ความฉลาด การศึกษาสูง หรือความรู้ด้านเทคโนโลยี ไม่ได้ทำให้ใครปลอดภัยจากมิจฉาชีพ เพราะหัวใจของการหลอกลวงไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะความฉลาดของเหยื่อ แต่อยู่ที่การทำให้อารมณ์เข้ามามีอำนาจเหนือเหตุผล ยิ่งเมื่อ AI ช่วยสร้างภาพ เสียง และตัวตนปลอมได้แนบเนียนขึ้น มิจฉาชีพก็ยิ่งมีเครื่องมือสร้างสถานการณ์ที่ทำให้คนเชื่อ กลัว รีบ หรือไว้ใจได้ง่ายกว่าเดิม
ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกขึ้น แต่ยังช่วยให้มิจฉาชีพขยายการก่อเหตุได้กว้างขึ้น เร็วขึ้น และมีต้นทุนต่ำลง จากเดิมที่อาชญากรรมต้องลงมือกับเหยื่อโดยตรง วันนี้เพียงส่ง Phishing Email หรือ SMS ครั้งเดียวก็สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากพร้อมกันได้
รูปแบบการหลอกก็เปลี่ยนตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ดร.ตฤณห์ยกตัวอย่างนักศึกษาที่ถูกส่งอีเมลแจ้งว่าได้รับการคัดเลือกให้รับทุนไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ พร้อมกำหนดให้ยืนยันสิทธิ์ภายใน 24 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะเสียสิทธิ์ให้คนถัดไป กลลวงลักษณะนี้ไม่ได้ใช้วิธีเดิมอย่างการโทรมาอ้างว่าเหยื่อเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า แต่เลือกเรื่องที่ตรงกับความสนใจของคนกลุ่มนั้น แล้วสร้างแรงกดดันให้ต้องรีบตัดสินใจ
Social Engineering เปลี่ยน ‘คน’ เป็นช่องโหว่
กลไกสำคัญเบื้องหลังการหลอกคือ Social Engineering หรือการใช้จิตวิทยาทำให้คนเชื่อและทำตาม ดร.ตฤณห์อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือการแฮ็กคน ไม่ใช่แฮ็กระบบ
ต่อให้โทรศัพท์มีรหัสผ่าน 6 ตัว 12 ตัว หรือ 14 ตัว หากสามารถทำให้เจ้าของโทรศัพท์เชื่อได้ มิจฉาชีพก็ไม่จำเป็นต้องเจาะระบบ เพราะเหยื่อจะเป็นคนใส่รหัสและโอนเงินด้วยตัวเอง เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยจึงป้องกันได้ไม่เต็มที่ หากคนที่ถือกุญแจของระบบถูกโน้มน้าวให้เปิดประตูเสียเอง
AI ทำให้ Social Engineering มีเครื่องมือเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Deepfake ซึ่งสามารถปลอมหรือโคลนใบหน้า เสียง และอัตลักษณ์ของบุคคล ดร.ตฤณห์เตือนถึงพฤติกรรมของคนที่รู้ว่าสายที่โทรเข้ามาเป็นมิจฉาชีพ แต่ยังรับสายเพื่อพูดคุยหรือแกล้งกลับ เพราะระหว่างการสนทนา เสียงของผู้รับสายอาจกลายเป็น Voice Identity ที่ถูกนำไปใช้ต่อได้ คนที่รับสายอาจไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เสียงนั้นสามารถถูกนำไปใช้หลอกพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัว
มิจฉาชีพเล่นกับ EQ ไม่ใช่ IQ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทำไมคนไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีถึงถูกหลอก แต่คือทำไมแพทย์ คนจบปริญญาเอก หรือคนที่มีความรู้สูงจึงยังตกเป็นเหยื่อได้
ดร.ตฤณห์อธิบายว่า “มิจฉาชีพไม่ได้เล่นกับ IQ ของคุณ แต่เล่นกับ EQ” เพราะในจังหวะที่กำลังถูกหลอก มนุษย์ไม่ได้ใช้ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลได้เต็มที่ หากอารมณ์ถูกกระตุ้นมากพอ
เขาอธิบายกลไกนี้ผ่านการทำงานของสมอง โดย Amygdala เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น ความกลัว ความโกรธ ความอาย ความเกลียด ความแค้น ความดีใจ และความอิจฉา และอยู่ติดกับ Hippocampus ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ ขณะที่การคิดวิเคราะห์และชั่งน้ำหนักเหตุผลเกี่ยวข้องกับสมองส่วนหน้าผาก เมื่อมนุษย์ใช้อารมณ์มากขึ้น สมองส่วนเหตุผลจะถูกกดทับชั่วคราว ทำให้ความสามารถในการคิดและใช้เหตุผลลดลง
ดร.ตฤณห์เปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า หากคนคนหนึ่งต้องยิงเป้าในวันที่ตื่นขึ้นมาอย่างสบายใจ มีสมาธิ กับต้องยิงเป้าหลังจากเพิ่งทะเลาะกับใครอย่างรุนแรง ความแม่นยำย่อมแตกต่างกัน เพราะเมื่อเกิดความเครียดหรืออารมณ์รุนแรง ความสามารถในการคิดและใช้สติจะลดลง กลไกเดียวกันนี้ถูกมิจฉาชีพนำมาใช้ในการ Social Engineering
ดังนั้น การตกเป็นเหยื่อจึงไม่ใช่เครื่องชี้ว่าใครฉลาดหรือไม่ฉลาด แต่ต้องมองว่า ในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ มิจฉาชีพสามารถทำให้อารมณ์ของคนนั้นอยู่เหนือเหตุผลได้หรือไม่
‘โลภกลัวหลง’ 3 จุดอ่อนที่มิจฉาชีพใช้
ดร.ตฤณห์ชี้สามอารมณ์ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โลภ กลัว และหลง เพราะทั้งสามสามารถกลายเป็น Trigger ที่ทำให้คนตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ก่อนเหตุผล
ความโลภไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของการอยากได้เงินจำนวนมาก แต่อาจเกิดจากความรู้สึกว่าได้ของราคาถูก ได้ผลตอบแทนมาก หรือกำลังเจอโอกาสที่ต้องรีบคว้า เช่น โปรโมชั่นที่จำกัดเวลา หรือข้อเสนอที่ทำให้รู้สึกว่าหากไม่ตัดสินใจตอนนี้จะเสียโอกาส ดร.ตฤณห์ยกตัวอย่างตั้งแต่กลวิธีของแก๊งตกทองในอดีต ไปจนถึงโปรโมชั่น “หนึ่งแถมหนึ่ง” หรือข้อเสนอเฉพาะช่วงเวลา ซึ่งต่างใช้หลักเดียวกัน คือกระตุ้นความรู้สึกอยากได้ก่อนเปิดพื้นที่ให้เหตุผลทำงาน
ความกลัวเป็นกลไกที่มิจฉาชีพใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อผูกเข้ากับ Authority Bias หรือความโน้มเอียงที่จะเชื่อและทำตามบุคคลที่ดูมีอำนาจ การอ้างตัวเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ DSI ปปง. ปปส. ธนาคาร หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์ ทำให้คำพูดมีน้ำหนักขึ้นทันที เมื่อเหยื่อถูกบอกว่าชื่อของตัวเองเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและต้องแสดงความบริสุทธิ์ ความกลัวอาจทำให้ยอมทำตามคำสั่ง แม้คำสั่งนั้นจะเป็นการโอนเงินให้ตรวจสอบก็ตาม
ดร.ตฤณห์เชื่อมกลไกนี้กับ Milgram Experiment ซึ่งศึกษาการทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ โดยระบุว่าผลการทดลองมีผู้เข้าร่วม 65% ทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในห้องทดลอง แม้สิ่งที่ถูกสั่งให้ทำจะขัดกับความรู้สึกของตัวเอง ตัวอย่างนี้ถูกนำมาอธิบายว่า เหตุใดการสร้างภาพของ “ผู้มีอำนาจ” จึงสามารถกดดันให้คนทำสิ่งที่ปกติอาจไม่ทำได้
ส่วนความหลงหรือความรักเป็นฐานของ Romance Scam มิจฉาชีพสร้างความสัมพันธ์ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่ามีคนสนใจและผูกพัน ก่อนนำไปสู่การขอเงินหรือผลประโยชน์ ดร.ตฤณห์จึงเสนอให้ตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า เหตุใดคนแปลกหน้าจึงเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับเรา และเหตุผลที่เขานำเสนอมีความสมเหตุสมผลเพียงใด
Deepfake ทำให้ของปลอม ‘น่าเชื่อ’ ขึ้น
ความเสี่ยงในยุค AI ไม่ได้อยู่เพียงการมีภาพหรือเสียงปลอม แต่คือความสามารถในการนำสิ่งปลอมหลายอย่างมาประกอบกันจนกลายเป็นสถานการณ์ที่ดูสมจริง
ดร.ตฤณห์ยกกรณีบริษัทวิศวกรรมและที่ปรึกษาต่างชาติที่ถูก Social Engineering ร่วมกับ Deepfake โดยการหลอกเริ่มจาก Phishing Email ที่แจ้งเรื่องการทำธุรกรรมลับของบริษัท ก่อนส่งลิงก์เข้าสู่การประชุมออนไลน์ เมื่อพนักงานฝ่ายบัญชีเข้าประชุม กลับพบทั้งใบหน้าของเพื่อนร่วมงานและ CFO ที่ตัวเองรู้จักอยู่ในหน้าจอเดียวกัน ทำให้สถานการณ์ดูน่าเชื่อถือกว่าการได้รับอีเมลเพียงอย่างเดียว
หลังการประชุม พนักงานได้รับข้อความให้โอนเงินไปยังหลายบัญชี ดร.ตฤณห์อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้กลลวงมีพลังไม่ใช่ Deepfake เพียงภาพเดียว แต่เป็นการสร้างองค์ประกอบหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งใบหน้า เสียง เพื่อนร่วมงาน บริบทของการประชุม และขั้นตอนการทำงานที่ดูคุ้นเคย เขาเรียกกลไกนี้ว่า Multiple Identity Cues ซึ่งทำให้เหยื่อมีหลักฐานหลายชิ้นมาสนับสนุนความเชื่อว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง
จุดนี้ทำให้โจทย์ของโลก AI ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะในอดีตการเห็นหน้า ได้ยินเสียง หรือพบคนคุ้นเคยในวิดีโอ อาจเพียงพอสำหรับสร้างความเชื่อมั่น แต่เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้สามารถถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี การตัดสินว่าอะไรจริงจากสิ่งที่ตาเห็นหรือหูได้ยินจึงยากขึ้น
ยุค AI ต้องรู้ทันอารมณ์ตัวเอง
AI จึงไม่ได้สร้างความโลภ ความกลัว หรือความหลงขึ้นมาใหม่ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในมนุษย์อยู่แล้ว แต่เทคโนโลยีทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก สร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ และออกแบบสถานการณ์เพื่อกระตุ้นอารมณ์เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น
การป้องกันจึงไม่สามารถฝากไว้กับการรู้ทันกลโกงรูปแบบล่าสุดเพียงอย่างเดียว เพราะรูปแบบการหลอกสามารถเปลี่ยนได้ตลอด สิ่งที่ต้องรู้ทันควบคู่กันคือสภาวะของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรู้สึกโลภ กลัว หลง หรือถูกเร่งให้ต้องตัดสินใจ
ดร.ตฤณห์กล่าวว่า สติเป็นสิ่งที่ต้องฝึก โดยเริ่มจากการรู้ว่าขณะนี้ตัวเองกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และกำลังรับรู้อะไรอยู่ การดึงความสนใจกลับมาสู่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เป็นวิธีนำตัวเองออกจากโหมดอารมณ์กลับมาสู่โหมดคิด
เมื่อ AI ทำให้ภาพ เสียง และตัวตนที่เคยใช้เป็นหลักฐานยืนยันความจริงสามารถถูกสร้างขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม ความสามารถสำคัญของมนุษย์จึงไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีให้เป็น แต่ต้องรู้ด้วยว่า เมื่อไรอารมณ์ของตัวเองกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
AI ยิ่งเก่ง ‘ความเป็นมนุษย์’ ยิ่งสร้างความแตกต่าง
ยุทธศาสตร์ Shopee AI: พลิกโฉมอีคอมเมิร์ซด้วยระบบอัจฉริยะ เคียงข้างผู้ซื้อดันศักยภาพผู้ขาย



