่งในมุมเดียวกัน ก็อาจเลือกเล่าในมุมอื่น
แนวคิดเดียวกันสามารถนำไปใช้กับงานอื่นได้ คุณชนัญญายกตัวอย่างการใช้ AI ช่วยอ่านกระดาษปาปิรุสโบราณที่ไม่สามารถคลี่ออกมาได้โดยไม่ทำให้เสียหาย เทคโนโลยีช่วยลดเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญต้องใช้ไปกับการหาวิธีเปิดและอ่านข้อความ เพื่อให้พวกเขานำเวลาไปใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือการตีความว่าข้อความเหล่านั้นหมายถึงอะไรและมีความสำคัญอย่างไร
ความฉลาดยุค AI คือการเป็นตัวเองให้มากขึ้น
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่การแบ่งหน้าที่ของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ การแปลและแลกเปลี่ยนความรู้ในยุคโบราณ การค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต จนมาถึงการใช้ AI สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำมาตลอด คือมนุษย์สร้างเครื่องมือและวิธีทำงานใหม่ขึ้นมา เพื่อลดเวลาที่ต้องใช้กับงานบางอย่าง แล้วนำเวลานั้นไปทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีกว่า
AI กำลังทำหน้าที่เดียวกันในระดับที่มากขึ้น มันช่วยค้นข้อมูล แปลภาษา เขียนโค้ด เรียบเรียงเนื้อหา และจัดการงานที่เคยกินแรงและเวลา แต่สิ่งที่เครื่องมือเหล่านี้ทำได้ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้มนุษย์หยุดคิด
สำหรับคุณชนัญญา ความฉลาดในยุค AI จึงไม่ได้หมายถึงการเอาชนะ AI หรือพยายามทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คือการใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเอาเวลาและความสามารถกลับมาใช้กับสิ่งที่มนุษย์ทำได้ ทั้งการคิด จินตนาการ เลือก ตีความ และใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงาน
“ความฉลาดในยุค AI คือการที่เราสามารถใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้…เพื่อที่เราจะได้มีเวลาไปใช้ความสามารถในฐานะมนุษย์ ใส่ความเป็นมนุษย์ของเรา ใส่ความเป็นตัวเราเข้าไปในงานให้ได้มากที่สุด”
ในความหมายนี้ AI จึงไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์มีความสำคัญน้อยลง ตรงกันข้าม เมื่อเครื่องมือทำสิ่งที่ทุกคนสามารถทำเหมือนกันได้มากขึ้น สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างกลับเป็นสิ่งที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน
และนั่นทำให้คำตอบของชนัญญาต่อคำถามเรื่องความฉลาดในยุค AI ชัดเจนขึ้นว่า ความฉลาดคือการใช้ AI เพื่อให้มนุษย์ “เป็นตัวเองได้มากขึ้น” โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานที่เครื่องมือสามารถช่วยทำแทนได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
AI กับอนาคตวารสารศาสตร์ รักษาคุณค่าข่าวและคุณค่านักข่าวในยุค AI
เปิดตัว ‘สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ ยกระดับวิชาชีพสู่มาตรฐานสากล



