เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ กติกาการค้าที่เข้มงวดขึ้น และการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ทำให้ประเทศไทยต้องปรับแนวทางการค้าระหว่างประเทศ แม้การส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จะยังขยายตัวได้ถึง 18.9% แต่การพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ส่งออกไทย กลับมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียง 12% สะท้อนความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าสินค้าไทยให้สูงขึ้น
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลิกโฉมการค้าแห่งอนาคต: สร้างโอกาสในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ (Reimagining Trade for the Future: Unlocking Growth in a Changing Global Economy)” ภายในงาน Empower the Future Economy ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทยและ Techsauce ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยเสนอให้ไทยปรับยุทธศาสตร์การค้าจากการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ไปสู่การสร้างคุณค่า การขยายพันธมิตรทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงการค้ากับเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาคน เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ส่งออกไทยโต 18.9% แต่ยังพึ่งสหรัฐฯ–จีนสูง
แม้การส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จะขยายตัวถึง 18.9% และเติบโตในเกือบทุกตลาด ทั้งสหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน แต่การส่งออกมากกว่า 1 ใน 3 ยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมีทิศทางนโยบายแตกต่างกัน ความเปลี่ยนแปลงของทั้ง 2 ประเทศจึงส่งผลต่อไทยโดยตรง
ศุภจีมองว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปิดโอกาสให้ตลาดอาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และแอฟริกา กลายเป็นแหล่งการเติบโตใหม่ ขณะที่จุดแข็งของไทยอยู่ที่การดำเนินนโยบายเป็นกลาง การรักษาความสัมพันธ์กับหลายประเทศ และทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน ซึ่งช่วยให้ไทยวางบทบาทเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย
ไทยจึงต้องขยายความร่วมมือจากการซื้อขายสินค้า ไปสู่การร่วมพัฒนาสินค้า การผลิต การลงทุน และการส่งออกไปยังตลาดที่ 3 หรือ Co-Creation ควบคู่กับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การเจรจา FTA เสร็จสิ้นก่อนจึงจะเริ่มสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ
ปัจจุบันไทยกำลังผลักดันความร่วมมือกับอินเดีย ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป สุขภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว ฟื้นเวทีความร่วมมือทางการค้ากับจีนหลังเว้นช่วงกว่า 8 ปี เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต รวมถึงร่วมมือกับอินโดนีเซียในอุตสาหกรรมฮาลาล ส่วนสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของการส่งออกไทย ยังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโต โดยไทยกำลังเร่งเจรจา FTA ให้แล้วเสร็จ
ใช้ตลาดนำการผลิตเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
ศุภจีเสนอให้ผู้ประกอบการไทย เปลี่ยนวิธีคิดจากการพิจารณาว่า ประเทศไทยมีสินค้าอะไรขาย ไปสู่การทำความเข้าใจว่าตลาดโลกต้องการอะไร แล้วนำความต้องการนั้นมากำหนดแนวทางการผลิต โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม การออกแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรฐานสินค้า แทนการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น การพัฒนาข้าวขาวทั่วไปไปสู่ข้าวพรีเมียม ข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ การเพิ่มมูลค่าผลไม้สดด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์และจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี รวมถึงการพัฒนาอาหารฟังก์ชันเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
ในภาคอุตสาหกรรม ไทยควรขยับจากการรับจ้างประกอบสินค้าไปสู่การผลิตที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมากขึ้น เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ภายในประเทศ รวมถึงการผลิตด้วยพลังงานสะอาด ส่วนภาคบริการสามารถเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวด้วยการเชื่อมโยงอาหาร สุขภาพ และวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
SME กว่า 2 ใน 3 สร้างมูลค่าส่งออกเพียง 12%
ความท้าทายของการค้าไทยอยู่ที่ผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่มีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียง 12% ศุภจีเห็นว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนจากการมุ่งปกป้อง SME ไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าและขยายตลาดได้มากขึ้น
แนวทางที่ต้องการผลักดันประกอบด้วย การเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การสร้างคุณค่า การพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ การใช้ข้อมูลและ AI ประกอบการตัดสินใจ การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการปรับตัว
การผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าถึงตลาดที่มีประชากรรวมประมาณ 650 ล้านคน จากตลาดภายในประเทศประมาณ 65 ล้านคน
กรอบความร่วมมือดังกล่าว มีโอกาสช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนขยายตัวจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยต้องการผลักดันให้ DEFA มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2573
เร่งเปลี่ยนคำขอลงทุน 1.47 ล้านล้านบาทเป็นการลงทุนจริง
การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังต้องเชื่อมโยงการค้ากับการลงทุน เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% และมากกว่าสามในสี่เป็นกิจการดิจิทัล
ความท้าทายคือ การเปลี่ยนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง รัฐบาลจึงต้องเร่งกระบวนการผ่านมาตรการ Fast Track เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้และการจ้างงานภายในประเทศ ขณะที่ไทยมีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลกแล้ว โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ส่วนมาตรฐานด้านความยั่งยืน ทั้งการผลิตคาร์บอนต่ำและการตรวจสอบย้อนกลับ กำลังกลายเป็นเงื่อนไขของการค้าโลก ผู้ประกอบการจึงต้องใช้มาตรฐานการผลิตและความโปร่งใสเป็นจุดแข็งในการแข่งขัน โดยภาครัฐต้องสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาด รวมถึงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ขณะที่ภาคการเงินสามารถสนับสนุนผ่าน Green Finance และ Trade Finance เพื่อช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้
ศุภจีย้ำว่า ไทยต้องวางบทบาทเป็นพันธมิตร ที่สามารถเติมเต็มความต้องการของประเทศคู่ค้า โดยรัฐบาลจะเร่งเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตร่วมกัน เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศนำไปสู่การสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการส่งออก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กสิกรไทย-Techsauce เปิดเวทีคู่ขนาน IMF-World Bank ฟังรัฐ-ทุน-เทคโนโลยี ชี้ทางการค้าไทย



