เทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติกของ SCGC ที่นำไปใช้กับโรงงานในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีกำลังการผลิตรวม 1.5 ล้านตัน แสดงให้เห็นโอกาสของอุตสาหกรรมไทยในการก้าวจากผู้ซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ขณะที่ลอรีอัลนำองค์ความรู้จากการวิจัยสารหนึ่งชนิดไปพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ ทั้งสองกรณีมีแนวทางร่วมกันคือ ต้องวางแผนเรื่องตลาดและทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เริ่มวิจัย เพื่อให้ผลงานที่พัฒนาขึ้นนำไปใช้เชิงพาณิชย์และสร้างผลตอบแทนได้
ประเด็นจากเวที Think IP Think Future ในงาน Outstanding Technologist Awards & TechInno Forum 2026 จึงครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายงานวิจัย การเลือกวิธีคุ้มครององค์ความรู้ ไปจนถึงการตรวจสอบสิทธิของผู้อื่นก่อนนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาด โดยนักวิจัย ฝ่ายธุรกิจ และฝ่ายกฎหมายต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น เพราะความสำเร็จในการคิดค้นยังต้องผ่านการประเมินว่า มีใครต้องการใช้เทคโนโลยีนั้น สามารถขยายการผลิตได้หรือไม่ และจะสร้างรายได้กลับมาคุ้มกับการลงทุนอย่างไร
SCGC จากผู้ซื้อสู่เจ้าของเทคโนโลยี
วิกรานต์ ดวงมณี นายกสมาคม Licensing Executive Society Thailand (LEST), Co-Chair of Chemicals, Environment, Energy, and Materials Committee, LES International, Head of Intellectual Property and Trade Laws, SCGC, ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และกรรมการมาตรการทางการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อ SCGC ทำงานกับพันธมิตรระดับโลกด้านการอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยี คำถามสำคัญที่ได้รับมีทั้งเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการตรวจสอบว่าเทคโนโลยีของบริษัทสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ติดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ
สำหรับการคุ้มครองผลงาน SCGC ได้เตรียมสิทธิบัตรในประเทศที่มองเห็นโอกาสทางตลาดไว้แล้ว แต่การมีสิทธิบัตรของตนเองยังไม่เพียงพอ บริษัทต้องตรวจสอบ Freedom to Operate ด้วยว่า งานวิจัยหรือเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้มีส่วนที่อาจติดสิทธิบัตรของผู้อื่นหรือไม่ เพราะผู้รับอนุญาตต้องมั่นใจว่า เมื่อนำเทคโนโลยีไปผลิตแล้วจะไม่เผชิญข้อพิพาทกับเจ้าของสิทธิรายอื่น การตรวจสอบเรื่องนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมเทคโนโลยีให้พร้อมสำหรับการทำธุรกิจในต่างประเทศ
วิกรานต์ อธิบายว่า หากเทคโนโลยีไม่มีการคุ้มครองที่เหมาะสม ผู้ซื้อย่อมกังวลว่าจะมีคู่แข่งนำไปผลิตซ้ำได้ ขณะเดียวกัน หากเทคโนโลยีนั้นติดสิทธิของผู้อื่น ผู้ซื้อก็ต้องรับความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ทั้งสองกรณีทำให้มูลค่าของเทคโนโลยีลดลง ในการทำงานของ SCGC ทีมวิจัยและทีมทรัพย์สินทางปัญญาจึงร่วมพัฒนางานตั้งแต่ต้น และเข้าร่วมเจรจากับพันธมิตรจนสามารถนำเทคโนโลยีไปอนุญาตให้บริษัทข้ามชาติใช้สิทธิได้
เบื้องหลังความสามารถดังกล่าวมาจากการปรับเป้าหมายของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง วิกรานต์ เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ไทยมีวัตถุดิบจากก๊าซธรรมชาติ แต่ยังขาดองค์ความรู้ในการผลิต จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับหลายร้อยล้านถึงพันล้านบาทต่อโรงงาน ต่อมา SCGC จึงสร้างทีมวิจัยของตนเอง เริ่มจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ก่อนพัฒนาไปสู่การมีเทคโนโลยีสำหรับสร้างโรงงานของตนเอง
เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนจากการปรับปรุงการผลิตภายในไปสู่การอนุญาตให้ผู้อื่นใช้เทคโนโลยี วิธีคุ้มครององค์ความรู้ก็ต้องเปลี่ยนตาม กระบวนการที่ใช้ภายในโรงงานและบุคคลภายนอกไม่สามารถตรวจดูแล้วทำตามได้ อาจเลือกเก็บเป็นความลับทางการค้า แต่เมื่อต้องนำเทคโนโลยีไปเสนอให้ผู้ซื้อ ย่อมต้องเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเพื่อให้ประเมินได้ว่าสามารถนำไปผลิตจริง สิทธิบัตรจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยบริษัทใช้ทั้งการจดสิทธิบัตร การเก็บความลับทางการค้า และการพัฒนาผลงานต่อยอดเพื่อจดสิทธิบัตรเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีระยะยาว
ปัจจุบัน SCGC มีโรงงานในไทยที่ใช้เทคโนโลยีของตนเอง กำลังการผลิต 5 แสนตัน และมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในอินโดนีเซียและเวียดนาม รวมกำลังการผลิตในอาเซียน 1.5 ล้านตัน วิกรานต์มองว่า กรณีนี้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยีไทยให้มีการคุ้มครองที่เหมาะสมและนำไปสร้างรายได้ โดยต้องเข้าใจความต้องการของตลาดตั้งแต่เริ่มคิดงานวิจัย พร้อมประเมินความเป็นไปได้ในแต่ละขั้น ตั้งแต่การทดสอบแนวคิด การขยายการผลิต ไปจนถึงการใช้เชิงพาณิชย์
ลอรีอัล วางแผนงานวิจัยให้ต่อยอดธุรกิจ
ปรินดา นิรมิตกุศล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทวางแผนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เริ่มพัฒนานวัตกรรม โดยพิจารณาควบคู่กันว่าจะคุ้มครองผลงานอย่างไรและนำไปต่อยอดธุรกิจได้เพียงใด เพราะงานวิจัยบางเรื่องใช้เวลานานถึงสิบปี การลงทุนจึงต้องมีเป้าหมายชัดเจน ทั้งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความต้องการของผู้บริโภค และโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์จากองค์ความรู้ที่สร้างขึ้น
ปรินดายกตัวอย่างการพัฒนาสารสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งเริ่มจากการสร้างองค์ความรู้และทดลองในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับให้ทีมการตลาดเข้ามาศึกษาความต้องการของผู้บริโภค นักวิจัยจึงต้องร่วมประเมินว่าสารที่กำลังพัฒนาตอบโจทย์ตลาดหรือไม่ และสามารถนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายเพียงใด หากลงทุนวิจัยยาวนานแต่ต่อยอดได้เพียงผลิตภัณฑ์เดียว ผลตอบแทนทางธุรกิจอาจไม่คุ้มกับทรัพยากรที่ใช้ไป
ลอรีอัลนำองค์ความรู้จากสารชนิดเดียวไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ เช่น La Roche-Posay, Vichy และ L’Oréal Paris โดยปรับสัดส่วนของสารและผสมกับส่วนประกอบอื่นให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม วิธีนี้เปิดโอกาสให้บริษัทพัฒนาสินค้าต่อเนื่องตามความต้องการของตลาด พร้อมวางแผนใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมวิทยาศาสตร์ การตลาด และธุรกิจตั้งแต่แรก
ในด้านการคุ้มครอง ปรินดาระบุว่า ต้องพิจารณาให้เหมาะกับองค์ความรู้แต่ละส่วน ทั้งการจดสิทธิบัตร การเก็บเป็นความลับทางการค้า และการใช้เครื่องหมายการค้า โดยคำนึงถึงอายุการคุ้มครองและแผนต่อยอดธุรกิจด้วย ขณะเดียวกัน องค์ความรู้และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การวิจัย การคุ้มครองผลงาน และการสร้างแบรนด์จึงเกี่ยวข้องกันตลอดกระบวนการพัฒนาสินค้า
การเชื่อมงานวิจัยกับธุรกิจยังต้องมีบุคลากรที่เข้าใจทั้งสองด้าน วิกรานต์กล่าวถึงบทบาทของหน่วยงานถ่ายทอดเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย ซึ่งช่วยพัฒนางานวิจัยและหาพันธมิตรภาคเอกชนว่า จำเป็นต้องมีความรู้ทั้งการจัดการนวัตกรรม กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เพื่อช่วยให้งานวิจัยไปถึงตลาดได้ ส่วนผู้ทำวิจัยเองก็ต้องเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร และนำข้อมูลนั้นมาประกอบการพัฒนาผลงาน
ด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้แทนกรมระบุว่า มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ผ่าน IP Market ซึ่งรวบรวมทรัพย์สินทางปัญญาประมาณ 1,300 รายการ เพื่อให้เจ้าของสิทธิและผู้สนใจซื้อเข้ามาติดต่อกัน พร้อมอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่อง IP Financing เพื่อสนับสนุนการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ รวมถึงจัดทำคู่มือมาตรฐานการประเมินมูลค่า อย่างไรก็ตาม สัดส่วนคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของคนไทยที่ผู้แทนกรมระบุว่ายังมีเพียงประมาณ 5% สะท้อนโจทย์ในการเพิ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในประเทศ
ปรินดาเสนอให้ทำให้ความรู้และความช่วยเหลือด้านทรัพย์สินทางปัญญาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าผลงานของตนจะได้รับการคุ้มครองและนำไปต่อยอดอย่างไร โดยการสนับสนุนควรต่อเนื่องไปถึงการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ขณะที่วิกรานต์เสนอให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคลากรแต่ละส่วนทำงานร่วมกัน ตั้งแต่นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ ไปจนถึงการพัฒนาความเข้าใจตลาดของนักวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยไทยนำไปใช้จริงและสร้างรายได้กลับสู่ประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จาก ‘หิ้ง’ สู่ Scale โจทย์ใหญ่ นวัตกรรมไทยต้องใช้ได้จริง
นาโนเทค สวทช. จับมือ อรินแคร์ ขยายชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ



