คนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง เลือกเขียนหนังสือว่าด้วยความพ่ายแพ้ นั่นเป็นสิ่งที่ชวนสนใจตั้งแต่ได้ฟัง กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล เล่าถึง Unbeatable ในงานเปิดตัวหนังสือ เพราะภาพที่หลายคนคุ้นเคย คือผู้บริหารและนักลงทุนที่เดินหน้าสร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ จากบทบาทในวงการสตาร์ตอัป จนได้รับฉายา Startup Godfather การบริหาร KBTG การทำหลักสูตร CXO และปัจจุบันเป็น Co-dean ของ House of Wisdom แต่เรื่องที่เขาเลือกหยิบมาเล่าในหนังสือ กลับไม่ใช่สูตรสำเร็จของคนเก่ง หากเป็นคำถามว่า คนเราต้องแพ้อีกกี่ครั้งจึงจะยอมแพ้จริง ๆ
คุณกระทิงบอกว่า หากย้อนไปนับความล้มเหลวในชีวิต เขาอาจผ่านมานับพันครั้ง บางเรื่องต้องแพ้เป็นร้อยครั้งเพื่อให้ชนะเพียงครั้งเดียว สำหรับเขา Unbeatable จึงไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีวันแพ้ แต่หมายถึงคนที่ล้มเหลวซ้ำได้ และยังกลับมาเดินหน้าต่อ ประโยคที่ว่า “ต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน ฉันจะไม่พ่ายแพ้” จึงไม่ได้เป็นคำประกาศของคนที่ไม่เคยเจ็บปวด หากมาจากคนที่ยอมรับว่าตัวเองเคยผิดพลาด เคยหมดแรง และเคยเจอเรื่องที่ความสามารถหรือความมุ่งมั่นอย่างเดียวแก้ไขไม่ได้
เบื้องหลังผู้ชนะ คือคนที่เคยแพ้
เส้นทางการทำงานของคุณกระทิง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเริ่มต้นใหม่หลายครั้ง จากวิศวกรโรงงานที่เปลี่ยนไปทำงานขาย ก่อนเข้าสู่ Google และก้าวสู่การลงทุนสตาร์ตอัป จนถึงการบริหารองค์กรเทคโนโลยีขนาดใหญ่ การเปลี่ยนบทบาทแต่ละครั้ง ต้องอาศัยการเรียนรู้สิ่งที่ไม่ถนัด และยอมรับว่าความสามารถเดิมไม่เพียงพอ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่จำนวนตำแหน่งที่เขาเคยทำ แต่เป็นการที่เขาไม่ยึดว่าตัวเองต้องเก่งเรื่องเดิมไปตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม คนที่เปลี่ยนงานและเปลี่ยนบทบาทได้เก่ง ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนความคิดที่ฝังอยู่ในใจได้ง่าย คุณกระทิงยอมรับว่า ครั้งหนึ่งเขายึดแนวคิด Be the best อย่างหนัก ทั้งกับตัวเองและองค์กร ถ้าแพ้ครั้งนี้ก็ต้องกลับมาชนะครั้งหน้า เขาเริ่มมองเห็นต้นทุนของวิธีคิดดังกล่าวในช่วงโควิด เมื่อผู้บริหารคนหนึ่งในทีมสูญเสียลูก แต่วันรุ่งขึ้นยังมาทำงาน เหตุการณ์นั้นทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองบริหารองค์กรผิดทาง ทว่าแม้จะรู้แล้ว ความเคยชินที่ต้องเอาชนะทุกอย่างก็ยังอยู่กับเขาอีกนาน
มีบางเรื่องที่ความพยายามเอาชนะไม่ได้
เรื่องที่ทำให้ภาพของคุณกระทิงบนเวที ต่างจากภาพผู้บริหารที่คุ้นเคย คือการยอมเล่าความผิดพลาดที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ เมื่อคุณพ่อเสียชีวิต เขาตัดสินใจอยู่ประชุมต่อและกลับไปหาครอบครัวช้าเกินไป เขายอมรับภายหลังว่า ทีมงานสามารถประชุมและทำงานต่อได้โดยไม่มีเขา แต่โอกาสที่จะได้อยู่กับพ่อในเวลานั้นไม่มีวันกลับมา ความรับผิดชอบต่องานซึ่งเคยเป็นความภูมิใจ จึงกลายเป็นบทเรียนว่า การตัดสินใจที่ดูถูกต้องในโลกการทำงาน อาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับชีวิต
ความเจ็บป่วยของหลานสาวที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็ทำให้เขาเผชิญความรู้สึกว่า ตัวเองทำอะไรไม่ได้ทั้งหมด แม้จะมีความรู้ เครือข่าย และความสามารถในการจัดการปัญหามากเพียงใด เขาทำได้ทั้งช่วยประสานการดูแล สนับสนุนครอบครัว และสนใจเทคโนโลยีตรวจน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะ แต่ไม่สามารถทำให้โรคหายไปตามความต้องการได้ทันที เรื่องนี้ทำให้ความหมายของการไม่ยอมแพ้ชัดขึ้นว่า ไม่ใช่การควบคุมผลลัพธ์ทุกอย่างให้ได้ หากเป็นการลงมือทำในส่วนที่ทำได้ และอยู่กับความจริงของส่วนที่ยังเปลี่ยนไม่ได้
ศึกที่ยากที่สุดอยู่ในใจ
คุณกระทิงเล่าถึงเหตุการณ์บนท้องถนน ที่เคยโกรธจนเกือบลงไปเผชิญหน้ากับผู้ขับรถอีกคัน ก่อนภรรยาจะเตือนให้หยุด เขาจึงเลือกยกมือไหว้แทนการตอบโต้ และภายหลังพบว่า คู่กรณีมีสิ่งของซ่อนอยู่ข้างหลัง เหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยนชีวิตในเวลาไม่กี่วินาทีทำให้เห็นว่า บางครั้งชัยชนะไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะคนตรงหน้า แต่อยู่ที่การหยุดอารมณ์ของตัวเองได้ทัน
ในหนังสือ เขาจึงถอดบทเรียนออกเป็นการรับมือปัญหา 3 ระดับ ตั้งแต่เรื่องกระทบใจรายวัน วิกฤติที่ต้องฟื้นฟูและเยียวยาตัวเอง ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวตนเดิมพังทลายและต้องสร้างตัวตนใหม่ แนวคิดนี้ไม่ได้บอกให้ทุกคนเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา แต่ให้รู้จักสังเกตอารมณ์ มีวินัย เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด และฟื้นตัวให้เป็น
คุณกระทิงยอมรับว่า ในอดีตเขาอดทนเก่ง แต่ไม่รู้วิธีเยียวยาตัวเอง ความเข้มแข็งในวันนี้จึงรวมถึงการยอมรับความเปราะบางและการขอความช่วยเหลือด้วย
บทเรียนจากการฝึกเจริญสติ ยิ่งทำให้เขาเห็นข้อจำกัดของความตั้งใจ เมื่อได้รับคำเตือนว่า “ตั้งใจเกินไป” จนไม่ได้ตั้งสติ เขาเริ่มทบทวนว่า บางสิ่งที่ทำสำเร็จอาจไม่ใช่สิ่งที่ถนัดหรืออยากทำแล้ว แต่ยังแบกไว้เพราะหน้าที่และความคาดหวัง การปล่อยวางในความหมายนี้ไม่ได้ขัดกับการไม่ยอมแพ้ เพราะเป็นการแยกให้ออก ว่าควรพยายามกับอะไร และเรื่องใดที่การฝืนต่อไปไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น
จากการชนะ สู่ชัยชนะที่มีความหมาย
จุดที่ทำให้เรื่องเล่าทั้งหมดมาบรรจบกัน คือการเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จ คุณกระทิงเคยให้ความสำคัญกับการชนะคู่แข่งและการเป็นคนเก่งที่สุด แต่วันนี้เขาพูดถึง Purpose และ Impact มากขึ้น เขาบอกว่าแม้หนังสือ Unbeatable จะเปลี่ยนชีวิตผู้อ่านได้เพียงคนเดียว ช่วยให้คนคนนั้นผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้ ก็มีความหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยอดขายจำนวนมากเป็นคำตอบเดียวของความสำเร็จ
ความสนใจเรื่องการพัฒนาคนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับคำถามที่เขาย้ำหลายครั้งว่า เราจะให้อะไรกับโลก มากกว่าจะได้อะไรจากโลก สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้คุณกระทิงเลิกเป็นคนมุ่งมั่นหรือเลิกสร้างสิ่งใหม่ แต่ทำให้เป้าหมายของการลงมือทำเปลี่ยนจากการพิสูจน์ว่าตัวเองชนะ ไปสู่การมองว่าผลงานนั้นช่วยเปลี่ยนชีวิตใครได้จริงบ้าง
หลังฟังเรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่ทำให้ Unbeatable น่าอ่าน จึงไม่ใช่เพียงชื่อเสียงของผู้เขียน หรือจำนวนครั้งที่เขาประสบความสำเร็จ หากเป็นความกล้าที่จะเล่าว่า “คนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะก็แพ้ได้” และยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมาก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้รับประกันว่าชีวิตจะไม่เจอวิกฤติ แต่ชวนให้มองความพ่ายแพ้เป็นเหตุการณ์หนึ่งของชีวิต ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายว่าเราเป็นใคร

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Algebra of Luck ‘สมการแห่งโชค’ ของ ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ ที่เริ่มจากผู้คน
‘กระทิง พูนผล’ เตือนวิกฤติสมอง: AI ไม่ได้ฆ่าคุณแต่ ‘Lazy Thinking’ จะฆ่าคุณ



