การส่งออกของไทยเติบโตได้ดี การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตที่เกิดขึ้นยังไปไม่ถึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง ขณะที่ตลาดส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศหลักไม่กี่แห่ง ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนกติกาการค้า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มเงื่อนไขใหม่ในการทำธุรกิจ จำนวนประชากรไทยลดลง และเทคโนโลยีกำลังสร้างระยะห่างระหว่างธุรกิจที่ปรับตัวได้กับธุรกิจที่ตามไม่ทัน
โจทย์ของเศรษฐกิจไทย จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้การเติบโตกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายเล็ก ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจและคนไทยในวันที่เงื่อนไขรอบตัวไม่เหมือนเดิม
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ “Thailand Today: Building a Runway towards the Future” ภายในงาน KBTG Techtopia 2026: Human of Tomorrow โดยแบ่งความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญออกเป็น 5 เรื่อง ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ การกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร ไปจนถึงเทคโนโลยี พร้อมชี้ว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ประเทศไทยไม่สามารถรับมือด้วยท่าทีแบบเดิมได้
โลกแบ่งขั้วไทยต้องลดพึ่งพาตลาดเดิม

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ Decoupling เมื่อภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนกติกาโลก ประเทศต่าง ๆ แบ่งออกเป็นหลายขั้วอำนาจที่มีแนวคิดและแนวทางแตกต่างกัน ประเทศไทยซึ่งไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่จึงต้องหาจุดยืนของตัวเองให้เจอในโลกแบบ Multipolar
ความเสี่ยงจากโลกที่แบ่งขั้วเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อกลับมาดูโครงสร้างการค้าของไทย แม้ GDP ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 1.9% โดยมีการส่งออกและการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตยังอยู่ในวงจำกัด ประเทศไทยมีผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ส่งออกประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้กว่า 22,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลาง แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างรายได้จากการส่งออกไม่ถึง 15% ของมูลค่าการส่งออกประมาณ 11.1 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา
การกระจุกตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ ประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดอยู่ในสองตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีแนวคิดแตกต่างกันอย่างมากในบริบทของโลกที่แบ่งขั้ว Diversification จึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องเร่งทำ ทั้งการลดการพึ่งพาตลาดหลักและทำให้รายได้จากการส่งออกกระจายไปถึง SME และผู้ประกอบการรายใหม่มากขึ้น
แนวทางที่วางไว้มีตั้งแต่การผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรีกับยุโรป ไปจนถึงการขยายตลาดเข้าสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงของการค้าและลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
สิ่งแวดล้อม-ประชากร เปลี่ยนเงื่อนไขเศรษฐกิจไทย
การขยายตลาดออกไปกว้างขึ้นไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะค้าขายด้วยกติกาเดิม เพราะเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการค้าโลก ความท้าทายเรื่องที่ 3 คือ Decarbonization ท่ามกลางเหตุการณ์น้ำท่วม หิมะถล่ม ไฟป่า และ Super El Nino ที่กำลังสร้างผลกระทบในหลายพื้นที่
สำหรับภาคธุรกิจ ผลกระทบไม่ได้อยู่เฉพาะภัยธรรมชาติ ประเทศและตลาดต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากธุรกิจไทยต้องการเข้าไปขายสินค้าในตลาดอย่างยุโรป ก็ต้องเข้าใจกฎระเบียบเหล่านี้และปรับตัวตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป การกระจายตลาดจึงต้องเดินไปพร้อมกับความสามารถในการทำธุรกิจภายใต้กติกาใหม่
แรงกดดันอีกส่วนเกิดขึ้นภายในประเทศจาก Demographic หรือโครงสร้างประชากร จำนวนประชากรไทยลดลงต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี และเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบแล้ว เมื่อจำนวนคนเข้าสู่กำลังแรงงานลดลง ความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศย่อมได้รับผลกระทบ ภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็ลดลงตามจำนวนประชากร
ตลาดต่างประเทศจึงยิ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่การค้าระหว่างประเทศกลับซับซ้อนขึ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อจำนวนคนในประเทศมีข้อจำกัด การเพิ่มความสามารถของคนและธุรกิจที่มีอยู่จึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทตรงจุดนี้
เทคโนโลยีแบ่งธุรกิจเป็นผู้ชนะและผู้แพ้
โจทย์สุดท้ายเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสามารถทำให้ธุรกิจเป็นได้ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ธุรกิจเดียวกัน หรือ Segment เดียวกัน ไม่ได้มีผลลัพธ์เหมือนกันทั้งหมด เศรษฐกิจมีลักษณะ K-Shape มากขึ้น ธุรกิจที่นำ Digital, AI และเทคโนโลยีมาเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสามารถอยู่รอดและเติบโต ส่วนผู้ที่ปรับตัวไม่ทันอาจค่อย ๆ หลุดออกจากอุตสาหกรรม
ธุรกิจอาหารเป็นตัวอย่างหนึ่ง แม้ตลาดจะมีทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ธุรกิจ Express และ Delivery จำนวนมาก แต่การอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพไม่ได้ทำให้ทุกธุรกิจเป็นผู้ชนะเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างคุณค่าและสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจ สถานะด้านดิจิทัลของประเทศจึงต้องมองให้ลึกกว่าการมีเทคโนโลยีใช้งาน ข้อมูล IMD World Digital Competitiveness Index ระบุว่า ไทยอยู่ในอันดับ 29 จาก 69 เขตเศรษฐกิจด้าน Technology อันดับ 37 ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Digital และอันดับ 45 ด้านความพร้อม ตัวเลขเหล่านี้ยังเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยยกระดับความสามารถในการแข่งขันขึ้นไปได้
ดันไทยจาก Digital Follower สู่ Digital Transformation
ช่องว่างสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการนำดิจิทัลมาใช้กับธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม Digital Follower คือยังไม่สามารถนำความสามารถด้านดิจิทัลมาสร้างความสามารถในการแข่งขันได้เต็มที่ ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ในกลุ่ม Digital Native ซึ่งใช้ดิจิทัลได้มากขึ้น แต่ยังเชื่อมโยงระบบนิเวศทั้งหมดไม่ได้ และยังไปไม่ถึงระดับ Digital Champion
เป้าหมายจึงต้องขยับจาก Digital Adoption ไปสู่ Digital Transformation ไม่ใช่เพียงนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเปลี่ยนทั้งคน กระบวนการ และธุรกิจ หรือ People Transformation, Process Transformation และ Business Transformation
การขยับไปถึงจุดนั้นมี 4 เรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน เรื่องแรกคือ คน ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จะนำดิจิทัลมาใช้ เรื่องที่ 2 คือ โครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องเอื้อให้ Technology และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถ เรื่องที่ 3 คือ กฎกติกาและความปลอดภัย เพราะการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีโดยไม่มี Governance, Regulation และ Security ที่เหมาะสม อาจสร้างปัญหาตามมา โดยเฉพาะ Disinformation, Misinformation และข่าวปลอม
เรื่องที่ 4 คือ พลังงาน ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Digital Infrastructure และ Data Center พลังงานที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ควรเป็นพลังงานที่เหมาะสมและสะอาด โดยรัฐบาลกำลังพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานให้เหมาะสมมากขึ้น
Digital Government เชื่อมข้อมูลรัฐแก้โจทย์เกษตร-นอมินี
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะฝั่งธุรกิจ ภาครัฐเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานด้วยดิจิทัลเช่นกัน แนวทางที่กำลังดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 แกน เริ่มจากการใช้ข้อมูลเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐ ต่อด้วยการเพิ่มทักษะให้ SME และเชื่อมผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็กให้ทำงานอยู่ในระบบเดียวกันมากขึ้น
แกนแรกคือ Digital Government นำข้อมูลที่กระจายอยู่ในหน่วยงานภาครัฐมาเชื่อมโยงและใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การทำงานแม่นยำและรวดเร็วขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือ Dashboard สำหรับดูผลผลิตทางการเกษตร ทั้งปริมาณผลผลิตและราคา เพื่อให้มองเห็นสถานการณ์ล่วงหน้าและออกนโยบายได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยมีการนำแนวทางนี้มาใช้กับการบริหารจัดการเรื่องข้าวแล้ว
การจัดการปัญหานอมินีเป็นกรณีที่นำการเชื่อมข้อมูลมาใช้โดยตรง กระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงข้อมูลจาก 23 หน่วยงาน และนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคนมาใช้ประกอบการตรวจสอบผู้ขอจดทะเบียนบริษัท หากพบว่าผู้ขอจดทะเบียนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะขอดู Statement ย้อนหลังเพื่อยืนยันข้อมูลก่อนรับจดทะเบียน
รายชื่อบัญชีม้าประมาณ 98,000 รายถูกนำมาเชื่อมกับกระบวนการเดียวกัน หากพบว่าผู้ขอจดทะเบียนอยู่ในรายชื่อดังกล่าวจะไม่รับจดทะเบียน การเชื่อมข้อมูลลักษณะนี้ทำให้การจดทะเบียนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลดลง 81% เมื่อนับถึงสิ้นเดือนสิงหาคม โดยไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มเติม และกำลังขยายการเชื่อมข้อมูลไปยังกรมที่ดิน กรมสรรพากร และหน่วยงานอื่น เพื่อจัดการปัญหานอมินีทั้งระบบ
จากการใช้ข้อมูลเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐ แกนที่ 2 ขยับมาที่ผู้ประกอบการโดยตรง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดทำ DBD Academy เพื่อฝึกทักษะให้ SME ใช้แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันช่วยบริหารธุรกิจ ตั้งแต่การลงบัญชี การบริหารสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการตั้งราคา เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้กับงานที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ
แกนที่ 3 คือการสร้าง Ecosystem เชื่อมผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็กเข้าด้วยกันตลอดห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน พร้อมลดภาระจากการขอใบอนุญาตและหนังสือรับรองหลายหน่วยงาน โดยใช้การเชื่อมข้อมูลของรัฐช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ เห็นข้อมูลร่วมกันมากขึ้น
Visitor Economy ดึงรายได้ Tech Talent เติมกำลังคน
เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศมีข้อจำกัดจากจำนวนประชากรที่ลดลง การสร้างโอกาสใหม่ต้องมองทั้งคนและตลาดที่อยู่นอกประเทศ สำหรับฝั่งขาเข้า แนวคิดถูกขยับจาก Tourism Economy ไปสู่ Visitor Economy เพราะคนที่เดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เหมือนกันทั้งหมด
บางคนเดินทางเข้ามารักษาพยาบาล บางคนมาเรียน ขณะที่ช่วงปลายปีมีผู้เดินทางจากยุโรปเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเพื่อหนีอากาศหนาว การรู้ว่าคนแต่ละกลุ่มเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร ทำให้สามารถออกแบบการดูแลและบริการให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่ม เป้าหมายคือทำให้ผู้มาเยือนอยู่ในประเทศไทยนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น แทนการมองทุกคนเป็นนักท่องเที่ยวภายใต้กรอบเดียวกัน
โจทย์ขาเข้ายังเชื่อมกับปัญหาประชากรและกำลังแรงงาน การทำให้ประเทศไทยเป็น Tech Talent Destination จึงเป็นแนวทางดึงคนที่มีความสามารถด้าน Digital Technology เข้ามาอยู่ในประเทศและเสริมกำลังคนไทย เมื่อจำนวนประชากรลดลง คนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีจากภายนอกจึงเข้ามามีส่วนเติมกำลังที่ประเทศต้องการ
DEFA เปิดตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน
ฝั่งขาออกมีโจทย์อยู่ที่การขยายพื้นที่ตลาด ประเทศไทยมีประชากรกว่า 60 ล้านคน แต่หากเชื่อมอาเซียน 10 ประเทศเข้าด้วยกัน ตลาดจะขยายไปสู่ประชากรมากกว่า 600 ล้านคน กระทรวงพาณิชย์จึงผลักดัน Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA เพื่อใช้กรอบดิจิทัลเชื่อมเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน
กรอบดังกล่าวครอบคลุมทั้งการทำ Payment ระหว่างประเทศและการใช้กฎระเบียบร่วมกัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ DEFA ได้ข้อสรุปแล้วและจะเริ่มใช้ภายในปีนี้ โดยอาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่สามารถรวมตัวกันภายใต้ Digital Governance เดียวกัน
การเชื่อมอาเซียนกลับมาตอบโจทย์ที่อยู่ตั้งแต่ต้นเรื่อง คือการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลักไม่กี่แห่ง เมื่อประกอบกับการขยายตลาดไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ ทิศทางที่วางไว้จึงเป็นการลดการพึ่งพาตลาดเดิม พร้อมเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น
เศรษฐกิจธุรกิจคนต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน
รันเวย์สู่อนาคตของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่เทคโนโลยีเพียงเรื่องเดียว ปลายทางที่วางไว้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ธุรกิจต้องสามารถแข่งขันในเวทีโลกด้วยความเป็นธรรม และคนไทยต้องมีทักษะพร้อมสำหรับอนาคต
สามเรื่องนี้ย้อนกลับไปหาโจทย์ทั้งหมดที่ไทยกำลังเผชิญ ตั้งแต่โลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว การส่งออกและรายได้ที่ยังกระจุกตัว กติกาด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จนถึงเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนการแข่งขัน หากเศรษฐกิจจะเดินต่อไปได้ ธุรกิจและคนก็ต้องปรับตัวไปพร้อมกัน
“อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะรอคอยเท่านั้น แต่อนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือสร้างด้วยกันตั้งแต่วันนี้” ศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
KBTG Techtopia: Human of Tomorrow เมื่อมนุษย์ต้องกำหนดทิศทาง AI
การบินไทยยกเครื่องห้องโดยสาร 86 ลำ เพิ่ม Premium Class ลำแรกกลางปี 2570



