โรคหัวใจไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เจ็บหน้าอก แต่ความเสี่ยงอาจสะสมอยู่ในร่างกายมานานหลายปีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เพราะในช่วงที่หลอดเลือดยังตีบไม่มาก ร่างกายอาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกต สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างน้ำตาลในเลือด ไขมัน ความดันโลหิต รอบเอว และมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายคนเห็นทุกครั้งเมื่อตรวจสุขภาพ แต่อาจยังไม่ได้มองว่าตัวเลขเหล่านี้เชื่อมโยงไปถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจได้อย่างไร
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน อธิบายว่า ปัจจุบันไม่ควรมองโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน หรือไขมันเป็นโรคที่แยกออกจากกัน เพราะทั้งหมดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs และมีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกัน หากรอจนเกิดโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมองแล้วจึงรักษา อวัยวะอาจได้รับความเสียหายไปแล้ว สิ่งที่แพทย์ต้องการจึงเป็นการค้นหาและจัดการปัจจัยเสี่ยงให้เร็วขึ้น
สถานการณ์ NCDs ของไทยสะท้อนขนาดของปัญหานี้ คนไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs ราว 400,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 รายต่อวัน คิดเป็น 81% ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ กลุ่มโรคดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ ไปจนถึงโรคไตวายเรื้อรัง
หลอดเลือดตีบได้แม้ยังไม่มีอาการ
ความยากของโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่ตรงที่ คนที่มีหลอดเลือดตีบ 10% หรือ 20% อาจยังไม่รู้สึกอะไร นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการเมื่อหลอดเลือดตีบประมาณ 50-70% และหากตีบเกิน 70% ถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาที่ความเสี่ยงกำลังสะสม ร่างกายอาจยังไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรืออึดอัดให้รู้สึกเลย
กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อไขมันค่อย ๆ สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดจนทางเดินของเลือดแคบลง แต่สิ่งที่อันตรายกว่าการตีบแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ Plaque Rupture หรือการที่คราบไขมันแตกออก เมื่อเกิดการแตก ลิ่มเลือดจะเข้ามาเกาะบริเวณดังกล่าวและอาจอุดหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน
นพ.สุวาณิชระบุว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจบางส่วนอาจไม่เคยมีอาการมาก่อน และประมาณ 30% อาจเกิดเหตุครั้งแรกแล้วเสียชีวิตเฉียบพลัน
หากเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ร้าวไปกรามหรือไหล่ และมีเหงื่อออกมาก นั่นไม่ใช่ช่วงเริ่มต้นของความเสี่ยงแล้ว แต่เป็นช่วงที่โรคเริ่มแสดงอาการ นพ.สุวาณิชแนะนำว่า หากเกิดอาการลักษณะนี้ควรไปโรงพยาบาลภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อให้แพทย์สามารถเข้าไปเปิดหลอดเลือดและช่วยเหลือได้ทันเวลา
5 ตัวชี้วัดจับความเสี่ยงก่อนโรคมา

หากไม่รอให้หัวใจเป็นฝ่ายส่งสัญญาณ คำถามสำคัญคือจะดูอะไรจากร่างกายได้ก่อน นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน แนะนำให้ติดตามข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน 5 ด้าน ได้แก่ น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด ความดันโลหิต รอบเอว และมวลกล้ามเนื้อ เพราะความผิดปกติของตัวเลขเหล่านี้สามารถสะท้อนความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Metabolic Health จึงไม่ได้หมายถึงการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดูว่าร่างกายจัดการน้ำตาล ไขมัน ความดันโลหิต พลังงาน ไขมันในช่องท้อง การทำงานของตับ และมวลกล้ามเนื้อได้ดีเพียงใด เพราะน้ำหนักที่ลดลงไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีขึ้นเสมอไป หากน้ำหนักที่หายไปเป็นมวลกล้ามเนื้อ ตัวเลขบนเครื่องชั่งอาจลดลง แต่ความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้ดีขึ้นตามไปด้วย
สัญญาณที่ควรจับตาจึงมีตั้งแต่รอบเอวที่เพิ่มขึ้น น้ำตาลในเลือดเริ่มสูง ความดันสูงกว่าปกติ ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ ไขมันพอกตับ ไปจนถึงมวลกล้ามเนื้อและสมรรถภาพร่างกายที่ลดลง เช่น เริ่มลุกจากเก้าอี้ยาก เดินช้าลง หรือยกของได้น้อยลง สำหรับระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร หากอยู่ที่ 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ HbA1c อยู่ที่ 5.7-6.4% เป็นระดับที่ควรเฝ้าระวัง โดยการประเมินสุขภาพไม่ควรตัดสินจากค่าตัวใดตัวหนึ่งเพียงครั้งเดียว แต่ควรดูแนวโน้มของหลายตัวประกอบกัน
ผอมฟิตก็ยังมีความเสี่ยงซ่อนอยู่
นพ.ชาญวัฒน์ เตือนว่า รูปร่างภายนอกอาจทำให้หลายคนประเมินสุขภาพตัวเองผิด คนที่ผอม น้ำหนักปกติ หรือ BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยังอาจมีไขมันสะสมในช่องท้อง ไขมันพอกตับ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำตาลเริ่มสูง หรือมวลกล้ามเนื้อน้อยได้ เพราะ BMI บอกเพียงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูง แต่ไม่ได้บอกว่าไขมันสะสมอยู่ตรงไหน และไม่สามารถแยกไขมันออกจากกล้ามเนื้อได้
คนที่นั่งทำงานนาน ไม่ค่อยออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน นอนน้อย หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานและโรคหัวใจก่อนวัย เป็นกลุ่มที่ควรระวังมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องไขมันในเลือดซึ่งมีทั้งปัจจัยจากพฤติกรรมและพันธุกรรม
นพ.สุวาณิช ยกตัวอย่างว่า บางคนรูปร่างผอมมากแต่มี LDL สูงถึง 200-300 และเมื่อซักประวัติพบว่าคนในครอบครัวมีไขมันสูงเช่นเดียวกัน จึงไม่ควรใช้รูปร่างภายนอกมาตัดสินว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง
แม้แต่คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำหรือนักกีฬาก็ยังมีจุดที่ต้องระวัง ความฟิตช่วยลดความเสี่ยงได้หลายด้าน แต่ไม่ได้ทำให้ LDL สูงจากพันธุกรรม ความดันสูง หรือโรคหัวใจที่ยังไม่แสดงอาการหายไป คนที่วิ่งได้เร็วหรือออกกำลังกายหนักจึงยังควรดูประวัติครอบครัว ความดัน ไขมัน และน้ำตาล โดยเลือกตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือทดสอบสมรรถภาพตามอายุและระดับความเสี่ยง
ออกกำลังกายหนักไม่ได้แปลว่าดีกว่า
นพ.สุวาณิช แนะนำการออกกำลังกายประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ รวมประมาณ 150 นาที พร้อมยกสูตร “220 ลบด้วยอายุ แล้วคูณ 80%” สำหรับหาชีพจรเป้าหมายในการออกกำลังกาย เช่น คนอายุ 40 ปี จะได้ชีพจรเป้าหมายประมาณ 144 ครั้งต่อนาที หากต้องการเพิ่มความหนักจนเกินระดับดังกล่าว ควรมีผู้ฝึกสอนหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล เพราะการเพิ่มความหนักโดยที่ร่างกายยังไม่พร้อมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือปัญหาสุขภาพได้
โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยออกกำลังกายแล้วต้องการเริ่มกิจกรรมหนัก นพ.ชาญวัฒน์ แนะนำให้ตรวจสุขภาพก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับการออกกำลังกาย ไม่ควรเริ่มจากศูนย์แล้วไปวิ่งมาราธอนทันที ขณะที่ผู้ที่กำลังเตรียมตัวลงแข่งขัน นพ.สุวาณิช แนะนำให้ตรวจไขมัน น้ำตาล และประเมินสมรรถภาพก่อน เพราะการไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงซ่อนอยู่
โรคหัวใจพบในคนอายุน้อยลง
ภาพของโรคหัวใจในวันนี้ต่างจากเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน นพ.สุวาณิชกล่าวว่า ในอดีตผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบที่พบมักมีอายุประมาณ 50-60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบคนอายุประมาณ 30 ปีถี่ขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถพบได้ตั้งแต่อายุช่วงปลาย 20 ปี และหากพฤติกรรมการใช้ชีวิตยังไม่เปลี่ยน แนวโน้มของโรคในคนอายุน้อยก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามจำนวนเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วนมากขึ้น
แม้คนยุคนี้จะตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น มีสมาร์ตวอตช์ และให้ความสนใจกับการดูแลร่างกายมากกว่าเดิม แต่พฤติกรรมการกินก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน อาหารพลังงานสูง อาหารหวาน มัน เค็ม และความสะดวกในการสั่งอาหารถึงบ้าน ทำให้การออกกำลังกายเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังรับพลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย
นพ.สุวาณิช ระบุว่า แม้แต่การตรวจไขมันในเด็กก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มักเริ่มตรวจเมื่ออายุ 18 ปี ปัจจุบันในเด็กที่มีประวัติพ่อแม่หรือครอบครัวมีไขมันสูง อาจต้องเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 2 ปี เพราะความเสี่ยงจากพันธุกรรมสามารถทำให้เด็กมีไขมันสูงตั้งแต่อายุน้อย และจำเป็นต้องเริ่มดูแลเรื่องอาหารตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่รอจนโตแล้วค่อยแก้ไข
เปลี่ยนโจทย์จากรักษาโรคเป็นจัดการความเสี่ยง
สิ่งที่ นพ.สุวาณิช และ นพ.ชาญวัฒน์ ย้ำตรงกันคือ ไม่ควรรอให้โรคเกิดขึ้นแล้วจึงเริ่มดูแล เพราะเมื่อถึงวันที่หลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ความเสียหายต่ออวัยวะได้เกิดขึ้นแล้ว การเห็นว่าไขมันเริ่มสูง น้ำตาลเริ่มผิดปกติ ความดันเพิ่ม รอบเอวขยาย หรือมวลกล้ามเนื้อลดลง จึงเป็นช่วงที่ยังมีโอกาสจัดการความเสี่ยงก่อนจะไปถึงปลายทางของโรค
การลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายให้เหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอ ยังเป็นพื้นฐานที่แพทย์ทั้งสองคนย้ำให้ทำควบคู่กัน สำหรับคนที่เริ่มเข้าสู่ภาวะก่อนเบาหวาน การปรับพฤติกรรมยังสามารถลดโอกาสพัฒนาไปเป็นเบาหวานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แต่เริ่มจากลดเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูป เพิ่มผักและโปรตีนที่เหมาะสม เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ฝึกกล้ามเนื้อ นอนให้เพียงพอ และหากมีน้ำหนักเกินให้ค่อย ๆ ลดโดยรักษามวลกล้ามเนื้อไว้
ก่อนหัวใจจะส่งสัญญาณผ่านอาการเจ็บหน้าอก ร่างกายอาจบอกความเสี่ยงผ่านตัวเลขที่เห็นอยู่แล้วจากการตรวจสุขภาพ การรู้ว่าน้ำตาล ไขมัน ความดัน รอบเอว และมวลกล้ามเนื้อกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร จึงช่วยให้จัดการความเสี่ยงได้ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอาการ แทนที่จะรอจนโรคหัวใจเป็นฝ่ายส่งสัญญาณเตือน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
AI กับ Healthspan Economy สมการใหม่รับสังคมสูงวัย
‘โยคะ’ ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการฝึกชีวิต
เมื่อ ‘วันเวลา’ เปลี่ยนมายาคติการยื้อชีวิต สู่การดีไซน์ ‘ลมหายใจสุดท้าย’ ที่เลือกได้



