ไมโครซอฟท์ผนึกภาครัฐ ภาคการศึกษา และนายจ้าง เปิดโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand เชื่อมการเรียนรู้ AI กับโอกาสจ้างงาน ท่ามกลางโจทย์ไทยขาดแคลนบุคลากรด้าน AI ราว 8 หมื่นตำแหน่ง ให้อาชีวศึกษาเป็นด่านหน้า นำหลักสูตรและการรับรองทักษะเข้าสู่การเรียนการสอน พร้อมใช้ข้อมูลตลาดแรงงานกำหนดทิศทางการพัฒนาคน
ไมโครซอฟท์เปิดตัวโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand ประเทศไทยเป็นประเทศแรกจากทั้งหมด 19 ประเทศทั่วโลก ที่เปิดตัวโครงการด้วยรูปแบบภาคีความร่วมมือระดับชาติ เพื่อเชื่อมการพัฒนาทักษะ เข้ากับความต้องการของนายจ้าง ตั้งแต่การเรียนในห้องเรียนไปจนถึงการทำงานจริง
กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษาใกล้จบ บัณฑิตจบใหม่ ผู้กำลังมองหางาน และผู้ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ โดยระยะแรกจะดำเนินงานประมาณ 9 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงมิถุนายน 2570
ดึงนายจ้างร่วมกำหนดทักษะ AI
เควิน เฟรย์ รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างผลกระทบเชิงบวก Microsoft Elevate กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของทักษะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การฝึกอบรมต้องเชื่อมกับข้อมูลความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนและนายจ้างจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่นำไปใช้ทำงานได้จริง
เควินอ้างข้อมูลของ LinkedIn ว่า ภายในปี 2573 ทักษะที่ใช้ในการทำงานราว 70% มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป สะท้อนว่าทั้งผู้เรียนและคนทำงานจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ให้ทันกับเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย เควินกล่าวโดยอ้างรายงาน AI Diffusion Report ไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ไทยมีอัตราการเติบโตของการนำ AI มาใช้เร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2568–2569 จึงต้องเตรียมทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีและทักษะที่ช่วยให้คนใช้ประโยชน์จาก AI ได้
ไมโครซอฟท์และพันธมิตรได้พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้คนไทยแล้วกว่า 2.7 ล้านคนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โครงการครั้งนี้จึงต่อยอดจากการฝึกอบรมไปสู่การสร้างเส้นทางเข้าสู่ตลาดงาน ภายใต้แนวคิด Classroom to Campus to Career หรือจากห้องเรียน สู่มหาวิทยาลัย จนถึงการทำงานจริง
ไทยยังขาดบุคลากร AI ราว 80,000 ตำแหน่ง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในงานว่า ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI ประมาณ 80,000 ตำแหน่ง ขณะที่การเตรียมกำลังคนต้องรองรับทั้งงานใหม่และงานเดิมที่เปลี่ยนไปจากการใช้เทคโนโลยี
ผลสำรวจของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. ว่า ในช่วงปี 2568–2572 ประเทศไทยต้องการบุคลากรทักษะสูงประมาณ 1 ล้านคน เพื่อรองรับตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของแรงงานไม่ได้จำกัดอยู่ที่การใช้เครื่องมือ รายงาน Work Trend Index ของไมโครซอฟท์ว่า คนทำงานไทย 85% กังวลว่าจะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทันหากไม่มีทักษะ AI แต่มีเพียง 45% ที่มองว่าการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณเป็นทักษะจำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกับ AI
กระทรวงศึกษาธิการจึงวางแนวทางพัฒนาผู้เรียนให้ “คิดเป็น ใช้เป็น และรู้เท่าทัน” ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง การใช้ AI ช่วยเรียนรู้และแก้ปัญหา ไปจนถึงการตรวจสอบผลลัพธ์และใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
ใช้ข้อมูลตลาดงาน เชื่อมหลักสูตรกับการจ้างงาน
โครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand รวมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม แพลตฟอร์มหางาน และภาคประชาสังคม โดยมีหน่วยงานร่วมขับเคลื่อน เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านนายจ้างและการจ้างงานมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และ JobsDB by SEEK ร่วมกับ Generation Thailand และมูลนิธิกองทุนไทย
แผนระยะแรกประกอบด้วย การจัดตั้งภาคีและจัดทำกรอบการเปลี่ยนผ่านกำลังคน การพัฒนาหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI ตามกรอบมาตรฐาน DigComp 2.2 ของสหภาพยุโรป การจัดกิจกรรมประยุกต์ใช้ความรู้ เช่น Hackathon และการเชื่อมผู้ผ่านการอบรมกับโอกาสจ้างงาน
ข้อมูลความต้องการแรงงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ JobsDB by SEEK จะถูกนำมาใช้ประกอบการพัฒนาทักษะ เพื่อให้หลักสูตรสอดคล้องกับงานที่ภาคธุรกิจต้องการ และช่วยให้การฝึกอบรมเชื่อมต่อกับการเข้าสู่อาชีพได้ชัดเจนขึ้น
อาชีวศึกษานำร่อง ฝึกแก้โจทย์จากการทำงานจริง
ประเสริฐ กล่าวว่า อาชีวศึกษาจะเป็นด่านหน้าของความร่วมมือครั้งนี้ โดยนำหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI เข้าสู่การเรียนการสอน ควบคู่กับการฝึกแก้โจทย์จริงผ่านกิจกรรมอย่าง Hackathon และการใช้ข้อมูลตลาดแรงงานเตรียมผู้เรียนให้พร้อมทำงาน
กระทรวงศึกษาธิการยังจะต่อยอดเครือข่ายครูที่ผ่านการพัฒนาทักษะ AI ให้เป็นแกนนำในสถานศึกษา และช่วยแนะแนวเส้นทางอาชีพแก่ผู้เรียน รวมถึงดูแลการเข้าถึงทักษะของนักเรียน ทั้งในเมืองและพื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกัน จะทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน เพื่อเชื่อมเส้นทางจากการศึกษาไปสู่การทำงาน พร้อมนำกรอบการเปลี่ยนผ่านกำลังคนที่ได้จากภาคีไปต่อยอดเป็นนโยบายการศึกษา
วางพื้นฐาน AI ตั้งแต่ห้องเรียน
กระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมจัดทำ AI Literacy Framework เพื่อกำหนดความรู้และทักษะ AI ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอาชีวศึกษา ควบคู่กับการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติและหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะ
ประเสริฐ ระบุว่า ปี 2569 จะเป็นช่วงออกแบบและวางระบบ โดยเริ่มจากการพัฒนาครูและผู้เรียนก่อนปรับหลักสูตร ปี 2570 จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม และตั้งเป้าให้การพัฒนา AI ในระบบการศึกษามีความสมบูรณ์ทั้งระบบภายในปี 2571
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงต้องการนำ AI มาช่วยลดภาระงานเอกสาร เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น โดยประเสริฐกล่าวว่า ความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ที่ผ่านมาได้พัฒนาครูแล้วกว่า 160,000 คน ส่งประโยชน์ถึงนักเรียนกว่า 3.3 ล้านคน และครูที่เข้าร่วมโครงการรายงานว่าลดภาระงานได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ประเสริฐย้ำว่า AI ช่วยลดภาระครูได้ แต่บทบาทในการสอนให้เด็กคิดเป็น มีวินัย และมีคุณธรรมยังต้องอาศัยครู การพัฒนาทักษะจึงต้องทำควบคู่กับการรักษาความสามารถในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง
สำหรับโครงการระยะ 9 เดือน เป้าหมายคือวางรากฐานและสร้างต้นแบบสำหรับขยายผลทั่วประเทศ โดยให้นายจ้างมีส่วนร่วมกำหนดทักษะ สถานศึกษานำไปพัฒนาการเรียนการสอน และผู้เรียนมีเส้นทางนำความรู้ไปใช้กับการทำงานจริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
อินเดียใช้ AI คัดกรองโรค เอลซัลวาดอร์ใช้ Grok ช่วยนักเรียนเรียนรู้ตามความสามารถ
ธนาคารโลกดัน Small AI สร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา รับแรงงานใหม่ 1.2 พันล้านคน



