Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

10 ปี Big Bad Wolf จากภารกิจให้คนเข้าถึงหนังสือ สู่การเติบโตของนักอ่านรุ่นใหม่

10 ปี Big Bad Wolf จากภารกิจให้คนเข้าถึงหนังสือ สู่การเติบโตของนักอ่านรุ่นใหม่

หนังสือหนึ่งเล่มให้คุณค่าและความหมายกับคนอ่านต่างกัน บางเล่มให้ความรู้ บางเล่มพาไปพบความฝัน บางเล่มเปิดโลกให้เห็นเรื่องที่ไม่เคยรู้ บางเล่มทำให้เกิดคำถามและอยากค้นหาคำตอบต่อ หนังสือจึงอยู่กับคนได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวันที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ก่อนที่หนังสือเล่มหนึ่งจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใคร คนนั้นต้องมีโอกาสได้พบ ได้เปิด และได้เลือกหนังสือก่อน

เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ แจ็คเกอลีน อึ๊ง ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Bad Wolf Books พบจากการทำธุรกิจร้านหนังสือในมาเลเซีย เมื่อคนที่เดินเข้าร้านส่วนใหญ่ยังเป็นนักอ่านกลุ่มเดิม เธอจึงไม่ได้คิดเพียงว่าจะขายหนังสือให้คนกลุ่มนี้อย่างไร แต่อยากหาทางพาคนที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเป็นประจำเข้ามาหาหนังสือด้วย รูปแบบของงาน Fair หรือ Festival จึงเข้ามาตอบโจทย์ เพราะคนที่ชอบอ่านสามารถชวนเพื่อน คนรัก หรือครอบครัวมาด้วย เมื่อเข้ามาแล้วทุกคนมีโอกาสเดินเลือก เปิดดู และอาจพบหนังสือที่ตัวเองสนใจ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือทำให้ราคาต่ำพอที่คนจะกล้าลองซื้อหนังสือที่ไม่เคยอ่านหรือนักเขียนที่ไม่เคยรู้จัก

Big Bad Wolf เริ่มจัดขึ้นในมาเลเซียเมื่อปี 2009 ก่อนขยายออกไปยังประเทศอื่นในเวลาต่อมา บนความเชื่อที่ว่า หนังสือไม่ควรเป็นของฟุ่มเฟือยหรือเป็นสิ่งที่มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าถึงได้ แนวคิดนี้จึงกลายมาเป็นปรัชญาของ Big Bad Wolf ที่ว่า “Changing the World, One Book at a Time”

จากมาเลเซียสู่ไทยท่ามกลางคำเตือนว่า “คนไทยไม่อ่าน”

หลังจัด Big Bad Wolf ในมาเลเซียมาหลายปี ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ 2 ที่แจ็คเกอลีนและสามีตัดสินใจนำงานออกมาจัดนอกมาเลเซีย จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย เมื่อสามีของเธอเสนอให้นำ Big Bad Wolf มาจัดที่นี่ ตอนแรกแจ็คเกอลีนปฏิเสธ เพราะเพียงการจัดงานในมาเลเซียก็มีงานด้านการจัดการจำนวนมากอยู่แล้ว และการนำงานออกไปจัดต่างประเทศยิ่งเพิ่มความยุ่งยาก แต่ความสนใจของสามีทำให้ทั้งคู่เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และวางแผนที่จะเข้ามาประเทศไทย

สิ่งที่ได้ยินจากเพื่อนชาวไทยกลับไม่ได้ช่วยเพิ่มความมั่นใจ หลายคนบอกเธอว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคนไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมการอ่าน และที่ยากกว่านั้นคือคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากนัก ถึงอย่างนั้น Big Bad Wolf ยังเดินหน้าตามแผน และในปี 2016 งาน Big Bad Wolf Bangkok จัดขึ้นครั้งแรกที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 12 วัน

ความไม่แน่ใจว่างานหนังสือภาษาอังกฤษจะได้รับการตอบรับมากเพียงใดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มเพื่อนของแจ็คเกอลีน แม้แต่เจ้าของสถานที่ยังตั้งใจมาดูงานตอนเที่ยงคืน เพราะคิดว่าช่วงเวลานั้นคนน่าจะน้อยลงแล้ว แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่าคนยังหนาแน่นจนต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย แจ็คเกอลีนเองก็ประหลาดใจกับการตอบรับครั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อพบว่าคนที่มางานส่วนใหญ่เป็นคนไทย ไม่ใช่ชาวต่างชาติอย่างที่หลายคนคิด

การตอบรับในปีแรกทำให้ Big Bad Wolf จัดงานในประเทศไทยต่อมา และเมื่อเวลาผ่านไป แจ็คเกอลีนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงจากหนังสือที่คนเลือกซื้อ รวมถึงลูกค้าที่กลับมาพบเธอในแต่ละช่วงวัย

Fiction จาก 6% เป็น 13% เมื่อเด็กเมื่อสิบปีก่อนโตขึ้น

ปี 2016 ซึ่งเป็นปีแรกที่ Big Bad Wolf จัดในกรุงเทพฯ หนังสือ Fiction มีสัดส่วนเพียง 6% ของยอดขายทั้งหมด เพราะคนที่เข้ามางานจำนวนมากเป็นพ่อแม่ที่มาซื้อหนังสือให้ลูก แต่ปีที่ผ่านมา ยอดขาย Fiction เพิ่มเป็น 13% หรือมากกว่าสองเท่าจากปีแรก แจ็คเกอลีนมองตัวเลขนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นการเติบโตของนักอ่าน เพราะคนที่เลือก Fiction เริ่มมีนักเขียนที่ตัวเองติดตามและเลือกหนังสือจากความสนใจของตัวเอง ไม่ได้มีเพียงพ่อแม่ที่เข้ามาซื้อหนังสือเด็กให้ลูก

ช่วงเวลาสิบปีทำให้เด็กที่เคยมากับพ่อแม่เปลี่ยนวัยไปด้วย เด็กเล็กที่พ่อแม่เริ่มซื้อหนังสือให้ในเวลานั้น วันนี้บางคนเป็นวัยรุ่นและเลือกอ่าน Young Adult เอง ขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงานก็เข้ามาเป็นกลุ่มนักอ่านที่เพิ่มขึ้น แจ็คเกอลีนยังมองถึงการส่งต่อหนังสือระหว่างคนด้วย เพราะหนังสือที่ซื้อให้เพื่อนหรือให้เพื่อนยืมอ่าน อาจทำให้คนที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนเริ่มอ่านได้

ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวเลขเท่านั้น แจ็คเกอลีนเล่าว่า มีลูกค้าเข้ามาบอกว่าเคยมางาน Big Bad Wolf ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ บางคนวันนี้เติบโตเป็นคุณแม่และกลับมาซื้อหนังสือให้ลูกของตัวเอง การได้เห็นคนที่เคยมางานเมื่อหลายปีก่อนเติบโตขึ้นและกลับมาหาหนังสืออีกครั้ง เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เธอรู้สึกพอใจมากที่สุดจากการทำงานในประเทศไทย

บางครอบครัวพาลูกมาหาแจ็คเกอลีนและเล่าว่า เด็กเติบโตมากับหนังสือภาษาอังกฤษจาก Big Bad Wolf มีความมั่นใจและสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ดีขึ้น แจ็คเกอลีนบอกว่าไม่สามารถบอกได้ว่าทั้งหมดเป็นผลจาก Big Bad Wolf แต่สิ่งที่เธอเชื่อคือ หนังสือเปิดโอกาสให้เด็กค้นพบเรื่องที่ตัวเองสนใจ เด็กคนหนึ่งอาจชอบดนตรี อีกคนสนใจศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ เมื่อได้พบหนังสือหลายประเภท เด็กจะค่อย ๆ รู้ว่าตัวเองสนใจอะไรและอยากเรียนรู้เรื่องใดต่อ

ราคาและทางเลือกเปิดโอกาสให้คนพบหนังสือที่ชอบ

การให้คนได้เลือกหนังสือด้วยตัวเองทำให้จำนวนและความหลากหลายของหนังสือเป็นส่วนสำคัญของงาน Big Bad Wolf หนังสือภายในงานแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ หนังสือเด็ก Fiction และ Non-Fiction ก่อนแยกย่อยรวม 86 หมวด หนังสือเด็กมีตั้งแต่ Board Book และ Picture Book ส่วน Non-Fiction มีทั้งธุรกิจ การพัฒนาตนเอง อาหาร การออกแบบ และชีวประวัติ

สำหรับงานปีนี้ หนังสือเด็กมีสัดส่วนประมาณ 60% Fiction 15% และ Non-Fiction 25% หนังสือเด็กยังเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดเช่นเดียวกับประเทศอื่นที่ Big Bad Wolf เข้าไปจัด เพราะคนซื้อไม่ได้มีเฉพาะพ่อแม่ คนที่ไม่มีลูกก็ซื้อหนังสือให้หลานหรือลูกของเพื่อนได้ ส่วนพ่อแม่ที่เป็นนักอ่านอยู่แล้ว เมื่อเลือกหนังสือให้ตัวเองก็มักซื้อหนังสือให้ลูกไปพร้อมกัน และมักไม่ได้ซื้อเพียงเล่มเดียว

ราคายังเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดตั้งแต่เริ่ม Big Bad Wolf เพราะแจ็คเกอลีนต้องการให้คนกล้าลองหนังสือที่ไม่เคยอ่าน งานปีนี้จึงยังคงมีหนังสือลดราคาสูงสุด 95% และเพิ่มโซน Clearance เป็นครั้งแรก สำหรับหนังสือที่เหลืออยู่ในคลังเพียงไม่กี่เล่ม แจ็คเกอลีนเปรียบการเดินเลือกหนังสือในโซนนี้กับการค้นหาสมบัติ เพราะบางชื่ออาจมีเหลือเพียงหนึ่งหรือสองเล่ม ขณะที่ข้อมูลของงานระบุว่าโซน Clearance มีราคาเริ่มต้น 20 บาท

จากหนังสือภาษาอังกฤษสู่ความร่วมมือกับสำนักพิมพ์ไทย

เมื่อ Big Bad Wolf เข้ามาในประเทศไทย หนังสือภาษาอังกฤษไม่ใช่หนังสือเพียงกลุ่มเดียวที่แจ็คเกอลีนต้องการให้อยู่ในงาน เพราะสิ่งที่เธอต้องการส่งเสริมคือการอ่านโดยรวม เธอบอกว่า ทุกประเทศที่ Big Bad Wolf เข้าไปจัดงานจะพยายามชวนสำนักพิมพ์ท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย และสำหรับประเทศไทย ภาษาและวัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกละเลย

ช่วงแรกการทำงานกับสำนักพิมพ์ไทยไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะรูปแบบการขายหนังสือราคาพิเศษทำให้เกิดความกังวลว่า Big Bad Wolf เข้ามาเพื่อตัดราคา แจ็คเกอลีนจึงต้องอธิบายว่าไม่ได้ต้องการเข้ามาทำลายตลาด แต่ต้องการส่งเสริมการอ่านและทำงานในลักษณะที่เสริมกับร้านหนังสือในประเทศไทย หลังจากนั้นความร่วมมือกับสำนักพิมพ์ไทยจึงค่อย ๆ เกิดขึ้น และดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี

ในงานปีนี้มีสำนักพิมพ์ไทยเข้าร่วมมากกว่า 40 สำนักพิมพ์ มีหนังสือทั้ง Fiction, Non-Fiction หนังสือเตรียมสอบ และหนังสือประเภทอื่น ๆ ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษยังสามารถเข้ามาเลือกหนังสือภาษาไทยภายในงานได้เช่นกัน

ผ่านโควิดก่อนกลับมาพร้อมหนังสือใหม่อีกครั้ง

ระหว่างเส้นทาง 10 ปีในประเทศไทย Big Bad Wolf ต้องหยุดจัดงานในช่วงโควิดซึ่งกระทบธุรกิจที่ต้องอาศัยการจัดงานโดยตรง แจ็คเกอลีนเล่าว่า บริษัทต้องพยายามประคองตัวเพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดลง หลังทำ Big Bad Wolf มา 17 ปี เธอยังต้องการนำหนังสือดีในราคาที่เข้าถึงได้ไปยังประเทศที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงหนังสือภาษาอังกฤษ

เมื่อกลับมาจัดงานได้ ปัญหายังไม่จบ หนังสือจำนวนหนึ่งค้างอยู่ในสต็อกเพราะขายไม่ได้ในช่วงโควิด ขณะที่กระแสเงินสดสำหรับซื้อหนังสือใหม่มีไม่มาก ช่วงแรกหลังกลับมาจึงมีหนังสือใหม่ให้เลือกน้อยกว่าที่เคย และต้องใช้เวลาในการฟื้นธุรกิจขึ้นมาอีกครั้ง

แจ็คเกอลีนบอกว่า ปีนี้ Big Bad Wolf สามารถออกจากสถานการณ์ดังกล่าวได้แล้ว ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นและสามารถนำหนังสือใหม่เข้ามาได้จำนวนมาก ทั้ง Fiction, Non-Fiction และหนังสือเด็ก บางชื่อเป็นหนังสือและนักเขียนที่แม้แต่ในช่วงก่อนโควิดก็ยังไม่เคยนำเข้ามาจำหน่ายในงานได้

10 ปี Big Bad Wolf กลับมาใจกลางกรุงเทพฯ

10 ปี Big Bad Wolf จากภารกิจให้คนเข้าถึงหนังสือ สู่การเติบโตของนักอ่านรุ่นใหม่

Big Bad Wolf Bangkok 2026 จัดระหว่างวันที่ 2-13 ตุลาคม 2569 ที่ PLATINUM POP ราชประสงค์ เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงเที่ยงคืน ปีนี้มีหนังสือภาษาอังกฤษมากกว่า 1 ล้านเล่ม บนพื้นที่สองชั้นกว่า 60,000 ตารางฟุต พร้อมส่วนลดสูงสุด 95%

สถานที่จัดงานเชื่อมกลับไปถึงเรื่องการเข้าถึงที่ Big Bad Wolf ให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้น แจ็คเกอลีนเล่าว่า ตอนมาจัดงานที่นี่ในปี 2023 มีลูกค้าบางคนเข้ามาบอกว่า รู้จัก Big Bad Wolf มาตั้งแต่ปี 2016 แต่ไม่เคยไปงานที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพราะไม่ต้องการเดินทางไปไกล เมื่อย้ายงานเข้ามาอยู่ใจกลางเมืองจึงตัดสินใจมางานเป็นครั้งแรก

ปีนี้ Big Bad Wolf เพิ่มพื้นที่จากเดิมที่ใช้เฉพาะชั้น G เป็นชั้น G และ M ทำให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว และขยายเวลาเปิดไปจนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้คนมีเวลาเลือกหนังสือมากขึ้น

เมื่อย้อนกลับไปปี 2016 แจ็คเกอลีนเข้ามาประเทศไทยพร้อมคำเตือนว่า คนไทยไม่ได้อ่านหนังสือมากนักและยิ่งไม่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แต่สิ่งที่เธอพบใน 10 ปีต่อมา คือเด็กที่เคยมากับพ่อแม่เริ่มเลือกหนังสืออ่านเอง ลูกค้าที่เคยมางานเมื่อยังเรียนหนังสือกลับมาอีกครั้งในวันที่มีลูก ขณะที่สัดส่วนยอดขาย Fiction ขยับจาก 6% เป็น 13%

แจ็คเกอลีน กล่าวว่า ยอดขายหรือจำนวนหนังสือที่ขายได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วัดผลทางสังคมที่ Big Bad Wolf ต้องการสร้างได้ทั้งหมด แต่สำหรับเธอ การได้เห็นนักอ่านรุ่นใหม่เกิดขึ้น เป็นความสำเร็จที่จับต้องได้มากที่สุดอย่างหนึ่งตลอด 10 ปีของ Big Bad Wolf ในประเทศไทย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘กอบศักดิ์-ยศชนัน-จิรายุส’ ร่วมเสวนา FCCT แนะไทยสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี-เร่งใช้ AI เพิ่มขีดความแข่งขัน

Tellscore x LINE MAN จัด Thailand Influencer Awards 2026 ชู ‘ครีเอเตอร์’ กลไกหลักดัน Content-to-Commerce

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar