Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมื่อรัฐไทยยังไม่มีเจ้าภาพเศรษฐกิจดิจิทัล

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตลาด E-Commerce ที่มีมูลค่าประมาณ 1.1-1.3 ล้านล้านบาท และเริ่มกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตดังกล่าวกลับมาพร้อมกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐไทยยังรับมือได้ไม่เต็มที่ ทั้งปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ การจัดเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ การขาดกลไกกลางในการดูแลตลาดออนไลน์ และข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันบนแพลตฟอร์มที่อยู่ในมือของต่างชาติ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Story Thailand ว่า ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในเวลานี้ คือการที่ยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลาง” ในการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง แม้จะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่การทำงานยังไม่ถูกบูรณาการมากพอ

“ตอนนี้มันมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ยังไม่มีใครเป็นศูนย์กลางในการที่จะจัดการปัญหาเรื่องนี้จริง ๆ จัง ๆ”

แก้กฎหมายแข่งขันทางการค้า เพิ่มบทบาท กขค.

หนึ่งในแนวทางที่กำลังถูกผลักดัน คือการปรับปรุงกลไกทางกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า เพื่อเพิ่มบทบาทและอำนาจให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. สามารถเข้าไปดูแลปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจเหนือตลาดได้มากขึ้น

ภาวุธระบุว่า ที่ผ่านมา กขค. ยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจ โดยเฉพาะการเข้าไปลงโทษหรือจัดการกับผู้กระทำผิด ทำให้การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เกิดผลมากพอ พรรคประชาชนจึงผลักดันการปรับแก้กฎหมาย เพื่อให้ กขค. มีบทบาทชัดเจนและแข็งแรงขึ้น

กรณีหนึ่งที่สะท้อนปัญหานี้ คือเรื่องอำนาจที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงาน เช่น ในธุรกิจโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องทั้ง กขค. และ กสทช. ซึ่งทำให้การกำกับดูแลบางช่วงขาดความชัดเจน

“พอเราปรับบทบาทใหม่ใน พ.ร.บ. ใหม่ เขาจะต้องเข้าไปมีบทบาทในหลาย ๆ เรื่องแล้ว เขาโยเยไม่ได้แล้วตอนนี้”

นอกจากการแก้กฎหมายในระดับนิติบัญญัติแล้ว อีกทางหนึ่งคือการทำงานร่วมกับสมาคม E-Commerce เพื่อรวบรวมความเสียหายจากผู้ประกอบการ แล้วยื่นเรื่องต่อรัฐสภา ก่อนเรียก กขค. เข้ามารับเรื่องและดำเนินการต่อ

แนวปฏิบัติที่เป็นส่วนขยายของ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ผ่านการพิจารณาจากกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เหลือขั้นตอนการบังคับใช้จริง

ภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ: โจทย์ขาดดุลดิจิทัลของไทย

อีกประเด็นสำคัญคือการจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มต่างชาติ โดยภาวุธระบุว่า ประเทศไทยกำลังขาดดุลดิจิทัลเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี และจำเป็นต้องตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีรายได้จากตลาดไทย บันทึกรายได้ในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด

“คำถามคืออีก 8,400 ล้านมันหายไปไหน คือมันโยกออกไปข้างนอกถูกไหม”

ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Facebook ประเทศไทย ซึ่งมีรายได้ในประเทศไทยประมาณ 9,000 ล้านบาท แต่รายได้ที่บันทึกผ่านบริษัทในไทยอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท

ขณะนี้มีการยื่นญัตติเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอภิปราย ขณะเดียวกันยังเตรียมนำประเด็นนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการสื่อสาร เทคโนโลยี และดิจิทัล เพื่อเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Facebook, Google และ TikTok เข้ามาชี้แจงข้อมูล

หากการพูดคุยและการตรวจสอบยังไม่เพียงพอ ก็อาจต้องมีการหารือกับคณะรัฐมนตรี หรือผลักดันกฎหมายเพื่อให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้บันทึกรายได้และเสียภาษีในประเทศไทยมากขึ้น

E-Commerce โต แต่ช่องทางหลักอยู่ในมือต่างชาติ

ในมุมมองของคุณภาวุธ E-Commerce ยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ แต่กำลังจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต เพราะคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และประชาชนในต่างจังหวัด ซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตของ E-Commerce ยังทำให้ระบบที่เกี่ยวข้องพัฒนาไปด้วย ทั้งโลจิสติกส์ ระบบชำระเงิน และระบบข้อมูล แต่สิ่งที่น่ากังวลคือช่องทางสำคัญของ E-Commerce ไทยอยู่ในมือของแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นหลัก

“E-Commerce มันดันอยู่ในมือของต่างประเทศไปแล้ว ทำให้วันนี้การขยับขยาย การขับเคลื่อนต่าง ๆ รัฐเองไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย”

ผู้ประกอบการไทยยังเริ่มเผชิญแรงกดดันจากค่าบริการของแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลจะสร้างสมดุลอย่างไรให้ประเทศไทยมีช่องทางการค้าออนไลน์ของตนเองบางส่วน

OCN: แคตตาล็อกกลางของสินค้าไทย

อีกแนวคิดที่ถูกเสนอขึ้นมา คือการสร้างแพลตฟอร์มการค้าแบบเปิด หรือ OCN (Open Commerce Network) ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นระบบแคตตาล็อกกลางของประเทศไทย ที่รวบรวมสินค้าไทยจากผู้ประกอบการ SME แบรนด์ไทย และสินค้าเกษตรไว้ในที่เดียว

แนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งสร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อแข่งขันโดยตรงกับ Lazada หรือ Shopee เพราะหากแข่งขันตรง ๆ ไทยย่อมเสียเปรียบ แต่ OCN จะทำหน้าที่เป็นระบบกลางที่เชื่อมสินค้าไทยไปยังช่องทางที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากอยู่แล้ว

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ แอปเป๋าตัง แอปธนาคาร แอปของการไฟฟ้า หรือแอปของการประปา ซึ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมาก หากสามารถเพิ่มช่องทางการขายเข้าไปในแอปเหล่านี้ได้ สินค้าจากแคตตาล็อกกลางของประเทศก็จะเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

“มันจะดีไหมครับ ถ้าแอปเหล่านั้นมีการเพิ่มช่องทางการขายเข้าไป ทำให้สินค้าจากแคตตาล็อกกลางของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในตรงนั้นได้ด้วย”

คุณภาวุธระบุว่า โมเดล OCN ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอินเดียทำสำเร็จแล้ว และอินโดนีเซียกำลังดำเนินการอยู่ จึงมีความพยายามผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดความรู้จากอินเดียมายังประเทศไทย รวมถึงดึงหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมศึกษา เช่น สสว. สมาคม E-Commerce และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คาดว่า ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ น่าจะเริ่มเห็นทิศทางชัดเจนขึ้นว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่อง OCN อย่างไร

ในด้านโครงสร้างการดำเนินงาน OCN ถูกมองว่าไม่ควรอยู่ภายใต้หน่วยงานราชการโดยตรง แต่ควรจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร โดยมีภาคเอกชนและสมาคมต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุน เช่นเดียวกับโมเดลที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

เปิดทางสินค้าไทยสู่ตลาดอาเซียน

นอกจากการสร้างช่องทางการค้าในประเทศแล้ว ยังมีข้อเสนอให้รัฐมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันสินค้าไทยออกสู่ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการไทยใช้งานอยู่แล้ว เช่น Lazada, Shopee และ TikTok

ปัจจุบันแพลตฟอร์มเหล่านี้แบ่งตลาดออกเป็นรายประเทศ ทำให้สินค้าที่ขายในประเทศไทยไม่ได้เชื่อมต่อไปยังตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างง่ายดาย ทั้งที่แพลตฟอร์มเหล่านี้มีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศอาเซียนอยู่แล้ว

ข้อเสนอคือ รัฐควรช่วยผลักดันให้สินค้าไทยสามารถข้ามไปขายในประเทศอื่นได้ง่ายขึ้น เช่น กดครั้งเดียวแล้วสินค้าไทยสามารถไปปรากฏในตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ พร้อมระบบแปลภาษา ระบบขนส่ง คลังสินค้า และการกระจายสินค้า

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ Shopee International Platform หรือ SIP ซึ่งเป็นโครงการที่ Shopee ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นำผู้ประกอบการไทยบางส่วนไปขายในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ยังอยู่ในระดับเล็ก มีผู้ประกอบการเพียงร้อยกว่ารายและสินค้าจำนวนไม่มาก

หากรัฐบาลผลักดันให้โครงการลักษณะนี้ขยายใหญ่ขึ้น ครอบคลุมทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok โดยเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการเป็นหลายหมื่นราย และสินค้าหลายหมื่นถึงหลายแสนชิ้น ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศกลับเข้าสู่ไทยได้มากขึ้น

Digital Government, Open Data และ AI

ในประเด็น Digital Government มีการยอมรับว่า การผลักดันเรื่องนี้ทำได้ยากหากไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ควรผลักดันผ่านกลไกสภา โดยเฉพาะการปรับกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ

ข้อเสนอสำคัญคือการเปลี่ยนหลักคิดจากระบบเดิมที่ประชาชนต้องขออนุญาตเพื่อเข้าถึงข้อมูล มาเป็นระบบ Open by Default หรือการเปิดข้อมูลเป็นพื้นฐาน หากหน่วยงานใดไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลบางส่วน ต้องระบุเหตุผลให้ชัดเจน

ส่วนเรื่อง AI มีมุมมองว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ AI ไม่มากพอ และการทำงานด้าน AI ยังอยู่ในลักษณะกระจัดกระจาย จึงควรมีการผลักดันกฎหมายหรือ พ.ร.บ. AI กลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางการใช้ AI ในภาครัฐ เอกชน และประชาชน

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ ภาครัฐควรพัฒนาและใช้ AI ของตนเองมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพา AI จากต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เอกชนและประชาชนมีทางเลือกในการใช้ AI ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในสังคมไทยยังอยู่ในกลุ่มเฉพาะ ไม่ได้กระจายสู่ประชาชนวงกว้างมากนัก โดยมีการเปรียบว่า AI ในวันนี้คล้ายกับ Social Media ในยุคแรก ที่ยังจำกัดอยู่ในคนบางกลุ่ม ก่อนจะค่อย ๆ กระจายสู่คนทั้งประเทศ

มีการประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี กว่า AI จะกระจายตัวสู่ประชาชนวงกว้างมากขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญคือบทบาทของภาครัฐในการออกนโยบาย กฎหมาย และแนวทางการนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานราชการ

ท้ายที่สุด ภาพรวมที่สะท้อนออกมาคือเศรษฐกิจดิจิทัลไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ยังขาดกลไกกลางที่จะเชื่อมโยงกฎหมาย ภาษี แพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือสินค้าต่างชาติหรือการเก็บภาษีแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่คือการทำให้รัฐไทยเข้าใจและจัดการเศรษฐกิจดิจิทัลได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในตลาด

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar