Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SC Asset เปลี่ยนเสียงลูกบ้านเป็น ‘Live and Learn Home’ บ้านที่ปรับตามชีวิต

SC Asset เปลี่ยนเสียงลูกบ้านเป็น ‘Live and Learn Home’ บ้านที่ปรับตามชีวิต

บ้านที่ตอบโจทย์ในวันที่ซื้อ อาจไม่ตอบโจทย์เมื่อครอบครัวและวิถีชีวิตเปลี่ยนไป นี่คือโจทย์ที่ SC Asset นำมาใช้พัฒนาบ้านภายใต้แนวคิด “Live and Learn Home” โดยย้อนกลับไปดูว่าลูกบ้านใช้พื้นที่จริงอย่างไร พื้นที่ใดถูกใช้งาน พื้นที่ใดไม่ตอบโจทย์ และมีความต้องการอะไรที่ลูกค้าไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาแบบบ้านและฟังก์ชันใหม่

มงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาบ้านของ SC เชื่อมตั้งแต่การวางสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย การทำกิจกรรมการตลาด ไปจนถึงการนำ Insight จากการอยู่อาศัยจริงมาปรับใช้กับฟังก์ชันบ้าน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์และแต่ละทำเล ก่อนนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

แนวคิดดังกล่าวถูกต่อยอดเป็น Live and Learn Home ซึ่งไม่ได้มองบ้านเป็นพื้นที่ที่มีรูปแบบการใช้งานตายตัว แต่ต้องสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของคนที่อยู่ภายในบ้านได้ ตั้งแต่จำนวนสมาชิกในครอบครัว รูปแบบการทำงาน การใช้พื้นที่ร่วมกัน ไปจนถึงการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย

ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการ ผู้จัดการสายงานการตลาดและนวัตกรรม บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายของ SC คือทำให้แนวคิด Individual-Centric เกิดขึ้นจริงในการพัฒนาที่อยู่อาศัย บริษัทจึงพยายามเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ลึกกว่าการถามว่าต้องการบ้านแบบไหน ด้วยการเก็บข้อมูลทั้งจากงานวิจัย การลงไปดูการใช้ชีวิตจริงของลูกบ้าน และการฟังเสียงสะท้อนหลังเข้าอยู่อาศัย

ฟังลูกค้าไม่พอต้องดูชีวิตจริงในบ้าน

SC ทำวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดย Brand Name Check ใช้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 1,400 ตัวอย่างต่อปี และทำต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี ส่วนงานวิจัยเชิงคุณภาพครอบคลุมหลายกลุ่ม ทั้งลูกค้าของ SC ลูกค้าของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น รวมถึงคนที่เข้ามาดูโครงการแต่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อ เพื่อทำความเข้าใจเหตุผลและความต้องการที่แตกต่างกัน

ข้อมูลจากงานวิจัย ถูกนำไปตรวจสอบกับการอยู่อาศัยจริงผ่านโปรแกรม Home Visit โดยผู้บริหารเข้าไปดูบ้านของลูกค้าที่อยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึงประมาณ 5 ปี เพื่อดูว่าพื้นที่ที่ออกแบบไว้ถูกใช้อย่างไร ยังตอบโจทย์หรือไม่ และมีอะไรที่ลูกค้าต้องการเพิ่ม ขณะที่ผู้บริหารระดับ Manager ขึ้นไปต้องเข้าไปฟังคำติและคำชมจากลูกค้าใน Call Center เพื่อรับรู้ปัญหาโดยตรง ไม่ได้อาศัยเพียงรายงานที่ส่งต่อขึ้นมา

กระบวนการนี้เชื่อมกับแนวทาง 3S ที่ SC ใช้ในการพัฒนาสินค้า เริ่มจาก Strengthen ซึ่งมีพื้นฐานจากการฟังและลงพื้นที่ ตามด้วย Customer Need หรือความต้องการที่ลูกค้าระบุออกมา และ Unmet Need หรือความต้องการที่ลูกค้าไม่ได้พูดตรง ๆ แต่สามารถค้นพบจากการสังเกตวิธีใช้พื้นที่จริง

สิ่งที่ SC พบคือ บ้านที่สร้างเสร็จแล้วไม่สามารถตรงกับชีวิตของทุกครอบครัวได้ทั้งหมด เพราะแต่ละครอบครัวมีจำนวนสมาชิกและรูปแบบการใช้ชีวิตต่างกัน การออกแบบจึงต้องเปิดทางให้พื้นที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น ครอบครัวที่วันนี้อยู่กันสองคนอาจไม่ต้องการห้องจำนวนมาก พื้นที่บางส่วนจึงควรสามารถเปิด เชื่อม หรือปรับรูปแบบการใช้งานได้ แทนการกำหนดพื้นที่ไว้ตายตัว

พฤติกรรมเปลี่ยนฟังก์ชันบ้านต้องเปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมในช่วงโควิด เป็นตัวอย่างที่ SC นำมาอธิบายชัดเจน ช่วงที่คนต้องทำงานและประชุมออนไลน์จากบ้าน ลูกค้าต้องการพื้นที่กึ่งภายนอก สำหรับออกมาพักจากการอยู่ภายในบ้านตลอดวัน SC จึงออกแบบระเบียงขนาดใหญ่ที่เปิด-ปิดได้และอยู่ใต้ชายคา เพื่อให้สามารถออกมาสัมผัสพื้นที่สีเขียวได้ แต่เมื่อผ่านช่วงโควิด พฤติกรรมกลับเปลี่ยน ลูกค้าต้องการนำพื้นที่ดังกล่าวกลับมาเป็นพื้นที่ภายในมากขึ้น พื้นที่อเนกประสงค์จึงตอบโจทย์มากกว่าระเบียงขนาดใหญ่

Insight จากการใช้ชีวิตจริงยังถูกนำมาพัฒนาเป็น Open Space Living ที่เชื่อมห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และ Pantry เข้าด้วยกัน เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถทำกิจกรรมต่างกัน แต่ยังใช้พื้นที่ร่วมกันได้ ขณะเดียวกัน SC ให้ความสำคัญกับ Individual Space เพราะมองว่าสมาชิกแต่ละคนควรมีพื้นที่ที่รู้สึกเป็นของตัวเองควบคู่ไปกับพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัว

รายละเอียดบางอย่าง เกิดจากการพบว่า พฤติกรรมจริงต่างจากสิ่งที่แบบบ้านเดิมกำหนดไว้ เช่น ประตูจากโรงจอดรถซึ่งเดิมเป็นทางเข้ารอง กลับเป็นประตูที่ลูกบ้านใช้มากกว่าประตูหน้าบ้าน SC จึงเพิ่ม Foyer บริเวณทางเข้าจากโรงจอดรถให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เมื่อกลับถึงบ้าน ส่วน Secondary Pantry บนชั้นสองเกิดจากการพบว่าครอบครัวที่มีสมาชิกหลายรุ่นอาจต้องการพื้นที่เตรียมอาหารหรือทำกิจกรรมเบา ๆ โดยไม่ต้องลงมาใช้ Pantry ชั้นล่างร่วมกันตลอดเวลา

แนวคิดเดียวกันนำไปสู่การออกแบบห้องนอนของพี่น้องให้มีขนาดใกล้เคียงกัน การเพิ่ม Rabbit Storage สำหรับเก็บกระเป๋าเดินทางบนชั้นสอง และการติดตั้งลิฟต์ในบ้านสองชั้น เพื่อให้พ่อแม่สูงวัยสามารถขึ้นไปอยู่ชั้นเดียวกับสมาชิกครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกไปอยู่ชั้นล่าง

ในบ้านบางซีรีส์ SC ยังปรับความลึกของตัวบ้านจาก 16 เมตรเป็น 18 เมตร หลังได้รับความคิดเห็นจากลูกค้าเรื่องพื้นที่และการจอดรถ เมื่อบ้านมีความลึกเพิ่มขึ้นจึงสามารถวางสระว่ายน้ำเข้าไปในพื้นที่ตัวบ้านมากขึ้น ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว พร้อมเปิดมุมมองจากภายในบ้านไปยังสระ ขณะที่พื้นที่ Double Living ถูกขยายให้รองรับคนได้มากกว่า 10 คน

เปลี่ยนชีวิตประจำวันเป็น Insight ออกแบบบ้าน

เบื้องหลังชื่อ Live and Learn Home มาจากแนวคิดว่า ชีวิตประจำวันของลูกค้าเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาบ้าน ตั้งแต่การตื่นนอน ชงกาแฟ ทำงานจากบ้าน เลี้ยงลูก ไปจนถึงการอยู่ร่วมกันของครอบครัวที่มีสมาชิกแตกต่างกัน เพราะแต่ละบ้านมีวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน และรูปแบบการอยู่อาศัยยังเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา

พฤติกรรมการอยู่อาศัยเปลี่ยนตั้งแต่ก่อนโควิด ช่วงโควิด และหลังโควิด และจะยังเปลี่ยนต่อไปเมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น จึงเป็นที่มาของข้อความ “ทุกวันของคุณคือบทเรียนของเรา” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของลูกค้ากลายเป็นสิ่งที่ทีมงานต้องเรียนรู้และนำกลับไปใช้ในการพัฒนาบ้าน

SC นำแนวคิดดังกล่าวไปสื่อสารผ่าน Music Marketing โดยใช้เพลง “Live and Learn” เพื่อเชื่อมกับความหมายของจุดเปลี่ยนในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบ และสำหรับทีมพัฒนาบ้าน จุดเปลี่ยนเหล่านั้นคือโจทย์ที่ต้องนำกลับมาคิดว่าจะออกแบบพื้นที่อย่างไรให้รองรับชีวิตของลูกค้าได้ดีขึ้น

ต่อยอด 8 ซีรีส์ใหม่ 19 ทำเลราคา 8–80 ล้านบาท

Live and Learn Home ถูกนำมาต่อยอดสู่บ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ 27 ดีไซน์ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 8–80 ล้านบาท ครอบคลุมหลายแบรนด์ของ SC ได้แก่ Grand Bangkok Boulevard, Bangkok Boulevard Signature, Bangkok Boulevard, Venue และ The Pavilion โดยในเอกสารของบริษัทระบุถึงฟังก์ชันที่พัฒนาจาก Insight ของผู้บริโภค เช่น Double Living, Equitable Bedroom, Secondary Pantry, His & Her Walk-in Closet, Cinematic Space และ Open Space Living

โครงการและฟังก์ชันใหม่ทยอยเปิดตัวใน 19 ทำเล โดยวันที่ 19–20 กันยายน 2569 จะเปิดฟังก์ชันใหม่ใน Bangkok Boulevard Signature 5 ทำเล ตามด้วยกลุ่ม Grand Bangkok Boulevard และ Bangkok Boulevard ในวันที่ 10–11 ตุลาคม และ The Pavilion วิภาวดี-พหลฯ ในวันที่ 14–15 พฤศจิกายน

การเปิดบ้านชุดใหม่นี้เกิดขึ้นพร้อมกับเป้าหมายด้านธุรกิจของ SC โดยคุณมงกุฎระบุว่า บริษัทคาดว่าจะปิดการขายโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมรวมประมาณ 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 25,600 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 หลังใช้ทั้งการวางสินค้า การตลาด และ Insight จากการอยู่อาศัยจริงมาพัฒนาฟังก์ชันบ้านให้ตรงกับลูกค้าแต่ละกลุ่มมากขึ้น

สำหรับ SC แนวคิด Live and Learn Home จะไม่ได้จบลงพร้อมกับแคมเปญนี้ โดยผู้บริหารระบุว่า Live and Learn จะเป็น “มาตรฐานใหม่” และยังต้องพัฒนาต่อ เพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัยไม่ได้หยุดเปลี่ยน และบ้านที่สร้างขึ้นก็ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงของคนที่อยู่ภายในบ้านเช่นกัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ฮุนได รุกตลาด MPV ไฮบริด 11 ที่นั่ง ชูจุดแข็งภาษี-กลยุทธ์ขายคู่ดีเซล สู้ศึกตลาดรถไทยผลิตล้น

จากนักวิจัย สู่ธุรกิจบทเรียน Spin-off เมื่อเทคโนโลยีเจอตลาดจริง

การบินไทยยกเครื่องห้องโดยสาร 86 ลำ เพิ่ม Premium Class ลำแรกกลางปี 2570

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar