Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ปิดฉากประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร?

ปิดฉากประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร?

ปิดฉากเรียบร้อยราบรื่นทุกอย่าง สำหรับการเป็นเจ้าภาพของไทยในการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่หลายคนบอกว่านี่คือ “โอลิมปิคทางการเงิน” ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคมที่ผ่านมา งานนี้เป็นการชุมนุมระดับ ”กูรูทางการเงิน” ที่มีทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าแบงก์ชาติ นักเศรษฐศาสตร์ นักการการเงิน นักธุรกิจจาก 191 ประเทศทั่วโลก รวมผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายพันคน

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2534 เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ในยุคของรัฐบาล ”นายอานันท์ ปันยารชุน” เป็นนายกรัฐมนตรี น่าสนใจว่า ในตอนนั้นรัฐบาลไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยได้รับแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) หลังจากทำรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม

แม้ในสายตาชาวโลกมองการเมืองไทยตอนนั้นขาดความชอบธรรม ที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หมดความสนใจแต่ประการใด ตรงกันข้าม การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลับสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน นักธุรกิจจากทั่วโลกให้เชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นจังหวะเวลาที่ดีเศรษฐกิจไทยเริ่มอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อ 35 ปีก่อน ไทยเป็นประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่เนื้อหอมมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ด้วยอัตราการเติบโตที่พุ่งสูงถึง 8-10% ต่อปี การส่งออกขยายตัวเต็มที่ การลงทุนได้รับอานิสงค์จากนักลงทุนญี่ปุ่น แห่ย้ายฐานการลงทุนมาไทย ประเทศในยุโรปก็สนใจลงทุน ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจไทย ทุกคนจึงเต็มไปด้วยความหวังและมองเห็นแต่โอกาส อีกทั้งกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจอีกแห่งของเอเซีย การเลือกไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม สะท้อนถึงความสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ และศักยภาพประเทศไทยในสายตาชาวโลก

แม้รัฐบาลอานันท์จะมาจากการแต่งตั้งแต่ ด้วยภาพลักษณ์การบริหารแบบมืออาชีพ อีกทั้งนายกฯ อานันท์ เป็นอดีตนักการฑูตและนักธุรกิจ มีความเข้าใจโลกภายนอกเป็นอย่างดี การบริหารเศรษฐกิจเต็มไปด้วยบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ประวัติโปร่งใส ที่สำคัญ รัฐบาลอานันท์เดินหน้านโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน ทำให้มีความน่าเชื่อถือในสายตานักธุรกิจต่างชาติ ซึ่งเขาไม่ได้วัดจากที่มาของรัฐบาลเพียงเท่านั้น แต่จะดูความสามารถในการบริหาร ความต่อเนื่องของนโยบาย กฏกติกาทางเศรษฐกิจ และโอกาสสร้างผลตอบแทนประกอบด้วย

ปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้การเป็นเจ้าภาพในการประชุมเมื่อ 35 ปีที่แล้วของไทย ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ และยังเป็นช่องทางให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บุคคลสำคัญระดับโลก ซึ่งในช่วงนั้นมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศทะยอยเข้ามาจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่า เป็นเพราะไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามา ทั้งค่าเงิน ต้นทุนการผลิต การย้ายฐานอุตสาหกรรม และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ที่เป็นเจ้าภาพในปี 2569 ภาพที่ปรากฏแตกต่างจากปี 2534 อย่างสิ้นเชิง ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจนน่าเป็นห่วง เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาการเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตลดฮวบเฉลี่ยเหลือเพียง 2% กว่า ๆ มิหนำซ้ำ ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งผลิตภาพแรงงาน ที่เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง 16.43 ล้านบาท หรือ 85.2% ของ GDP ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวน น้ำท่วม ฝนแล้ง สลับกันสร้างความเสียหายกับทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของคนไทย ปัญหาทั้งหลายที่ประดังเข้ามา น่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสกลับมาเติบโตเหมือนในอดีตหรือไม่

ความสำเร็จไม่ใช่แค่จัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ การใช้เวทีนี้ดึงดูดนักลงทุนและสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดัคเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด และการผลิตมูลค่าสูง ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยต้องการทั้งเม็ดเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า นักลงทุนที่มาร่วมประชุมจะตัดสินใจลงทุนทันที เขายังต้องพิจารณาในเรื่องของต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน กฏระเบียบ และความแน่นอนด้านนโยบาย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงคลังควรใช้เวทีนี้ หารือนักลงทุนและสถาบันการเงิน เพื่อผลักดันโครงการเป็นรูปธรรม แบงก์ชาติควรเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการเงินที่ปลอดภัย และเข้าถึงได้ บีโอไอต้องติดตามนักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนอย่างใกล้ชิด

คำถามสำคัญคือ วันนี้เศรษฐกิจและการเมืองไทย มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะคว้าโอกาสนี้หรือไม่ เนื่องจากมีทั้งปัญหาทั้งเศรษฐกิจโตช้า รัฐบาลแม้จะมีเสียงข้างมาก แต่เจอมรสุมทางการเมืองรุมถล่ม ขณะที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่อเนื่องเพียงใด สิ่งที่เขากังวล คือหากการเมืองเปลี่ยนแปลงจนโครงสร้างสำคัญต้องสะดุดลง รวมถึงกฏเกณฑ์จะเปลี่ยนไปตามรัฐบาลหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย ที่ทำให้ภาคธุรกิจวางแผนลงทุนระยะยาวได้ ถ้าสามารถต่อยอดโดยใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือในแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่สะสมมานาน และทำให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง ถือว่าได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้อย่างมาก

ที่ผ่านมา ประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมที่โดดเด่น ก็มีเกาหลีใต้ในการประชุมที่ กรุงโซล ในปี 2528 เป็นช่วงเวลาที่เกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่ หลังจากจัดประชุมก็ได้ทุ่มเทลงทุนด้านการศึกษา พัฒนาอุตสาหกรรม และการปรับตัวต่อเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างบริษัทที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก และการปรับตัวต่อเทคโนโลยี

แต่ก็มีบางประเทศที่ล้มเหลว ไม่สามารถต่อยอดจากการประชุมได้ จึงน่าสนใจไทยจะช่วงชิงโอกาสนี้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือแค่ได้เป็นเจ้าภาพจัดอีเวนต์โชว์รถเข็นผลไม้ ขนมหวาน และรถเข็นไอศครีมเท่านั้น อย่าลืมสถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไปจาก 35 ปีที่แล้วมาก

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

‘เครื่องยนต์ใหม่-รายได้ใหม่’ โจทย์ใหญ่ของไทย

เบื้องหลัง EV จีนส้มหล่น

ดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน… คนไทยได้อะไร

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar