จากกรณีที่ “อนุทิน ขาญวีระกูล” นายกรัฐมนตรี สั่งให้สภาพัฒน์ กลับไปทำตัวเลข “GDP” ใหม่อาจเป็นเพราะการสื่อสารของผู้นำประเทศอาจจะคลุมเคลือ จึงกลายเป็นประเด็นถูกนำไปตีความกันอย่างกว้างขวางและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา บางคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นเพราะในช่วงหลายปีผ่านที่มา GDP ของไทยโตต่ำและโตช้า จนไปอยู่รั้งท้ายเพื่อนบ้านในอาเซียน รัฐบาลจึงต้องสั่งให้มีการปรับตัวเลขใหม่ให้ดูดีขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายก็ออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่เป็นการสั่งแก้ตัวเลขเพื่อเอาใจรัฐบาล แต่เป็นการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานในการใช้คำนวณ GDP ให้ถูกต้องและทันสมัยขึ้น
เรื่องนี้ ”ดนุชา พิชย์นันท์” เลขาฯสภาพัฒน์ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งให้แก้ไขหรือปั้นตัวเลข GDP ให้เติบโตสูงขึ้น แต่เป็นการหารือร่วมกันเพราะสงสัยว่าตัวเลขไม่สะท้อนความเป็นจริงโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตรวจพบว่า ระบบคำนวณเดิมที่ใช้ปีฐานคงที่ตั้งแต่ปี 2564 ขาดความยืดหยุ่น ส่งผลให้มีโรงงานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรม AI รายใหญ่ตกสำรวจไป 4-5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 800,000 ล้านบาท
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมมือกันปรับปรุงวิธีคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) มาใช้ระบบดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) เพื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ และสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ในการนำไปวางแผนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เรื่องนี้ถ้ามองแบบผิวเผินอาจเป็นเรื่องเทคนิคทางสถิติ แต่ถ้าหากพิจารณาลึกลงไปจะพบว่า ประเด็นใหญ่เป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและชอบธรรม ไม่ใช่แค่เอาใจฝ่ายการเมือง แต่คำถามสำคัญคือ ที่ผ่านมาเราวัดขนาดและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตรงกับความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า GDP หรือ ”ผลิตภัณฑ์มวลรวม” เป็นตัวเลขที่ใช้วัดมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศจริง โดยมีวิธีคำนวณหลายด้าน ทั้งด้านการผลิต ด้านรายจ่าย และด้านรายได้ ซึ่งตามหลักบัญชีประชาชาติทั้ง 3 ด้านควรจะต้องสอดคล้องกัน ส่วนปัญหาที่กำลังตรวจสอบครั้งนี้อยู่ที่ด้านการผลิต โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต หรือ ”Manufacturing Product Index (MPI) ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (สมอ.) ใช้สะท้อนทิศทางการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงสร้างอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปมาก ขณะที่ระบบข้อมูลเดิมยังอาศัยฐานและกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ครอบคลุมกิจกรรมการผลิตใหม่ ๆ อย่างเพียงพอ เช่น สินค้าอิเลคทรอนิกส์ที่กำลังเติบโตตามกระแส AI และ Data Center ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ เครื่องสำรองไฟสำหรับระบบประเมินผล และอุปกรณ์ส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) สินค้าเหล่านี้ผลิตในประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ผลที่เกิดขึ้น ทำให้ยอดการส่งออกสินค้าอิเลคทรอนิกส์เติบโต แต่ตัวเลขการผลิตและอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่ขยับตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น จากการตรวจสอบร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีโรงงานผลิตสินค้าอิเลคทรอนิกส์รายใหญ่ประมาณ 4-5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าการผลิตประมาณ 800,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ถูกรวม ไม่ถูกสะท้อนในระบบดัชนี MPI แบบเดิมอย่างครบถ้วนจึงกลายเป็นปัญหาให้ต้องมีการทบทวนใหม่
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องกลับมาทบทวนวิธีคำนวณใหม่ ไม่ใช่เพราะต้องการทำให้ GDP โตขึ้น แต่ถ้ายังใช้ฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จะส่งผลต่อการประเมินผลเศรษฐกิจโดยรวมจึงต้องมีการพิจาณาทบทวนเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ซึ่งในการคำนวณผลกระทบต่อ GDP ที่แท้จริงต้องผ่านการคำนวณตามหลักบัญชีประชาชาติอีกครั้ง จะต้องมีวิธีปรับน้ำหนักของสินค้าและกิจกรรมการผลิต ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจแต่ละช่วงเวลา พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ แทนที่จะยึดน้ำหนักสินค้าและโรงงานจากปีใดปีหนึ่งไปตลอด ก็ปรับน้ำหนักตามความสำคัญของการผลิตในแต่ละช่วงเวลาเพื่อให้ดัชนีสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้ดีกว่าเดิม
นี่คือ กระบวนการทำงานทางวิชาการทีมีเหตุผลรองรับ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการสั่งให้หน่วยงานรัฐสร้างตัวเลขขึ้นมาใหม่ตามความต้องการทางการเมือง
แต่คำถาม ที่ผ่านมา GDP ไทยต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ คำตอบคือมีความเป็นไปได้ว่าการเติบโตของภาคการผลิตบางส่วนถูกประเมินต่ำกว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ควรสรุปว่า GDP ไทยประกาศก่อนหน้านี้ผิดทั้งหมด เพราะ GDP ไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม ยังมีภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคการบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐประกอบด้วย การปรับปรุงข้อมูลอุตสาหกรรมครั้งนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทบทวนภาคเศรษฐกิจทั้งหมดเท่านั้น
ที่สำคัญแม้ตัวเลข GDP จะถูกปรับเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีรายได้ดีขึ้นทันที หรือธุรกิจทุกขนาดกำลังฟื้นตัว เพราะการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์กระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจที่กำลังพึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศยังเผชิญปัญหาเดิม ๆ นี่เป็นอีกเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายต้องแยกให้ออก เศรษฐกิจโตขึ้นในเชิงตัวเลขกับเศรษฐกิจที่ประชาชนรู้สึกได้จริง
อย่าลืมว่า ธุรกิจเอกชน นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ จะใช้ข้อมูลจากการประกาศของทางการ ในการวางแผนธุรกิจ เป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ แม้แต่ประชาชนคนทั่วไปก็ยังต้องเงี่ยหูฟัง เพื่อจะตัดสินใจว่าจะจับจ่ายใช้สอยหรือจะออมรับมือกับอนาคต ดังนั้นตัวเลขเศรษฐกิจของทางการที่ประกาศออกมา จึงมีความหมายมาก ๆ ความน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่ที่ GDP โตเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ข้อมูลต้องตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม แม้การปรับตัวเลขด้วยการแก้ไขระบบวัด GDP จะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น แต่การทำให้ GDP โตอย่างมีคุณภาพเป็นโจทก์ที่ใหญ่กว่าและจะสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่า
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
ปิดฉากประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร?
‘เครื่องยนต์ใหม่-รายได้ใหม่’ โจทย์ใหญ่ของไทย



