Share on
×

Share

4 นักวิจัยสตรีไทย กับโจทย์รักษามะเร็งและตรวจสุขภาพที่เข้าถึงได้

4 นักวิจัยสตรีไทย กับโจทย์รักษามะเร็งและตรวจสุขภาพที่เข้าถึงได้

ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรอการผลิตเซลล์สำหรับรักษา ผู้ป่วยที่ดื้อยาหรือกลับเป็นซ้ำ และประชาชนที่ต้องการเข้าถึงการตรวจสุขภาพในราคาที่เหมาะสม เป็นโจทย์ที่นักวิทยาศาสตร์สตรีไทยกำลังนำความรู้จากห้องปฏิบัติการมาหาคำตอบ ผ่านการพัฒนาเซลล์ภูมิคุ้มกัน โปรตีนต้านมะเร็ง แบบจำลองคณิตศาสตร์ และเซนเซอร์พกพา เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านี้มีทั้งความหวังให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้น ความเชื่อในวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และความพยายามทำงานต่อเนื่อง แม้คำตอบที่ต้องการอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะมาถึง

รศ.ดร.เมธิจิต วัฒนพานิช รศ.ดร.อุษรา ปัญญา รศ.ดร.ดวงกมล เบ้าวัน และ รศ.ดร.กมลวัช งามเชื้อ เป็นนักวิจัยผู้ได้รับทุนลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2569 ผลงานของทั้ง 4 คนมีความก้าวหน้าต่างกัน บางงานเตรียมขยายการทดลองในสัตว์ บางงานเตรียมศึกษากับเซลล์ที่นำออกมาจากผู้ป่วย ขณะที่บางงานทดสอบกับตัวอย่างจริงแล้ว และกำลังปรับให้เหมาะกับการใช้งาน สิ่งที่เชื่อมงานเหล่านี้เข้าด้วยกันคือความตั้งใจนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์ และความร่วมมือของทีมที่ช่วยให้งานพัฒนาไปสู่เป้าหมาย

เซลล์ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้ ลดเวลารอการรักษามะเร็ง

รศ.ดร.เมธิจิต วัฒนพานิช จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.เมธิจิต วัฒนพานิช จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

สำหรับ รศ.ดร.เมธิจิต วัฒนพานิช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล การวิจัยต้องเดินไปพร้อมกับคำถามว่า สิ่งที่กำลังทำจะช่วยผู้ป่วยและสังคมได้อย่างไร เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มวิจัยเวชศาสตร์ฟื้นฟู ที่นำความรู้ด้านเซลล์ต้นกำเนิดมาศึกษากลไกโรคทางพันธุกรรม ก่อนต่อยอดสู่การสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อศึกษาการรักษามะเร็ง จากกลุ่มเล็กในช่วงเริ่มต้น งานค่อย ๆ เติบโตด้วยความร่วมมือของอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ร่วมวิจัย นักศึกษา และผู้ช่วยวิจัย โดยมีความหวังว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น

ข้อจำกัดที่ต้องการแก้คือ การรักษามะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง ต้องผลิตเฉพาะสำหรับแต่ละราย ทำให้ใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูง และคุณภาพเซลล์ตั้งต้นอาจแตกต่างกัน ทีมจึงพัฒนาต้นแบบ “เซลล์ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้” จากเซลล์ต้นกำเนิดอินดิวซ์พลูริโพเทนท์ หรือ iPSCs ซึ่งเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันได้หลายชนิด เป้าหมายคือผลิตเซลล์จำนวนมาก ควบคุมคุณภาพ และเก็บเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยลดระยะเวลารอการผลิตเซลล์สำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ทีมใช้เทคโนโลยี CRISPR/Cas9 ปรับแต่งยีนให้เซลล์ภูมิคุ้มกันจดจำมะเร็งได้จำเพาะขึ้น ลดโอกาสที่ร่างกายผู้รับจะต่อต้าน และช่วยให้เซลล์ทำงานในสภาพแวดล้อมของก้อนมะเร็ง โดยพัฒนา CAR T cells สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึง CAR NK cells และ CAR macrophages สำหรับมะเร็งชนิดก้อน เช่น มะเร็งท่อน้ำดีและมะเร็งเต้านม ปัจจุบันทีมมีขั้นตอนสร้าง T cells, NK cells และ macrophages จาก iPSCs แล้ว ผลทดสอบพบว่า T cells และ NK cells มีลักษณะและความสามารถทำลายเซลล์มะเร็งใกล้เคียงกับเซลล์จากผู้บริจาค แม้บางส่วนยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ส่วน macrophages ที่ผ่านการปรับแต่งสามารถจับกินเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

ความก้าวหน้านี้ยังต้องผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพ และจำนวนเซลล์สำหรับทดลองในสัตว์ พร้อมวางแนวทางผลิตตามมาตรฐาน GMP ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ทางคลินิก หากสำเร็จ เซลล์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามีโอกาสช่วยลดเวลาผลิตและค่าใช้จ่าย รวมถึงลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่การไปถึงระดับอุตสาหกรรมยังต้องมีการสนับสนุนและโรงงานมาตรฐานรองรับ สำหรับ รศ.ดร.เมธิจิต ทุนที่ได้รับจึงเป็นกำลังใจของทุกคนที่ร่วมพัฒนางาน และช่วยผลักดันให้ทีมเดินหน้าสู่เป้าหมาย ที่ต้องการเห็นผู้ป่วยได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยจริงในอนาคต

โปรตีน TriKE-CD47 เพิ่มโอกาสพัฒนาภูมิคุ้มกันบำบัด

รศ.ดร.อุษรา ปัญญา จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รศ.ดร.อุษรา ปัญญา จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มากกว่า 10 ปีของการทำวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันเพื่อรักษามะเร็ง รศ.ดร.อุษรา ปัญญา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความหวังว่าวันหนึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาจะช่วยผู้ป่วยได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกเพศ เชื้อชาติ หรือชนชั้น เธอมองว่าการได้รับการยอมรับช่วยยืนยันคุณค่าของการทำงานท่ามกลางอุปสรรค และเป็นกำลังใจให้ทำหน้าที่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็หวังว่าเส้นทางของตนจะทำให้เด็กผู้หญิงรุ่นใหม่กล้าฝัน กล้าทำงานวิทยาศาสตร์ และกล้าแตกต่าง

ผลงานล่าสุดของเธอคือโปรตีน TriKE-CD47 ที่ออกแบบให้ช่วยเซลล์เพชฌฆาตธรรมชาติ หรือ NK cells กำจัดมะเร็งมัลติเพิลไมอีโลมา ซึ่งเป็นมะเร็งของพลาสมาเซลล์ที่ยังมีปัญหาดื้อยาและกลับเป็นซ้ำ โปรตีนทำหน้าที่ช่วยจับเซลล์ NK เข้ากับเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานและการเพิ่มจำนวนของเซลล์ NK พร้อมยับยั้งสัญญาณ CD47 ที่ช่วยให้มะเร็งหลบหลีกภูมิคุ้มกัน แนวทางนี้จึงมุ่งเพิ่มความสามารถของภูมิคุ้มกันในการเข้าจัดการเซลล์มะเร็ง

ผลทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า TriKE-CD47 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดเซลล์มะเร็ง ส่วนการใช้ร่วมกับเซลล์ NK ในสัตว์ทดลองสามารถชะลอการเติบโตและลดขนาดก้อนมะเร็งเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยไม่พบหลักฐานของผลข้างเคียงรุนแรงในการทดสอบดังกล่าว ผลงานได้รับการตอบรับตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Immunology, Immunotherapy และทีมได้ยื่นคำขอสิทธิบัตรโปรตีนกับกรรมวิธีผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขั้นต่อไปคือศึกษากับเซลล์มะเร็งที่นำออกมาจากผู้ป่วย หรือระดับ ex vivo เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างระดับ CD47 กับการตอบสนองต่อโปรตีน และประเมินโอกาสใช้เป็นตัวบ่งชี้กลุ่มที่มีแนวโน้มตอบสนอง

สำหรับ รศ.ดร.อุษรา ประโยชน์ของงานอาจขยายต่อไปได้มากกว่ามะเร็งชนิดแรกที่เลือกศึกษา หากแนวทางนี้ประสบความสำเร็จในมะเร็งมัลติเพิลไมอีโลมา กระบวนการออกแบบ ผลิต และทดสอบโปรตีนที่ทีมพัฒนาขึ้นจะเป็นพื้นฐานสำหรับศึกษามะเร็งชนิดอื่น โดยยังต้องผ่านการศึกษาเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่การทดลองทางคลินิก ความสำเร็จในแต่ละขั้น จึงมีความหมายทั้งต่อการพัฒนาแนวทางรักษา และการสะสมความสามารถของทีม เพื่อเดินหน้าสู่ความหวังที่จะช่วยผู้ป่วยได้ในอนาคต

แบบจำลองคณิตศาสตร์ ช่วยคัดกรองตัวพายาต้านมะเร็ง

รศ.ดร.ดวงกมล เบ้าวัน จากภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.ดวงกมล เบ้าวัน จากภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ความสนใจเรื่องการรักษามะเร็งทำให้ รศ.ดร.ดวงกมล เบ้าวัน ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งคำถามว่า จะลดผลกระทบจากยาเคมีบำบัดต่อเซลล์ปกติได้อย่างไร เธอเลือกใช้ความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ศึกษาการบรรจุยาในตัวพาขนาดนาโน เพื่อช่วยทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นออกแบบ สำหรับเธอ วิทยาศาสตร์พื้นฐานเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรม และคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจปัญหาและพัฒนางานได้แม่นยำขึ้น

งานของทีมมุ่งศึกษาว่า โมเลกุลยาต้านมะเร็งควรอยู่ภายในหรือยึดเกาะบนวัสดุนาโนคาร์บอนอย่างไรจึงจะมีเสถียรภาพ โดยใช้สมการคำนวณพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างยากับตัวพา ร่วมกับอัลกอริทึมค้นหาการจัดเรียงตัวที่เหมาะสม ก่อนนำผลไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ แล้วใช้ผลทดลองกลับมาปรับแบบจำลอง วิธีนี้ช่วยให้นักวิจัยเลือกแนวทางที่มีศักยภาพไปทดสอบได้ตั้งแต่ต้น เพราะการค้นหาโครงสร้างและสภาวะที่เหมาะสมด้วยการทดลองเพียงอย่างเดียวใช้เวลาและต้นทุนสูง

ผลงานด้านการกักเก็บยาในท่อนาโนคาร์บอน ช่วยค้นหาโครงแบบได้รวดเร็วกว่าการคำนวณแบบเดิม และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ปี 2568 ส่วนการศึกษาการดูดซับยาด็อกโซรูบิซินบนกราฟีนออกไซด์พบว่า ผลคาดการณ์จากแบบจำลองสอดคล้องกับผลวัดในห้องปฏิบัติการ โดยผลงานตีพิมพ์ในวารสาร Royal Society Open Science ปี 2569 เป้าหมายต่อไป คือพัฒนาแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ให้นักวิจัยด้านการแพทย์และเภสัชวิทยา ใช้เปรียบเทียบตัวพานาโนและคัดกรองระบบนำส่งยาก่อนสังเคราะห์จริง เพื่อลดการลองผิดลองถูก เวลา ต้นทุนวัสดุ และของเสียอันตรายจากการทดลอง

การได้รับทุนครั้งนี้ทำให้ รศ.ดร.ดวงกมล เห็นว่ามีผู้ให้ความสำคัญกับการนำคณิตศาสตร์ไปใช้ประโยชน์ และเป็นโอกาสอธิบายให้คนทั่วไปเห็นว่า การเรียนคณิตศาสตร์นำไปสู่อะไรได้บ้าง เธอให้ความสำคัญกับเพื่อนนักวิจัยและลูกศิษย์ที่ร่วมแก้โจทย์จนพัฒนาผลงาน โดยลูกศิษย์บางคนกลายเป็นเพื่อนร่วมงานในปัจจุบัน งานวิจัยจึงเป็นผลจากความรู้ที่สะสม และความร่วมมือของคนหลายรุ่น ซึ่งช่วยพัฒนาวิธีคำนวณให้เชื่อมโยงกับการทดลองและโจทย์ทางการแพทย์ได้มากขึ้น

เซนเซอร์จากชีวมวล มุ่งให้การตรวจสุขภาพเข้าถึงง่ายขึ้น

รศ.ดร.กมลวัช งามเชื้อ จากสาขาวิชาเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
รศ.ดร.กมลวัช งามเชื้อ สาขาวิชาเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

รศ.ดร.กมลวัช งามเชื้อ สาขาวิชาเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เชื่อว่าการพัฒนานวัตกรรมต้องเริ่มจากความเข้าใจวิทยาศาสตร์พื้นฐานและการทำงานอย่างต่อเนื่อง กลุ่มวิจัยของเธอจึงศึกษาปฏิกิริยาและกลไกด้านเคมีไฟฟ้า ก่อนนำความรู้ไปพัฒนาวัสดุและอุปกรณ์สำหรับการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจสุขภาพได้มากขึ้นในราคาที่เหมาะสม พร้อมนำทรัพยากรที่มีในประเทศมาใช้ให้เกิดมูลค่า

ทีมใช้ชีวมวลของไทย เช่น แป้งมันสำปะหลัง ลิกนิน และเซลลูโลส มาพัฒนาเป็นวัสดุขั้วไฟฟ้าและสารมูลค่าสูง ก่อนต่อยอดเป็นเซนเซอร์พกพาตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพและสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึงผ่านบลูทูธ ใช้ตัวอย่างไม่เกิน 100 ไมโครลิตร และวิเคราะห์ผลได้รวดเร็ว ปัจจุบันทีมพัฒนาเซนเซอร์สำหรับวิเคราะห์ตัวอย่างจากเลือด ปัสสาวะ เหงื่อ และน้ำลายได้แล้ว พร้อมต่อยอดด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยตีความสัญญาณเคมีไฟฟ้าที่ซับซ้อนและเพิ่มความแม่นยำ

ขั้นต่อไปคือขยายความร่วมมือกับแพทย์ โรงพยาบาล และภาคเอกชน เพื่อปรับอุปกรณ์ให้เหมาะกับการใช้งานจริง โดยมุ่งพัฒนาทั้งอุปกรณ์วินิจฉัยแบบไม่รุกล้ำและระบบตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วยสำหรับสังคมสูงวัย ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดัดแปรชีวมวลยังมีโอกาสถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผลิตผลและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นวัสดุและเซนเซอร์มูลค่าสูง ประโยชน์ที่คาดหวังจึงครอบคลุมทั้งการตรวจสุขภาพ การเพิ่มมูลค่าทรัพยากร และการลดการพึ่งพาวัสดุกับอุปกรณ์จากต่างประเทศ

รศ.ดร.กมลวัช ย้ำว่า ผลงานนี้เกิดจากนักวิจัยและนักศึกษาที่ร่วมกันสร้างกลุ่มวิจัยเคมีไฟฟ้า การได้รับทุนช่วยสร้างกำลังใจให้ทีมตั้งใจทำงานต่อ เพื่อให้ความรู้ที่พัฒนาขึ้นเกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ ความก้าวหน้าของงานจึงอยู่ทั้งในวัสดุและอุปกรณ์ที่สร้างได้ และในความร่วมมือที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์ผู้ใช้จริง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ลอรีอัล มอบทุน 4 นักวิจัยสตรีไทย ขยายพันธมิตรหนุนวิทยาศาสตร์

การ์ทเนอร์เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ปี 2570

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar