Share on
×

Share

สำรวจดวงจันทร์: โจทย์กติการ่วม และโอกาสของประเทศหน้าใหม่

สำรวจดวงจันทร์: โจทย์กติการ่วม และโอกาสของประเทศหน้าใหม่

ดวงจันทร์กำลังเป็นพื้นที่ของการพัฒนาเทคโนโลยี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยมีแผนส่งภารกิจมากกว่า 100 ภารกิจภายในสิ้นทศวรรษนี้ ทั้งจากหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน และประเทศที่เพิ่งเริ่มพัฒนาศักยภาพด้านอวกาศ ความท้าทายจึงไม่ได้มีเพียงการเดินทางไปให้ถึง แต่รวมถึงการวางกติกาให้ภารกิจต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ ตั้งแต่การแบ่งปันข้อมูล การใช้ทรัพยากร ไปจนถึงการป้องกันไม่ให้กิจกรรมบนดวงจันทร์รบกวนกัน ขณะเดียวกัน ประเทศที่ยังไม่มีขีดความสามารถส่งยานด้วยตนเองก็ต้องหาจุดแข็งเพื่อเข้าไปร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัยในภารกิจเหล่านี้

ผู้แทนจากสำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และไทย ร่วมเสนอแนวทางพัฒนากิจกรรมบนดวงจันทร์ ภายในงาน Global Moon Village Workshop and Symposium ครั้งที่ 10 แม้แต่ละประเทศมีแผนและความเชี่ยวชาญต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือ ทั้งด้านกติกา โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการสำรวจและการอยู่อาศัยระยะยาว ภารกิจเพิ่มขึ้น กติกาต้องตามให้ทัน

อาร์ตี ฮอลลา-ไมนี ผู้อำนวยการ UNOOSA กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคดวงจันทร์ครั้งที่ 2 ซึ่งแตกต่างจากยุคแรกที่เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 หน่วยงานอวกาศ เพราะการกลับไปครั้งนี้ มีทั้งผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ ประเทศอวกาศหน้าใหม่ และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้ามามีบทบาท โอกาสด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเศรษฐกิจจึงขยายตัวควบคู่กับความท้าทาย โดยเฉพาะการสกัดทรัพยากรอวกาศและการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีทั้งประเด็นด้านการปฏิบัติงาน กฎหมาย และความยั่งยืนที่ต้องเร่งหาข้อสรุป หากขาดการประสานงาน กิจกรรมที่เพิ่มขึ้นอาจรบกวนหรือแข่งขันกันเองจนกระทบสภาพแวดล้อมของดวงจันทร์

กลไกสำคัญอยู่ที่คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศเพื่อสันติ (COPUOS) ซึ่งมีคณะทำงานร่างหลักการเบื้องต้นด้านการใช้ทรัพยากรอวกาศ แม้ยังมีความเห็นต่าง แต่ฮอลลา-ไมนีมองว่าการดำเนินงานมีความคืบหน้าน่าพอใจ นอกจากนี้ หลัง UNOOSA จัดการประชุมว่าด้วยกิจกรรมดวงจันทร์ที่ยั่งยืนครั้งแรกในปี 2024 ทาง COPUOS ได้ตั้งทีมปฏิบัติการด้านการปรึกษาหารือ ACLAC และ UNOOSA เปิดโครงการ One Moon for All เพื่อสนับสนุนการทำงานดังกล่าว ส่วนการประชุมครั้งที่สามที่กรุงเวียนนาในวันที่ 9–11 ธันวาคม จะมีเอกสารเสนอทางเลือกเบื้องต้นสำหรับกลไกดวงจันทร์ระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการหารือไปสู่แนวทางที่ชัดเจนขึ้น

สหรัฐฯ เดินหน้าสร้างฐานบนดวงจันทร์

ความจำเป็นในการมีกติการ่วมชัดเจนขึ้น เมื่อเป้าหมายของภารกิจเปลี่ยนจากการเดินทางไปสำรวจ เป็นการอยู่ระยะยาว ไมเคิล โอเวอร์บี รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการอวกาศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า การกลับไปดวงจันทร์ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียง “ปักธงและรอยเท้า” แต่ต้องการให้ทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ปฏิบัติงานได้ในระยะยาว โดยคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน กำหนดเป้าหมายส่งชาวอเมริกันกลับไปดวงจันทร์ผ่านโครงการอาร์เทมิสภายในปี 2028 และจัดตั้งองค์ประกอบเริ่มต้นของฐานถาวรภายในปี 2030 พร้อมให้ความสำคัญกับบริการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์

สหรัฐฯ ยังขยายความร่วมมือผ่านข้อตกลงอาร์เทมิส ซึ่งมีอุซเบกิสถานเป็นประเทศผู้ลงนามลำดับที่ 77 และเป็นประเทศที่ 18 ที่เข้าร่วมในปีนี้ โอเวอร์บีระบุว่า ปัจจุบันมีราว 27–30 ประเทศที่มีแผนเกี่ยวกับดวงจันทร์ซึ่งดำเนินงานอยู่จริง ทั้งในระดับชาติและภูมิภาค ขณะที่ภาคีอาร์เทมิสเห็นชอบให้แบ่งปันข้อมูลภารกิจก่อนปล่อยจรวด เพื่อช่วยให้แต่ละฝ่ายรับรู้แผนการดำเนินงานร่วมกัน นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เปิดโครงการ Space Catalyst Partnership เมื่อวันที่ 10 กันยายน เพื่อเชื่อมประเทศพันธมิตรเข้ากับเทคโนโลยีและแหล่งทุนของสหรัฐฯ

ญี่ปุ่น–ออสเตรเลียพัฒนาเทคโนโลยีสำรวจดวงจันทร์

การปฏิบัติงานบนดวงจันทร์ในระยะยาว ต้องอาศัยเทคโนโลยีหลายด้าน ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมภารกิจตามความเชี่ยวชาญ โคจิ ยามานากะ ผู้อำนวยการฝ่ายการสำรวจอวกาศ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) กล่าวว่า ญี่ปุ่นกำลังพัฒนา LUPEX ร่วมกับอินเดีย เพื่อสำรวจน้ำบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยญี่ปุ่นรับผิดชอบรถสำรวจและจรวด ส่วนอินเดียรับผิดชอบยานลงจอด พร้อมติดตั้งเซนเซอร์จาก NASA และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ญี่ปุ่นยังร่วมกับ Toyota พัฒนารถสำรวจแบบมีแรงดัน รวมถึงพัฒนาระบบนำทางดวงจันทร์กับ NASA และ ESA โดยเปิดเผยมาตรฐานการเชื่อมต่อให้ผู้อื่นสามารถพัฒนาตัวรับสัญญาณของตนเองได้

ด้านออสเตรเลีย นำประสบการณ์จากอุตสาหกรรมเหมืองมาต่อยอดสู่งานอวกาศ สตีฟ แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายความร่วมมือและการเติบโตด้านอวกาศ สำนักงานอวกาศออสเตรเลีย กล่าวว่า ประเทศมีความเชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติงานระยะไกล หุ่นยนต์ และการใช้ทรัพยากร อีกทั้งมีทำเลเหมาะสำหรับตั้งสถานีภาคพื้นดินเพื่อสื่อสารกับภารกิจอวกาศลึก โครงการ Moon to Mars ซึ่งประกาศในปี 2020 ด้วยงบประมาณ 120 ล้านดอลลาร์ จึงสนับสนุนการพัฒนารถสำรวจของออสเตรเลีย ที่จะเดินทางไปดวงจันทร์กับ NASA ในช่วงปลายทศวรรษนี้ โดยกลุ่มพันธมิตร Aelo ได้รับทุน 42 ล้านดอลลาร์ แคมป์เบลล์ระบุด้วยว่า ในหลายกรณี เงินลงทุนของรัฐสามารถดึงเงินลงทุนจากเอกชนได้มากกว่า 8 ต่อ 1

จีนเปิดทางประเทศหน้าใหม่ร่วมภารกิจดาวเทียม

อีกช่องทางสำหรับประเทศที่เริ่มพัฒนาด้านอวกาศ คือการร่วมสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก หวัง จงหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ห้องปฏิบัติการสำรวจอวกาศลึกของจีน (DSEL) กล่าวว่า โครงการ C3 หรือ Cislunar CubeSat Constellation for Cooperation ซึ่งริเริ่มโดย DSEL, IDSEA และ APSCO ตั้งเป้าสร้างกลุ่มดาวเทียมคิวบ์แซต ในบริเวณอวกาศระหว่างโลกกับดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมอวกาศ การระเบิดรังสีแกมมา และโครงสร้างใกล้พื้นผิวดวงจันทร์ ปัจจุบันมีสมาชิก 15 ประเทศ โดยไทยเข้าร่วมเป็นประเทศแรก และมีอียิปต์ เซเนกัล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไนจีเรียเข้าร่วมเพิ่มเติม โครงการตั้งเป้ารับสมาชิกไม่เกิน 30 ประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศเกิดใหม่เข้าสู่ยุคดวงจันทร์

จีนยังจัดตั้ง Moon Village Center China อย่างเป็นทางการในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน โดยเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคแห่งแรกของสมาคม Moon Village ซึ่งมีสมาชิกราว 500 ราย และจะมีศูนย์ในยุโรปตามมา การสร้างเครือข่ายลักษณะนี้ ควบคู่กับโครงการดาวเทียมร่วมกัน เป็นอีกแนวทางในการเปิดให้ประเทศต่าง ๆ เข้าถึงกิจกรรมดวงจันทร์ ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัยร่วมกับพันธมิตร เช่นเดียวกับภารกิจของญี่ปุ่นและออสเตรเลียที่แบ่งหน้าที่ตามความสามารถของแต่ละฝ่าย

ไทยวางบทบาทผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ

สำหรับไทย ดร.ดำรงฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กล่าวว่า ไทยกำลังขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาและผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม โดยวางแนวทางเข้าร่วมกิจกรรมดวงจันทร์ไว้ 3 ด้าน ได้แก่ Lunar Sensing ซึ่งครอบคลุมเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลที่พันธมิตรเก็บจากดวงจันทร์ ด้าน Biosystem ที่ต่อยอดจากงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ อาหาร และระบบสนับสนุนชีวิต และด้าน Space Payload หรืองานพัฒนาอุปกรณ์สำหรับภารกิจอวกาศจากภาควิชาการ เช่น อุปกรณ์วัดสภาพอวกาศและอนุภาค ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และพันธมิตรต่างประเทศ

ดร.ดำรงฤทธิ์ย้ำว่า การพัฒนาด้านอวกาศต้องสร้างประโยชน์ให้สังคมไทย ไม่ใช่มีเพียงการลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐาน โดยการจัดงาน GMVA, APRSAF และ Thailand Space Expo ที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์เดียวกัน มีเป้าหมายให้การหารือความร่วมมือเริ่มนำไปสู่การลงมือทำ บทบาทของไทยจึงอยู่ที่การนำความสามารถด้านเซนเซอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัยชีวภาพ และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไปพัฒนาร่วมกับภารกิจระหว่างประเทศ เพื่อให้การเข้าร่วมสำรวจดวงจันทร์เกิดผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ และประโยชน์ต่อสังคมตามเป้าหมายที่วางไว้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

GISTDA เผยไทยเสนอร่วม Artemis 3 โครงการ มุ่งสู่อุตสาหกรรมดวงจันทร์

‘อาเซียน’ เร่งเชื่อมทุนกับงานวิจัย ปั้นธุรกิจเทคโนโลยี

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar