บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ประกาศยกระดับขีดความสามารถโครงข่าย 5G ทางทะเลภายใต้แนวคิด Sea First Coverage โดยเป็นผู้ให้บริการรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มาใช้ขยายระยะการส่งสัญญาณข้ามทะเล
จากการทดสอบบนเส้นทางเรือเฟอร์รีระหว่างปากน้ำชุมพรไปยังเกาะเต่า พบว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกระจายสัญญาณ 5G ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลได้ไกลสูงสุด 60 กิโลเมตร จากเดิมที่ทำได้ 38 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานและการรับส่งข้อมูล รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี
การนำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มาใช้งาน เป็นการนำคุณสมบัติการส่งสัญญาณได้ไกลและกว้างของคลื่นความถี่ย่านต่ำ (700 MHz และ 900 MHz) มาผสานเข้ากับระบบเสาอากาศหลายชุด (Massive MIMO) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดในการติดตั้งสถานีฐานพื้นที่ทางทะเล รองรับการเชื่อมต่อข้ามผืนน้ำไปยังหมู่เกาะและเส้นทางเดินเรือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การใช้งานอินเทอร์เน็ต นำทางด้วยแผนที่ ตลอดจนการอัปโหลดไฟล์มัลติมีเดียระหว่างเดินทาง
กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า สำหรับ AIS คุณภาพของโครงข่ายไม่ได้วัดเพียงความเร็วหรือพื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตและเชื่อมต่อกับสิ่งที่ต้องการได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไร เราจึงเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายภายใต้กลยุทธ์ WISE Framework ที่ผสานศักยภาพของ Spectrum, Technology และ Expertise เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายให้ชาญฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน โดยเฉพาะแนวทาง Innovate Beyond ที่มุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มายกระดับขีดความสามารถของเครือข่ายให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ
การนำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มายกระดับการเชื่อมต่อทางทะเลในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว ที่ผ่านมา AIS ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าการเชื่อมต่อที่ดีต้องไม่หยุดอยู่เพียงชายฝั่ง แต่ต้องสามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันปลายปีที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก AIS ต้องการให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ดี ไม่ว่าจะอยู่บนชายฝั่ง ระหว่างล่องเรือ หรือเดินทางไปถึงเกาะต่าง ๆ สามารถติดต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูล ใช้แผนที่นำทาง รวมถึงแชร์ภาพและวิดีโอความประทับใจได้อย่างราบรื่น
โชติวัฒน์ อุ่นพิกุล หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค – ภาคใต้ เอไอเอส กล่าวว่า ภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งมีความท้าทายในการพัฒนาโครงข่ายแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ทั้งลักษณะภูมิประเทศ ระยะทางระหว่างชายฝั่งกับเกาะ และเส้นทางเดินเรือที่มีการใช้งานกระจายตัวในหลายพื้นที่ การวางโครงข่ายจึงต้องมองให้ไกลกว่าการติดตั้งสถานีฐานบนเกาะ แต่ต้องออกแบบให้สัญญาณสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ระหว่างทางได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
การนำเทคโนโลยี Sub-1 GHz Massive MIMO มาทดสอบในพื้นที่เกาะเต่าครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายในภาคใต้ โดย AIS นำข้อมูลการใช้งานจริงมาวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะภูมิประเทศ เพื่อวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป้าหมายของ AIS ไม่ใช่เพียงการส่งสัญญาณให้ไปได้ไกลขึ้น แต่ต้องทำให้การเชื่อมต่อมีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาโครงข่ายทางทะเลของ AIS ในระยะต่อไป
การขยายสัญญาณดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง หมู่เกาะ และเส้นทางเดินเรือทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสาร รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างต่อเนื่อง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทรูใช้ AI ยกเครื่องโครงข่าย งานขาย และทีมพื้นที่
กรุงศรี ชี้ใช้ AI ต้องเริ่มจากปัญหาธุรกิจ มุ่งผลลัพธ์ที่วัดได้



